นับถึงเวลานี้ก็เกือบสามปีแล้วที่ผมทำหน้าที่เป็นนักวิชาการให้กับบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ในบทบาทของการขับเคลื่อนงาน CSR (Corporate Social Responsibility)ก่อนหน้าที่ผมจะไปรับช่วงงานต่อ ในพื้นที่มีการพัฒนาเชิงประเด็นอยู่ก่อนแล้ว ซึ่งเน้น “งานโภชนาการ” ในกลุ่มเด็กวัยเรียน โดยมี Input ที่เป็นกิจกรรมสุขศึกษาหลากหลาย ผ่านความร่วมมือของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข
ตอนช่วงเเรกๆนั้น ผมทำหน้าที่เป็นนักวิชาการที่ถอดบทเรียนการดำเนินงานที่ผ่านมา จากบทเรียนการทำงาน CSR ประเด็นโภชนาการยั่งยืน มาระยะหนึ่งพบว่าพฤติกรรมสุขภาพเด็กได้ถูกพัฒนามากขึ้น เด็กรักและชอบกินผักมากขึ้น พร้อมกับโรงเรียน รวมถึงผู้ปกครองให้ความสำคัญในการบริโภคผัก แต่ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่า หากมองเรื่องความยั่งยืนของการพัฒนา หากการมีส่วนร่วมน้อยจากผู้ที่เกี่ยวข้องไม่มี ก็ส่งผลต่อความยั่งยืนในการพัฒนาได้
งานส่งเสริมโภชนาการ อาจเป็นเพียงแนวคิดเดียวในการเริ่มต้น การพัฒนาด้านสุขภาพเด็ก ยังคงมีปัญหาที่เกิดขึ้นจากการระดมสภาพปัญหาด้านสุขภาพในโรงเรียน อันได้แก่ ปัญหาทันตสุขภาพ ความปลอดภัยทางด้านอาหาร คุณภาพน้ำดื่มในโรงเรียน และห้องส้วมที่ไม่ถูกสุขลักษณะ ดังนั้นการต่อยอดเพื่อให้เกิดการพัฒนาสุขภาพในทุกมิติจึงเป็นเรื่องสำคัญ
จากบทสรุปของการทำงานที่ผ่านมา จึงเกิดโครงการโฮมฮักรักลูกหลานโภชนาการดี หากมองไปถึงการพัฒนาที่ยั่งยืนให้ได้นั้น ต้องเกิดจากการมี “ส่วนร่วม” อย่างแท้จริงจากผู้ที่เกี่ยวข้อง อันได้แก่ ตัวเด็กเอง โรงเรียน ครู ผู้ปกครอง และ เจ้าหน้าที่สาธารณสุขจาก รพ.สต. ที่รับผิดชอบดูแลสุขภาพเด็กของโรงเรียน
จึงมองภาพที่ใหญ่มากขึ้น โฟกัสไปที่ “งานส่งเสริมสุขภาพ” มองไปถึง กระบวนการองค์รวมที่จะช่วยส่งเสริมสุขภาพเด็กในทุกมิติ ทั้งนี้มีแนวคิดเริ่มต้นที่ว่า การศึกษาและสุขภาพเป็นสิ่งที่คู่กัน สุขภาพที่ดีส่งผลต่อการศึกษาที่ดีของเด็กด้วย งานนี้เป็นงานใหญ่ที่ต้องใช้กระบวนการคิดและทำอย่างเป็นระบบ ด้วยความที่ทำงานรูปของทีม จึงมีทีมงานหลากหลายทำในส่วนต่างๆอย่างประสานสอดคล้องกัน งานวิชาการมีทีมออกาไนเซอร์มาเสริม งานพัฒนามีภาคีท้องถิ่นมาร่วมผลักดัน
กลุ่มเป้าหมายหลัก ในการดำเนินโครงการเป็นโรงเรียนที่สมัครใจเข้าร่วมกิจกรรม ในจังหวัดหนองคายและอุดรธานี จำนวน 21 โรง
แนวคิดโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพถูกนำมาเรียงร้อย ด้วยการรวมการมีส่วนร่วม 4 ส่วนหลักในการส่งเสริมสุขภาพเด็กนักเรียน อันได้แก่
- กลุ่มนักเรียน เช่น แกนนำ ชมรม
- กลุ่มครอบครัว เช่น พ่อแม่และผู้ปกครอง
- กลุ่มภาครัฐ เช่นโรงเรียน หน่วยงานสาธารณสุข และหน่วยงานอื่น
- กลุ่มชุมชน เช่น อปท.,กลุ่มหรือชมรม อื่นๆ

ทั้ง 4 กลุ่มหลักเข้ามามีบทบาทในการร่วมคิด ร่วมทำ และผลักดันกระบวนการพัฒนาส่งเสริมสุขภาพ
กระบวนการหลักมี 3 กระบวนการอันได้แก่
- เวทีพัฒนาหลัก จะเน้น การวิเคราะห์สถานการณ์พื้นที่(โรงเรียน) เพื่อนำข้อมูลมาออกแบบการพัฒนาขับเคลื่อน รวมไปถึง “กระบวนการถอดบทเรียน” เพื่อนำบทเรียนนั้นมาวางแผนพัฒนาต่อไป
- เวทีการพัฒนาศักยภาพ จะเน้น การสร้างองค์ความรู้ ผ่านการอบรม,อภิปราย การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และการศึกษาดูงาน
- เวที School Program จะเน้นการสร้างและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพเด็ก ผ่านละคร,เพลงและเกมส์
“สำคัญที่การเริ่มต้น”
เวทีระดมความคิด SWOT ANALYSIS และค้นหาศักยภาพพร้อมกับออกแบบกระบวนการเรียนรู้ ซึ่งเป็นหัวใจของการดำเนินงานเริ่มต้น เมื่อได้ชุดความรู้จากเวที จึงนำข้อมูลทั้งหมดมาวิเคราะห์ ออกแบบกิจกรรมตลอดทั้งโครงการ
การผสานแนวคิดโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพในโครงการโฮมฮักฯ มองถึงศักยภาพ “เด็ก” ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของการพัฒนา ดังนั้น การพัฒนาศักยภาพแกนนำจึงเป็นประเด็นสำคัญหลักๆในกระบวนการ เพื่อให้เด็กมีส่วนร่วมได้คิด ได้ทำ และออกแบบการดูแลสุขภาพด้วยตัวเด็กเอง
- การพัฒนาศักยภาพบุคลากรส่วนอื่นๆ เพื่อเตรียมความพร้อมด้าน “การสร้างองค์ความรู้” ในกลุ่มต่อไปนี้
- กลุ่มครู เน้นการสร้างความรู้ทางด้านแนวคิดโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ ใช้กระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และการศึกษาดูงาน
- กลุ่มแม่ครัว เน้นการสร้างความรู้ในการดูแลสุขภาพเด็ก ด้านโภชนาการที่ถูกต้อง
- กลุ่ม จนท.รพ.สต.และ จนท.รัฐ ที่เกี่ยวข้อง เรียนรู้ร่วมกันในบทบาทของการผลักดันและร่วมเป็นพี่เลี้ยงโรงเรียนในการดำเนินกิจกรรม
การดำเนินการ CSR ในครั้งของบริษัทไฮคิว อุตสาหกรรมอาหารจำกัด เป็นการลงทุนในการสร้างคนมากกว่า มุ่งเน้นการเห็นผลลัพธ์ เราเชื่อว่า การสร้างและพัฒนาศักยภาพผู้คน จะเป็นวิถีทางที่ยั่งยืนสำหรับการจัดการปัญหาที่ซับซ้อนในปัจจุบันและอนาคต
ถึงแม้ว่า เป้าหมายที่เป็นเป้าหมายเชิงปริมาณที่เราอยากเห็นคือ โรงเรียนทั้งหมดในโครงการ จะผ่านการประเมินมาตรฐานโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ แต่ว่าความสำคัญอยู่ที่ โรงเรียนได้เรียนรู้อะไรบ้าง และ การส่งเสริมสุขภาพที่ต่อเนื่องนั้นมีวิธีการอย่างไร ผ่านวิธีคิด มุมมอง ที่ถูกถอดบทเรียนออกมาเป็นระยะๆตลอดระยะเวลาของโครงการ

สรุปบทเรียนการทำหน้าที่ Facilitator ในงาน CSR ของผม
บทบาทที่ 1 :
เป็นการทำงานที่กรอบใหญ่มากขึ้น โดยที่ต้องเป็น Facilitator ประสานงานให้ข้อมูลทางวิชาการแก่บริษัท คณะกรรมการบริษัท รวมไปถึงนักวิชาการทางฝ่ายภาครัฐ เพื่อให้เห็น Concepts การทำงานที่ตรงกัน เดินทางไปสู่ผลลัพธ์ที่ต้องการ
บทบาทที่ 2 :
บทบาทการเป็น Facilitator ประสานงานกับออกาไนเซอร์ที่ทำหน้าที่ร่วมปฏิบัติการในพื้นที่ ก็ต้องเข้มข้น ชัดเจน แปร Concepts สู่กิจกรรม และวิธีการที่หลากหลาย สอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมาย
บทบาทที่ 3 :
สำหรับในการทำงานในพื้นที่เอง บทบาทการเป็น Facilitator ใช้มากขึ้นในเวทีพัฒนาศักยภาพของกลุ่ม ภาคีต่างๆ ในการสร้างความรู้ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ตลอดระยะเวลาการทำงานทั้งโครงการ โดยผ่านหัวใจหลักของการดำเนินโครงการที่เราคาดหวัง “การสร้างกระบวนการเรียนรู้ที่เหมาะสม” ระหว่างกลุ่มผู้มีส่วนได้ ส่วนเสียต่างๆ มีการจัดการความรู้ สร้างความรู้ ใช้ความรู้และถ่ายทอดความรู้ อย่างมีพลังและมีชีวิตชีวา

ขอร่วมเเสดงความยินดีกับการผ่านประเมิน "โรงเรียนส่งเสริมสุขภาพระดับเพชร" โรงเรียนเเรกของจังหวัดหนองคาย
โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ ที่ ๒๗
(เป็นโรงเรียนหนึ่งในโครงการ CSR ของบริษัทไฮคิวอุตสาหกรรมจำกัด)
ขอบคุณท่านสันติสุขมากๆครับ ผมเห็นด้วยครับ พอดีรูปที่น่าภาคภูมิใจนี้ผมใช้รูปภาพของทางโรงเรียนครับ งานนี้เราให้ เด็กเป็นตัวละครเอกเลยครับ ออกแบบกระบวนการให้สนุกสนานเเละมีพลังอย่างมากทีเดียวครับผม
เรียนทุกท่านครับ
ขอเชิญชวนร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้เเละร่วมสมัครเป็นสมาชิกของชุมชน facilitator ที่นี่ครับ
คลิ้ก เพื่อ Add เข้ากลุ่ม>>>>
ชุมชน Facilitator http://www.gotoknow.org/cops/facilitator