การเสียกรุงสองครั้งในสมัยอยุธยากระทบในวงแคบ เฉพาะเขตเมืองหลวงและปริมณฑล และเพียงในมิติของการเมืองเท่านั้น   แต่เสียกรุงครั้งที่สามนี้ส่งผลโยงใยไปหมดทั้งประเทศ ในทุกระดับ และในทุกมิติของสังคม คือมิติการเมือง เศรษฐกิจ ศิลปะ ภาษา วัฒนธรรม จึงยากยิ่งนักที่จะกอบกู้กลับคืนมาได้ เหมือนดังการเสียกรุงสองครั้งก่อน

 

                ชาติไทยต้องการผู้มีบุญญาธิการมากอบกู้อิสรภาพ ...ในหลวงทรงเริ่มต้นแล้ว ด้วยการประกาศระบบ “เศรษฐกิจพอเพียง” ให้เป็นแกนนำ

 

 แต่ใครเล่าจะเป็นแม่ทัพถือดาบทะลวงฟันตีฝ่าวงล้อมของลัทธิบริโภคนิยมที่แฝงมาพร้อมการล่าอาณานิคมผ่านกระแสโล “ภา” ภิวัฒน์ เพื่อทะลวงฝ่าการล้อมกรุงครั้งนี้ออกไปตั้งตัว เพื่อกอบกู้เอกราชและจิตวิญญาณอันสูงส่งของชนเผ่าไทกลับคืนมา

 

...เพื่อให้เป็นทางเลือกใหม่ของโลก เหมือนเช่นที่สมเด็จพระนเรศวร และสมเด็จพระเจ้าตากสิน ได้กระทำเป็นเยี่ยงอย่างไว้แล้วแต่อดีตกาลอันนานโพ้น

 

                ถามว่าใคร?... หากไม่ใช่ครู อาจารย์  นักวิชาการ และวิญญูชนไทยทั้งประเทศที่เป็นขุมปัญญาของชาติ จนตระหนักในมหันตภัยนี้เป็นเบื้องต้น จนทำให้เราต้องสอนลูกหลานของเราให้รู้ชั่วรู้ดี มีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ และศักดิ์ศรีของความเป็นไทไว้เป็นเบื้องแรก

 

และเราต้องซ่องสุมตระเตรียมกำลังพลขั้นพื้นฐานเพื่อรอวันเวลาและโอกาสที่จะบุกเข้าไปยึดอำนาจคืนมาและนำโลกไปสู่ความเป็นอิสระ ..ที่รอดพ้นจากการถูกสนตะพายเยี่ยงสัตว์เดรัจฉานเช่นทุกวันนี้

 

...ทวิช จิตรสมบูรณ์ (พศ. ๒๕๔๘)