อ.แหววคิดว่า มี ๕ ประเด็นที่จะต้องนำมาพิจารณากัน กล่าวคือ (๑) น้องนางเกิดเมื่อไหร่คะ ? มีหลักฐานการเกิดที่น่าเชื่อถือเพียงใด ? (๒) น้องนางมีเชื้อสายลาวจริงหรือไม่ ? มีหลักฐานความเป็นคนเชื้อสายลาวที่น่าเชื่อถือเพียงใด ? (๓) น้องนางเคยขึ้นทะเบียนแรงงานสัญชาติลาวจริงหรือไม่ ? น้องนาเคยยื่นขอพิสูจน์สัญชาติลาวหรือไม่ ? (๔) น้องนางมีสิทธิทางการศึกษาหรือไม่ ? เพียงใด ? (๕) น้องนางมีสิทธิร้องขอวีซ่าเข้าเมืองไทยประเภทนักเรียนนักศึกษาหรือไม่ ?

คำถาม

          เมื่อวันที่ ๑ มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๕ เวลา ๑๑.๓๕ น. คุณฟองจันทร์ สุขเสน่ห์ อีเมลล์มาชวน อ.แหวว และมวลมิตรในบางกอกคลินิก กล่าวคือ อ.เตือน บงกช นภาอัมพร และ อ.เชอรี่ พวงรัตน์ ปฐมสิริรักษ์ โดยตั้งหัวข้ออีเมลล์ว่า “ขอคำแนะนำอีกแล้วคะ และมีใจความดังนี้ สวัสดีคะอาจารย์และทุกคน ฟองได้เจอน้องคนหนึ่งชื่อน้องนาง เป็นคนลาวแต่เกิดและโตในไทยแต่ยังไม่ได้สัญชาติไทย ตอนนี้มีวีซ่าทำงานตาม MOU แต่หมดอายุในเดือนกรกฎาคมนี้ ฟองให้เขากรอกแบบสอบถามเรียบร้อยแล้วและกำลังสแกนเพื่อส่งไปให้ดูคะ (๑) ปัญหาแรกคือไม่มีหลักฐานการเกิดใดๆเลยเพระเกิดในค่ายผู้ลี้ภัยและไม่ได้รับเอกสารอะไรเลย และ (๒) ปัญหาที่สองคือ ระหว่างรอการพิสูจน์สัญชาติน้องนาง จะเรียนต่อในมหาวิทยาลัย แต่ไม่ทราบว่าจะเปลี่ยนประเภทวีซ่าจาก MOU เป็นประเภทนักศึกษาได้หรือไม่ ฟองหากฎหมายเกี่ยวกับวีซ่าประเภท MOU ไม่เจอเลยคะ จะมีแต่แบบฟอร์มต่างๆ ไม่ทราบว่าต้องค้นจากที่ไหนคะ  ขอบคุณคะ”

---------------------

คำตอบของ อ.แหวว

---------------------

อ.แหววคิดว่า มี ๕ ประเด็นที่จะต้องนำมาพิจารณากัน กล่าวคือ (๑) น้องนางเกิดเมื่อไหร่คะ ? มีหลักฐานการเกิดที่น่าเชื่อถือเพียงใด ? (๒) น้องนางมีเชื้อสายลาวจริงหรือไม่ ? มีหลักฐานความเป็นคนเชื้อสายลาวที่น่าเชื่อถือเพียงใด ?  (๓) น้องนางเคยขึ้นทะเบียนแรงงานสัญชาติลาวจริงหรือไม่ ? น้องนาเคยยื่นขอพิสูจน์สัญชาติลาวหรือไม่ ? (๔) น้องนางมีสิทธิทางการศึกษาหรือไม่ ? เพียงใด ? (๕) น้องนางมีสิทธิร้องขอวีซ่าเข้าเมืองไทยประเภทนักเรียนนักศึกษาหรือไม่ ?

ดังนั้น เรามาพิจารณากันทีละประเด็นนะคะ

๑.น้องนางเกิดเมื่อไหร่คะ ? มีหลักฐานการเกิดที่น่าเชื่อถือเพียงใด ?

ในการกำหนดสิทธิในสถานะบุคคลตามกฎหมายสัญชาติของรัฐนั้น เราจำเป็นต้องทราบวันเวลาที่เกิดอย่างชัดเจน ทั้งนี้ เพื่อที่จะได้กำหนดกฎหมายที่มีผลกำหนดสิทธิในสัญชาติของบุคคลดังกล่าว

สำหรับหลักกฎหมายสัญชาติไทย การที่บุคคลจะได้สัญชาติไทยโดยหลักดินแดนโดยการเกิด ก็ต้องมีข้อเท็จจริงที่ฟังได้ว่า เกิดในประเทศไทย แต่วิธีการได้มาซึ่งสัญชาติไทยประเภทนี้ ย่อมถูกจำแนกออกเป็น ๒ ลักษณะ กล่าวคือ (๑) การได้โดยผลของกฎหมาย และ (๒) การได้โดยคำสั่งอนุญาตของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกระทรวงมหาดไทยตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกำหนด

เราจะเห็นว่า การได้สิทธิในสัญชาติไทยโดยหลักดินแดนโดยผลของกฎหมายนั้นจะต้องเป็นบุคคลที่มีข้อเท็จจริงอย่างใดอย่างหนึ่งใน ๓ สถานการณ์ดังต่อไปนี้ กล่าวคือ (๑) มีบุพการีทั้งสองฝ่ายที่เป็นคนต่างด้าวที่มีสิทธิอาศัยถาวรตามกฎหมายคนเข้าเมืองไทย (๒) เกิดในประเทศไทยก่อนวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๓๕ จากบุพการีทั้งสองฝ่ายที่เป็นคนต่างด้าวที่เกิดในประเทศไทย และ (๓) เกิดในประเทศไทยก่อนวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๓๕ จากบุพการีทั้งสองฝ่ายที่เป็นคนต่างด้าวที่เข้าเมืองไม่ถาวรและมีสถานะบุคคลตามกฎหมายการทะเบียนราษฎรไทย ดังนั้น หากฟังว่า น้องนางมีข้อเท็จจริงต้องตามสถานการณ์ใดสถานการณ์หนึ่งดังต่อไปนี้ น้องนางก็จะมีสิทธิในสัญชาติไทยแล้วในเวลานี้ การแก้ไขปัญหาจึงอยู่ที่การผลักดันการบังคับใช้กฎหมายสัญชาติเท่านั้น

แต่ถ้าน้องนางเกิดในประเทศไทยตั้งแต่วันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๓๕ จากบุพการีทั้งสองฝ่ายที่เป็นคนต่างด้าวที่เข้าเมืองไม่ถาวร น้องนางย่อมไม่มีสิทธิในสัญชาติไทยโดยหลักดินแดนโดยผลอัตโนมัติของกฎหมาย การได้สัญชาติไทยนี้ต้องเริ่มต้นด้วยการร้องขอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกระทรวงมหาดไทย และจะต้องมีคำสั่งอนุญาตให้มีสัญชาติไทยนี้ของรัฐมนตรีดังกล่าวตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกำหนด ดังนั้น หากน้องนางอยู่ในประเภทหลังนี้ การได้สิทธิในสัญชาติไทยก็คงเป็นไปยากมาก

ประเด็นการเกิดในประเทศไทย แม้ไม่มีพยานเอกสารที่ออกโดยรัฐ ก็อาจใช้พยานเอกสารที่ออกโดยองค์กรเอกชน หรือใช้พยานบุคคลที่น่าเชื่อถือ หากน้องนางเกิดในค่ายผู้ลี้ภัยจริง การแสวงหาพยานหลักฐานก็ไม่น่าจะยาก เพราะค่ายผู้ลี้ภัยนั้นอยู่ในความดูแลของเจ้าหน้าที่ของรัฐไทยอย่างเข้มงวด และน่าจะมีพยานบุคคลที่รู้เห็นการเกิดจำนวนไม่น้อย แต่ทว่า การที่คนเชื้อสายลาวจะอาศัยอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัยนั้นดูจะไม่เป็นกรณีปกติ ดังนั้น ควรจะต้องมีข้อเท็จจริงที่ชัดเจนว่า เป็นค่ายไหน ? และจะต้องมีความเป็นมาของเรื่องที่มีเหตุมีผลทีเดียว แต่อย่างไรก็ตาม การจะมีสถานะเป็นผู้ลี้ภัยหรือไม่ ดูจะไม่น่าจะสำคัญนัก หากน้องนางมีข้อเท็จจริงว่า เป็นคนเชื้อสายลาว ซึ่งทางสถานทูตลาวมีความตั้งใจอย่างจริงจังที่จะรับคนเชื้อสายลาวกลับประเทศลาว และการที่น้องนางได้แสดงตนขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวแล้ว การพิสูจน์สัญชาติลาวก็เป็นไปได้อย่างดีตลอดมา

๒.น้องนางมีเชื้อสายลาวจริงหรือไม่ ? มีหลักฐานความเป็นคนเชื้อสายลาวที่น่าเชื่อถือเพียงใด ? 

ข้อเท็จจริงที่ว่า น้องนางมีเชื้อสายลาว น่าจะเป็นคุณต่อน้องนางที่จะใช้ในการพิสูจน์สัญชาติลาว ซึ่งการพิสูจน์นี้อาจจะใช้วิธีการทางทูต หรือใช้วิธีการที่กำหนดโดย MOU ก็ได้ ดังนั้น จึงต้องมีการสอบปากคำน้องนางเกี่ยวกับบุพการีให้ละเอียด และความเป็นไปได้ที่จะมีพยานบุคคลที่เป็นญาติพี่น้องในประเทศลาว หรือจะรอการพิสูจน์ภายใต้ MOU ซึ่งย่อมจะต้องทำให้เสร็จก่อนวันที่ ๑๓ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๕๕ ซึ่งหากเป็นกรณีของสัญชาติลาว ก็ยิ่งไม่มีปัญหา เพียงแต่จะเริ่มต้นทำอย่างจริงจังหรือไม่ และการได้รับการรับรองสถานะคนสัญชาติลาวแล้ว การใช้ชีวิตอย่างถูกกฎหมายในประเทศไทยก็ย่อมเกิดขึ้นได้โดยเร็วและไม่ยากนัก

คำถามที่จะต้องพิสูจน์ในประเด็นนี้ ก็คือ น้องนางมีหลักฐานความเป็นคนเชื้อสายลาวที่น่าเชื่อถือเพียงใด ? ซึ่งทางปฏิบัติที่มีมา ก็คือ น้องนางจะต้องสามารถเล่าถึงเรื่องลาวของบุพการีของตนเองทั้งในชั้นบิดามารดาหรือญาติพี่น้องที่ยังอาศัยอยู่ในประเทศลาว

๓.น้องนางมีสิทธิในสถานะบุคคลตามกฎหมายการทะเบียนราฎรไทยแล้วหรือไม่ ?

แต่อย่างไรก็ตาม การจะมีสถานะเป็นผู้ลี้ภัยหรือไม่ ดูจะไม่น่าจะสำคัญนัก หากน้องนางได้แสดงตนขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวแล้ว และได้ปฏิบัติตนอย่างถูกต้องตามที่กำหนดโดยมติคณะรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดระบบแรงงานต่างด้าว อันได้แก่ (๑) การตรวจสุขภาพตามที่นโยบายนี้กำหนด (๒) การทำใบอนุญาตทำงานตามที่กำหนดโดย พ.ร.บ.การทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.๒๕๕๑ และ (๓) การยื่นขอพิสูจน์สัญชาติลาวตามที่กำหนดใน MOU ระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลลาวว่าด้วยการจ้างแรงงานต่างด้าว

ดังที่คุณฟองจันทร์เล่าว่า ตอนนี้ น้องนางมีวีซ่าทำงานตาม MOU ซึ่งจะหมดอายุในเดือนกรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๕ นี้ ก็หมายความว่า น้องนางก็ย่อมมีสิทธิในความเป็นราษฎรไทยอยู่แล้ว เพราะการขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวย่อมหมายถึงการถูกบันทึกในทะเบียนประวัติประเภท ท.ร.๓๘/๑ ตามมาตรา ๓๘ วรรค ๒ แห่ง พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร พ.ศ.๒๕๓๔ ซึ่งถูกแก้ไขและเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๓๔

การจัดการปัญหาในทิศทางนี้ต่อไปเพื่อทำให้น้องนางมีสถานะบุคคลที่ชอบด้วยกฎหมายโดยการพิสูจน์สัญชาติกับประเทศต้นทางก็น่าจะดีที่สุด ด้วยท่าทีของประเทศลาวที่ตระหนักในความสำคัญของการเปิดเสรีเต็มรูปแบบของประชาคมอาเซียน ก็จะทำให้การเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์สัญชาติลาวของน้องนางเป็นไปได้เร็วขึ้น นับแต่นี้ไป ความไม่คืบหน้าอาจจะอยู่ที่ตัวน้องนางเองที่ไม่เข้าใจในโอกาสอันนี้ เพราะตั้งความปรารถนาที่จะได้มาซึ่งสัญชาติไทยเท่านั้น

๔.น้องนางมีสิทธิทางการศึกษาหรือไม่ ? เพียงใด ?

ดังที่เราทราบดีว่า สิทธิทางการศึกษาเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน ซึ่งการจำกัดสิทธิดังกล่าวนี้ทำมิได้เลย ดังนั้น ไม่ว่าน้องนางจะได้รับการรับรองสิทธิในสัญชาติลาวแล้วหรือไม่ น้องนางก็ย่อมมีสิทธิทางการศึกษาทั้งในระดับโรงเรียนและระดับมหาวิทยาลัย

เพียงแต่ในขณะที่ยังมีสถานะเป็นคนในทะเบียนประวัติตาม ท.ร.๓๘/๑ หรือ “แรงงานสัญชาติลาวที่ขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าว” น้องนางอาจจะต้องร้องขออนุญาตเดินทางออกนอกพื้นที่ที่ผ่อนผันให้อาศัยอยู่ หากสถาบันการศึกษาตั้งอยู่นอกพื้นที่ที่ผ่อนผันให้อาศัยอยู่ หรือหากจะต้องทำกิจกรรมทางการศึกษานอกพื้นที่ที่ผ่อนผันให้อาศัยอยู่

๕.น้องนางมีสิทธิร้องขอวีซ่าเข้าเมืองไทยประเภทนักเรียนนักศึกษาหรือไม่ ?

เมื่อน้องนางมีสถานะเป็นบุคคลที่ขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวกับกระทรวงแรงงาน ดังนั้น น้องนางก็ย่อมมีสิทธิในความเป็นราษฎรไทยอยู่แล้ว เพราะการขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวย่อมหมายถึงการถูกบันทึกในทะเบียนประวัติประเภท ท.ร.๓๘/๑ ตามมาตรา ๓๘ วรรค ๒ แห่ง พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร พ.ศ.๒๕๓๔ ซึ่งถูกแก้ไขและเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๓๔ และเมื่อน้องนาทำใบอนุญาตทำงานตามกฎหมายการทำงานคนต่างด้าว ตลอดจนยื่นขอพิสูจน์สัญชาติกับประเทศต้นทางแล้ว โดยผลของมาตรา ๑๗ แห่ง พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.๒๕๒๒ น้องนางก็จะมีสิทธิในสถานะบุคคลตามกฎหมายคนเข้าเมืองในสถานะ “คนต่างด้าวที่มีสิทธิอาศัยชั่วคราวแม้จะยังคงไม่มีสิทธิเข้าเมืองก็ตาม” ดังนั้น การศึกษาในประเทศไทยจึงทำได้ ควบคู่ไปกับการทำงานตามที่ได้รับอนุญาตทำงาน และภายหลังการพิสูจน์สัญชาติลาวแล้ว ก็ยังคงทำ ๒ กิจกรรมนี้ได้ต่อไปจนหมดอายุการอนุญาตทำงานภายใต้ MOU

แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อผ่านการพิสูจน์สัญชาติลาวแล้ว น้องนางก็จะมีสิทธิในสถานะบุคคลตามกฎหมายคนเข้าเมืองในสถานะ “คนต่างด้าวที่มีสิทธิเข้าเมืองและอาศัยชั่วคราว” ทั้งนี้ เป็นไปตามมาตรา ๑๗ แห่ง พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.๒๕๒๒ เช่นกัน

เมื่อน้องนางได้รับการรับรองสิทธิในสถานะคนสัญชาติลาวแล้วโดยรัฐบาลลาว การเปลี่ยนลักษณะการเข้ามาอาศัยชั่วคราวในประเทศไทยเพื่อการศึกษาก็อาจทำได้ค่ะ ทั้งนี้ โดยผลของมาตรา ๓๔ (๑๐) ประกอบกับมาตรา ๓๕ (๓)แห่ง พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.๒๕๒๒ ซึ่งการอนุญาตดังกล่าวจะต้องทำปีต่อปี แต่อย่างไรก็ตาม การร้องขออนุญาตดังกล่าวนี้จะต้องมีใบรับรองการรับเข้าศึกษาของสถาบันการศึกษาไทย

ในที่สุด การได้ศึกษาแบบสอบถามอันจะทำให้ทราบข้อมูลในรายละเอียดของน้องนางจะทำให้สามารถวิเคราะห์สิทธิของน้องนางได้ละเอียดละออมากขึ้น

---------------------