สิ้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา น้องเดินเข้ามาบอกพี่เม่ยว่าขอเพิ่มสติ๊กเกอร์หมายเลขแล็บด้วยค่ะ เพราะปริมาณงาน เกินหมื่นราย แล้ว
อีกแล้วหรือ พี่เม่ยคิดในใจ
ความจริงก็ตั้งตัวได้ตั้งแต่เดือน พ.ค. ที่ผ่านมาแล้วค่ะ ว่าปริมาณงานหมื่นกว่ารายไปครั้งนึงแล้ว  แต่ตอนนั้นวิเคราะห์ว่าเป็นช่วง peak ของงานในรอบปี  เอาน่ะ อาจจะต้องคอยจับตาดูว่า ปริมาณงานเฉลี่ยในรอบหกเดือนนั้น เหยียบหมื่น รายแล้วจริงหรือไม่
พอจะมองออกแล้วค่ะ ว่า จริง
เมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้ว พี่เม่ยเข้ามาทำงานเป็นน้องใหม่ของที่นี่ จำได้ว่าทำงานไปไม่กี่เดือนพี่ๆก็มีเฮกันค่ะ เพราะปริมาณงาน ร้อยรายแล้ว
หลังจากนั้นเกือบสิบปี เราก็ได้เฮกันอีกครั้งหนึ่งเมื่อปริมาณงาน พันรายแล้ว
แต่ตอนนี้เราไม่เฮกันแล้วค่ะ ทุกคนยิ้มแห้งๆเพราะปริมาณงาน เหยียบหมื่นรายแล้ว
เราเริ่มมองอนาคต
พี่เม่ยลองวิเคราะห์ระบบงานในรอบยี่สิบปีอย่างคร่าวๆ โดยสร้างเป็นภาพกราฟให้มองเห็นง่ายๆ  ก็มองออกได้ว่า ในขณะที่ปริมาณงานเพิ่มขึ้นแบบ เรขาคณิต  แต่จำนวนกำลังคนเรากลับเพิ่มแบบ เลขคณิต
เกิดอะไรขึ้นในช่องว่างระหว่างปริมาณงานกับกำลังคน
เราเพิ่มทรัพยากรต่างๆได้ เช่นการใช้เครื่องอัตโนมัติที่มีประสิทธิภาพสูงเข้ามาช่วยในการทำงาน
เราเพิ่มกำลังคนได้ จากการวิเคราะห์ปริมาณงานและอัตรากำลัง
ที่สำคัญ และเป็นเฟืองตัวใหญ่ที่สุดก็คือ เราเพิ่มขีดความสามารถในการปฏิบัติงานได้ จากการสะสมประสบการณ์
เมื่อเห็นภาพและวิเคราะห์ได้เช่นนี้ ทำให้พี่เม่ยจึงต้องเริ่มต้นเข้าไปอยู่ในกระบวนการนี้อีกครั้งหนึ่ง
เราต้องขอกำลังคนเพิ่ม
เราต้องหาเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสูงเข้ามาช่วยในการดำเนินงาน
เราต้องดึงประสบการณ์ของบุคลากรที่มีอยู่ออกมาให้ชัดแจ้ง เพื่อเพิ่มศักยภาพในการทำงาน พัฒนางาน พัฒนาองค์กรต่อไป
บันทึกนี้เกิดขึ้นเพียงเพราะประโยคสั้นๆประโยคเดียวที่เราได้คุยกันในขณะปฏิบัติงานค่ะ
เหยียบหมื่น