หลวงวิจิตรวาทการ...เทวดาหรือซาตาน??


ทำไม..คนเก่งคนดี ของไทยเราทำงานร่วมกันเป็นทีมไม่ได้ ยกเว้น คนเลว มันทำงาน “เป็นทีม” ได้ดีเสมอ ร่วมมือกันโกงกินชาติได้ทุกยุคทุกสมัย

เอ่ยชื่อหลวงวิจิตรวาทการ เยาวชนไทยส่วนใหญ่คงไม่รู้จัก หรือไม่เคยได้ยินชื่อด้วยซ้ำ   (เพราะพ่อแม่ขี้ลืม แล้วจะให้ลูกมันจำ ได้อย่างไรเล่า) แต่คนไทยที่มีอายุเกิน 50 ปีอย่างน้อยก็คงได้ยินชื่อท่านอยู่บ้างหรอก หรือไม่ก็คงได้รับอานิสงส์ทางอ้อมจากท่านอยู่บ้างหรอก แม้จะไม่รู้จักท่านอย่างลีกซึ้งดีพอ 

 

เช่น ตอนเด็กๆ อาจเคยได้ยินเพลงกรอกหูจากวิทยุทุกเช้า เช่นเพลง ตื่นเถิดชาวไทย และเพลงต้นตระกูลไทย  http://www.youtube.com/watch?v=7WRvrUh9xLQ&feature=related

 

ตื่นเถิดชาวไทย อย่ามัวหลับใหลลุ่มหลง

ชาติจะเรืองดำรง ก็เพราะเราทั้งหลาย

หากมัวหลับมัวหลง เราก็คงละลาย

เราต้องเร่งขวนขวาย ตื่นเถิดชาวไทยฯ

 

....ต้นตระกูลไทย ใจท่านเหี้ยมหาญ

รักษาดินแดนไทย ไว้ให้ลูกหลาน

สู้จนสูญเสีย แม้ชีวิตของท่าน

เพื่อรักษาบ้าน เมืองไว้ให้เราฯ

 

หลวงวิจิตรฯ เป็นขุนพลทางวิชาการคู่ใจของจอมพล แปลก พิบูลสงคราม นายกรมต. ที่ได้ตำแน่งมาจากการปฏิวัติด้วยตนเอง โดยล้มล้างรัฐบาลของนายปรีดี พนมยงค์  ดังนั้นท่านจึงถูกวิพากษ์อย่างหนักในเชิงลบจากนักวิชาการฝ่ายก้าวหน้าที่นิยมท่านปรีดี โดยข้อหาว่าเป็นผู้นิยมลัทธิเผด็จการชาตินิยม (ของจอมพล ป. )

 

ตัวผู้เขียนเองนี้ก็แปลก คือ นิยมทั้งท่านปรีดี และท่านหลวงวิจิตรฯ  และคิดว่า ถ้าทั้งสองท่านได้ทำงานร่วมกันในสม้ยโน้น คงจะช่วยชาติไทยได้มากมหาศาล เผลอๆ ป่านนี้ไทยอาจเป็นมหาอำนาจเอเชีย ไปแล้วก็เป็นได้

 

ทำไม..คนเก่งคนดี ของไทยเราทำงานร่วมกันเป็นทีมไม่ได้ ยกเว้น คนเลว มันทำงาน “เป็นทีม”  ได้ดีเสมอ ร่วมมือกันโกงกินชาติได้ทุกยุคทุกสมัย

 

ท่านปรีดีได้เปรียบหลวงวิจิตรฯตรงที่ ท่านมีปัญญาชนจำนวนมากเข้าข้างท่าน ส่วนท่านหลวงฯนั้นปัญญาชนจำนวนมากในพศ.นี้ (๒๕๔๘) ไม่ชอบ เพราะหาว่าไปอยู่กับศัตรูของท่านปรีดี (คือจอมพล ป.) 

 

แต่ผู้เขียนใคร่ขอให้มองท่านอย่างเป็นธรรมบ้าง เพราะถ้าเอาปัจจัยนี้มาเป็นหลักในการตัดสินความดีเลวของบุคคล ดังนั้น อ.ป๋วย ก็ต้องเป็นคนเลวด้วยสิ เพราะไปรับใช้เป็นรมว. ขุนพลคู่ใจ ของจอมเผด็จการ สฤษดิ์ ธนรัตน์ อยู่ตั้งนาน (ซึ่งสฤษดิ์นั้นอาจ “เลว” ยิ่งกว่า ป. เสียอีก)

 

ผู้เขียนเอง แท้จริงแล้ว รู้จักท่านหลวงฯน้อยมาก หรือจะเรียกว่าไม่รู้จักเลยก็ว่าได้ ที่รู้จักท่านนั้นรู้จักผ่านหนังสือที่ท่านเขียนทั้งสิ้น คะเนว่าท่านเขียนหนังสือไว้ไม่ต่ำกว่า 100 เล่ม ส่วนที่ผู้เขียนได้อ่านนั้นประมาณสัก 50 เล่มเห็นจะได้ โดยทั้งหมดที่อ่านนั้นอยู่ในช่วงอายุ 15-16 ปี เช่น เรื่อง พุทธานุภาพ กำลังใจ บังลังภ์เชียงรุ้ง แว่นฟ้าจำปาศักดิ์ กุหลาบเมาะลำเลิง ฟากฟ้าสาละวิน พานทองรองเลือด สวรรค์ยังไม่ทอดทิ้งข้าพเจ้า ห้วงรักเหวลึก (10 เล่มจบ)  พลีชีพเพื่อชู้ ผจญชีวิต (ชื่อเรื่องอาจผิด ...เท่าที่จำได้)

 

นอกจากนี้ยังมีบทละครอีกมากหลาย เช่น เลือดสุพรรณ และยังมีบทเพลงรำวงมาตรฐาน  เช่น รำมาซิมารำ เริงระบำกันให้สนุก

 

งานเขียนส่วนใหญ่ของท่านเป็นนวนิยาย ที่มักผูกเรื่องให้อิงประวัติศาสตร์และชักนำให้เกิดความรักชาติ เผ่าพันธุ์ไต ซึ่งก็คงสนองความฝันของจอมพล ป. ได้เป็นอย่างดีในการทวงคืนดินแดนไตจากเจ้าอาณานิคมอังกฤษฝรั่งเศส เช่น รัฐฉาน ยูนนาน ลาว ให้กลับมาเป็นของไทยดังเดิมแต่สมัยก่อนยุคล่าอาณานิคมของอังกฤษและฝรั่งเศส  แต่หนังสืออีกส่วนหนึ่งก็เป็นพุทธศาสตร์ และ จิตวิทยาการทำงาน แม้ในนวนิยาย ท่านก็แทรกจิตวิทยาสอนคนไว้มากหลาย แบบว่า..คนอ่านถูกหลอกให้ซึมซับไปโดยปริยาย

 

ประเด็นสำคัญในงานด้านนวนิยายของท่านที่น่าสังเกตมากคือ ท่านน่าจะเป็นนัก “สิทธิสตรี” คนแรกในประเทศไทยก็ว่าได้ โดยที่นิยายของท่านั้นมักยกให้ผู้หญิงเป็นใหญ่ เป็นผู้นำในการกู้วิกฤติสังคม และมักเป็นว่าผู้หญิงตัวเอกนี้จะมี “ผัว” หลายคน ทั้งที่กระแสสังคมขณะนั้นคือหญิงต้อง “รักเดียวใจเดียว” เท่านั้น

 

 อย่างเช่น “ห้วงรักเหวลึก” (สิบเล่มจบ)  นั้น นางเอกมีผัวสัก 5 คนได้กระมัง แต่แต่ละครั้งก็มีเหตุผลดีๆมาอ้างได้เสมอ ทำให้ผู้อ่านยอมจำนนว่า เป็นการสมควร ไม่ผิดประเพณีแต่ประการใด ...การอ่านหนังสือของท่านทำให้เราได้ฝึกการใช้ตรรกไปโดยปริยาย (เพราะใจเราค้านแต่แรก แต่พออ่านๆสักพักก็ยอมจำนวนด้วยเหตุผล)

 

แต่ส่วนคนจะจ้องจับผิด ก็คงจับผิดท่านได้ระนาว กราวไปหมดนั่นแหละ

 

ดูเหมือนว่าท่านไม่ได้มีการศึกษาอย่างเป็นระบบอะไรเลย บวชเรียนในบวรพุทธศาสนามาโดยตลอดตั้งแต่เด็กจนหนุ่ม  ที่มีความรู้จนได้เป็นถึงเสนาบดีคู่ใจนายกรมต. นั้นเพราะความพากเพียรพยายามเฉาะตนโดยแท้  จนมีความรู้แตกฉาน พูดเขียนได้หลายภาษา เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน อิตาลี ไทย บาลี สันสกฤต จนท่านได้ถูกแต่งตั้งให้ไปดำรงตำแหน่งทูตในหลายประเทศ เช่น ฝรั่งเศส เยอรมัน ญี่ปุ่น (ประเทศสำคัญในช่วงยุคอาณานิคมทั้งนั้น) และยังเป็นรมว. กระทรวงธรรมการ (ศึกษา ) และการคลัง อีกด้วย

 

ดังที่แจ้งไว้แล้ว..ผมเองไม่ได้ศึกษาท่านละเอียด ไม่รู้จริงๆ ว่าท่านได้คิด พูด และทำอะไร(ที่เลวๆ)ไว้บ้าง แต่ประทับใจมากกับงานเขียนของท่าน คนๆหนึ่งมาเขียนหนังสือทิ้งไว้เป็น 100 เล่ม คงต้องถามว่ามีกี่คนในประเทศไทย แม้ในโลก ที่ทำเช่นนี้ได้ คนแบบนี้คงเป็นคนเลวได้ยาก โดยเฉพาะเขียนด้านพุทธศาสตร์ไว้ก็มาก  น่าเสียดายที่ท่านยังไม่ได้รับการจารึกเป็นบุคคลสำคัญของโลกโดย ยูเนสโก แห่งองค์การสหประชาชาติ เหมือนท่านอื่นๆ รวมทั้งท่านปรีดี

 

แต่ทำไมปัญญาชนจำนวนมากจึงวิจารณ์ท่านเสียๆหายๆ ถ้าวิจารณ์ท่านเพียงเพราะว่าท่านร่วมงานกับเผด็จการที่โค่นล้มนายปรีดี ซึ่งเป็นคนที่ท่านเหล่านั้นชื่นชม ก็ถือว่าเป็นการไม่ยุติธรรมต่อท่านหลวงฯเลย ลองคิดในมุมกลับบ้างสิว่า ถ้าไม่มีท่านหลวงคอยทัดทานไว้ ป่านนั้นรัฐบาลป.พิบูล อาจกระทำการอะไรที่เลวร้ายไปกว่านี้มากก็เป็นได้

 

อย่างน้อยที่สุดท่านหลวงฯก็เป็นตัวอย่างที่ดีแก่คนทั้งชาติได้ ในเรื่องของ ความอุสาหะพยายาม แม้ไม่มีการศึกษากะใครเขา ก็อุสาหะจนมีความรู้ เป็นที่ยอมรับถึงขนาดได้เป็นทูต และ เป็น รัฐมนตรีได้หลายกระทรวง และยังได้ฝากผลงานด้านวรรณกรรม บทละคร หนังสือด้านวิชาการ ไว้เป็นมรดกให้อนุชนได้ศึกษาหาความรู้และบันเทิงได้ถึงเพียงนี้

 

หลายท่านหาว่าท่านหลวงฯเป็นพวกคลั่งชาติ แต่ผมกลับคิดว่าท่านเป็นพวก “รักชาติ” มากกว่า และผมเชื่อว่าความรักชาตินั้นเป็นสิ่งสำคัญ และเป็นสิ่งดี ถ้าเราไม่รักชาติเราเสียก่อนแล้ว การที่จะมาบอกว่าเรามีจิตใจสากลที่รักมวลมนุษยชาติทุกชาติโดยเท่าเทียมกันนั้น ย่อมเป็นไปไม่ได้ และย่อมเป็นการโกหกโดยแท้

 

พอเขียนบทความนี้เสร็จ..ก็เลยนึกได้ว่า เอ้า..เรากำลังอยู่ในโลกอินเตอร์เนต ก็เลยลองไปค้นดู ก็พบเรื่องของท่านพอสมควร ส่วนใหญ่ก็ซ้ำๆ กัน แสดงว่าคนไทยเราไม่ค่อยได้ศึกษาค้นคว้าอะไรในเชิงลึก (ตามเคย ) แต่ก็ยังค้นไม่พบว่า ท่านได้ทำความไม่ดีอะไรไว้บ้าง ดังนั้น ขอยกประโยชน์ให้ท่าน และสรุปว่า ท่านคือเทวดา ไว้ไปพลางก่อน

 

ข้างล่างนี้คือบางส่วนที่ค้นพบในเว็บ ...เลยตัดปะมาให้อ่านกันเล่นๆ

 

การศึกษา

        จบการศึกษาจากโรงเรียนจังหวัดอุทัยธานี จบเปรียญ ๕ ประโยค สำนักวัดมหาธาตุ กรุงเทพฯ เรียนกฎหมายไทย สอบได้ภาค 1 แล้วออกไปรับราชการ เป็นผู้ช่วยเลขานุการ ในสถานทูตไทย พ.ศ.2463 เรียนกฎหมายและรัฐศาสตร์ ที่ฝรั่งเศส พ.ศ.2469

การดำรงตำแหน่ง

        ในปี พ.ศ.2461 ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุอยู่ที่วัดมหาธาตุ เมื่อลาสิกขาบทแล้ว ได้เข้าทำงานในกระทรวงการต่างประเทศ และได้เรียนวิชากฎหมายไทย ที่โรงเรียนกฎหมายกระทรวงยุติธรรม พ.ศ.2463 ได้ย้ายไปทำงานประจำอยู่ที่สถานทูตไทย กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส และได้ศึกษาวิชาการและภาษาต่างๆ จนสามารถที่จะ... “...เมื่ออายุได้ 25 - 26 ปี ข้าพเจ้ารู้ภาษาอังกฤษและภาษาฝรั่งเศสอย่างใช้การได้ รู้ภาษาไทยพอที่จะแต่งหนังสือออกเผยแพร่ รู้ภาษาบาลีจากชั้นปฐมวัย ข้าพเจ้าอ่านภาษาเยอรมัน อิตาเลียน สเปน โปรตุเกสได้ หลังจากอายุ 40 ปี ข้าพจ้าตัดสินใจเข้าโรงเรียนใหม่ โดยเริ่มเรียนภาษาเยอรมันเมื่ออายุ 47 ปี เริ่มเรียนภาษากรีกและภาษาลาตินอย่างจริงจัง ขณะถูกจับคุมขังโดยกองทัพอเมริกันก็เริ่มศึกษาหลักไวยากรณ์...” ต่อมาได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ วิชาการทูต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปริญญาดุษฏีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ วิชาเศรษฐศาสตร์สหกรณ์ จาก มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และปริญญาอักษรศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

นามปากกา
องคต เวทิก แสงธรรม

สรุปผลงาน
นวนิยาย : ห้วงรักเหวลึก พานทองรองเลือด ดอกฟ้าจำปาศักดิ์ ฟากฟ้าสาละวิน
สวรรค์ยังไม่ทอดทิ้งข้าพเจ้า ยอดเศวตฉัตร ผจญชีวิต ครุฑดำ เสน่ห์นาง กรุงแตก ใครฆ่าพระเจ้ากรุงธน เจ้าแม่จามรี เจ้าแม่สาริกา บ่มรัก ฯลฯ
บทละคร : เลือดสุพรรณ ราชมนู ศึกถลาง พระเจ้ากรุงธนบุรี มหาเทวี น่านเจ้า
พ่อขุนผาเมือง ดาบแสนเมือง เจ้าหญิงกรรณิการ์ ลานเลือด-ลานรัก ฯลฯ
บทเพลง : เพลงผู้แทน เลือดสุพรรณ รักเมืองไทย รักชาติ แหลมทอง ศึกถลาง
เดิน ต้นตระกูลไทย ตำรวจไทย กองทัพบกไทย นาวีไทย ฯลฯ
บทความและสารคดี : ความขบขัน ความหมายการศึกษา วิถีนักเขียน กำเนิดธนบัตร ฯลฯ
วิชาการ : ประวัติศาสตร์สากล (12 เล่ม) ประชุมพงศาวดารฉบับความสำคัญ
(8 เล่ม) ศาสนาสากล (5 เล่ม) วิชชาแปดประการ มหาบุรุษ มันสมอง ความฝัน พุทธานุภาพ กุศลโลบาย กำลังใจ กำลังความคิด ฯลฯ


"ขอให้ผู้อ่านของข้าพเจ้าจงเป็นนักทำงาน ขอให้เราสร้างชีวิต สร้างอนาคตของเราด้วยการทำงานและขอให้การทำงานจงเป็นความผาสุกความสนุก และเป็นเกียรติ ขอให้หนังสือที่อยู่ในมือท่านนี้ จงเป็นเครื่องอุปกรณ์ให้ท่านประสบผลสำเร็จในการงานของท่าน" จาก "วิธีการทำงานและสร้างอนาคต"

 

...คนถางทาง (๓ มีค. ๒๕๕๕)

 

 

หมายเลขบันทึก: 480846เขียนเมื่อ 3 มีนาคม 2012 16:14 น. ()แก้ไขเมื่อ 20 มิถุนายน 2012 14:48 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกันจำนวนที่อ่านจำนวนที่อ่าน:


ความเห็น (10)

อ่านเรื่องของนายหนุ่มครั้งใด

นึกถึงโฆษณาไก่ทอดห้าดาว

มันกรอบอร่อย จนอยากเห็นหน้าคนทอด

ฉันใดก็ฉันนั้น ประมาณนั้นเลย ครับ

อ่านแล้วอิ่มกับความรู้ ว่างั้นเถอะ

ผ่านการอ่านผลงานของหลวงวิจิตร มาหลายเล่มเหมือนแต่นานจนเลือน

มาอ่านบันทึกนี้ทำให้นึกขึ้นในบางเรื่อง

ชัยชนะของผู้แพ้ อีกเรื่องหนึ่งที่ยกย่องสตรี

  • เคยสังเกตเหมือนกันว่าทำไมหลวงวิจิตรวาทการ จึงพูดถึงตัวเองน้อยจัง
  • ที่เป็นอย่างนี้ไม่ใช่เพราะอยากรู้รายละเอียดเรื่องราวส่วนตัวของท่านนักหรอก
  • แต่เพราะว่าทึ่งในการทำงาน(เขียนหนังสือได้ดีเยี่ยม)ของท่านต่างหาก ไม่ทราบว่าจำมากจากไหนสักแห่ง ท่านพูดประมาณว่า อย่ามาสนใจประวัติผมเลย ให้ไปสนใจงาน(หนังสือ)ของผมจะเป็นประโยชน์มากว่าที่จะรู้เรื่่องส่วนของผม ซึ่งไม่ค่อยมีคุณค่าอะไรต่อสังคม ซึ่งก็จริงจากนั้นก็ไม่เห็นท่านกล่าวถึงเรื่องส่วนตัวใดๆ
  • ท่านกล่าวถึงประวัติตัวเองไม่น่าจะเกินหน้ากระดาษเอ๔ อ่านมาจากที่ไหนก็ลืมเสียอีกแล้ว
  • ยิ่งตอนนี้ด้วยแล้ว จะหาหนังสือของท่านสักเล่มให้ได้ค้นคว้าก็ไม่มีเลย แ่ต่อ่านมาบ้าง นานแล้วด้วย
  • และโดยเฉพาะในแวดวงดงขมิ้น(วัด)ดูว่าท่านจะไม่ได้ข้องแวะสักเท่าใดเลย(ไม่ทราบพรบ.คณะสงฆ์ยุคท่านนั้น ท่านได้มีส่วนเกี่ยวข้องบ้างหรือไม่)
  • เรื่องราวชีวิตของท่านน่าศึกษาวิธีคิด การทำงาน การดำรงตน การสร้างคุณประโยชน์ให้กับสังคม ซึ่งในสมัยของท่านนิยมสร้างอะไรที่เป็นวัตถุสิ่งของที่เป็นรูปธรรมจับต้องได้ ไว้แทนตัวเอง(ถนนน สะพาน สถานศึกษา วัด) หรือไม่ก็ินิยมแสดงความยิ่งใหญ่ นิยมอำนาจ
  • ซึ่งตรงกันข้ามกับท่านหลวงวิจิตรฯ ซึ่งท่านนิยมสร้างความรู้ สร้างปัญญา จะพูดว่าสิ่งนี้ได้รับอิทธิพลมาจากรั้ววัดก็ไม่ชัิดเจนนัก ถ้าจะได้แนวคิดมาจากวัดก็น่าจะได้ในข้อที่ว่าเป็นบุรุษผู้มีหัวใจแห่งความปราชญ์อยู่ในตัวอย่างครบถ้วน(สุ.จิ.ปุ.ลิ.และบัณฑิตย่อมฝึกตน)

..ข้อเขียนนี้ ทำให้ผมเกิดความรู้สึก ย้อนรำลึกถึงอดีต ได้ดีมากครับ..เคยชอบอ่านหนังสือมากตั้งแต่เด็ก..รู้สึกนิยมชมชอบ นักเขียนหลายท่าน ที่ชอบมากๆ ก็ หลวงวิจิตรฯ กศร.กุหลาบ..มรว.คึกฤทธิ์ปราโมช ทมยันตีและนักเขียนดังๆในยุคก่อน..) โดยคิดว่า นักเขียน ทุกคนเป็นคนดี น่าศรัทธา และควรแก่การเคารพยกย่อง..แต่เมื่อได้ศึกษาค้นคว้าติดตามเกี่ยวกับงานเขียน การทำงาน และชีวิตของ นักเขียนแต่ละคนที่ชื่นชอบ..มากขึ้น.(.ตามประสาคนเคยชอบ จาก ผลงานเขียน.)..ก็กลับปรากฏแง่มุมต่างๆ ในทางที่คาดคิดไม่ถึง จนทำให้รู้สึกเกิด อคติทางใจ..และหมดศรัทธา นักเขียนหลายๆคน ไปบ้าง..แต่หากพิจารณาโดยถี่ถ้วน ก็ ยังพอนับว่า นักเขียนเหล่านั้น ได้สร้างสรรค์สิ่งดีๆไว้ให้คนรุ่นหลัง มากอยู่เหมือนกัน..ชีวิตและผลงาน ของหลวงวิจิตรฯ ก็ คงคล้ายกับ นักเขียน นักคิด นักวิชาการ ศิลปิน อีกหลายคน (รวมทั้งผู้คนที่เรารู้จัก..และตัวผมเอง)..ที่มีทั้ง ส่วนที่ดี และไม่ดี ปะปนกัน ..จึงอยู่ที่ ผู้อ่าน ผู้ที่ศึกษา จะได้ใช้ สติปัญญา เลือกรับและพิจารณาเอา แต่ส่วนที่ดี มีประโยชน์..สำหรับส่วนที่ ลวงโลก หรือเบื้องหลังที่ไม่ดี ก็จะได้รู้ว่าอันใดควร อันใดไม่ควร..ขอบคุณมากครับ..

จริงอย่างพระคุณเจ้า มหาแล ท่านว่า

ท่านหลวงฯไม่ค่อยตีกลองนำหน้าตัวเอง..ทั้งที่หากจะทำก็คงได้ เพราะมีตำแหน่งใหญ่ปานนั้น

แสดงว่าท่านเป็นคนดี..ที่ไทยลืม

วันนี้ ผมมาตีกลองให้ท่าน ..ยอมเจ็บมือฟรีๆ นะเนี่ย อิอิ

เพิ่งเปิดอ่านเมื่อ 17ส.ค.56 ดีใจที่ได้เจอคนที่รู้ค่าของคนดี ศรีประเทศที่แท้จริงคนหนึ่ง หลวงวิจิตรเป็นบุคคลที่หาได้ยากยิ่งของประเทศไทยไม่แพ้ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ ส่วนตััวดิฉันซึ่งเป็นวัยรุ่นห้าร้อย(พ.ศ.2500. น่าจะรุ่นใกล้เคียงกับคุณซึ่งน่าจะเป็นรุ่นสุดท้ายที่อ่านหนังสือ) เห็นว่า ท่านเป็นคนที่รัฐบาลน่าจะสร้างอนุสาวรีย์ให้มากกว่าคนบางคนที่เขียนหนังสือส่วนใหญ่เพื่อแก้ตัวหรือชี้แจงให้สังคมเห็นคุณค่าของตัวเองอย่างซ้ำๆซากๆ โดยมีผู้จงรักภักดีอย่างน่าชมเชยช่วยเขียนด้วย น่าเบื่อมาก ไม่ได้ให้อะไรแก่อนุชนรุ่นหลังเลย นอกจากเพื่อชื่อเสียงของตนเองและครอบครัว แต่หลวงวิจิตรนั้น ท่านมีผลงานที่โดดเด่นมาก แม้จนปัจจุบันก็ไม่มีใครทำได้อย่างท่าน นั่นคือ งานเขียนที่สร้างพลัง ความบันดาลใจ ความรักชาติ ความรักวัฒนธรรมทุกด้านของไทย ความรักศักดิ์ศรีความเป็นคน คุณคงจำคำขวัญที่ว่า " งานคือเงิน เงินคืองาน บันดาลสุข" ได้ ท่านไม่เคยเขียนคำขวัญประเภทส่งเสริมให้คนฟุ้งเห้อเห่อเหิม แค่อยากมีรถ (ให้เหมือนคนอื่นๆที่เขาทำงานเก็บเงินทองซื้อเอาเอง) ก็ต้องให้รัฐบาลช่วยออกเงินให้บางส่วน (เงินนี้รัฐได้แต่ใดมา?). นอกจากนี้ยังมีแนวความคิดที่มีประโยชน์มากมาย(อยู่ในคำกล่าว หรือข้อเขียนต่างๆท่ีท่านเขียนให้นายกฯ). ดิฉันกำลังรวบรวมอยู่. .อ้อ ขอท้วงที่คุณเขียนว่า ท่านไม่มีการศึกษาอะไรกับเขานั้น ผิดมากค่ะ. ท่านมีการศึกษาอย่างดีมากๆ ทุกๆด้าน(ไม่จำเป็นต้องมีปริญญาหรอกค่ะ). และมีความสามารถในการเขียนทุกๆด้านแม้แต่นวนิยายก็เขียนได้ ไม่รู้เอาเวลาที่ไหนทำงานได้มากมายขนาดนั้น ดิฉันชอบอ่านเรื่องกำลังใจ กำลังความคิดและอื่นๆที่อ่านแล้วนำมาใช้พัฒนาตัวเองได้เป็นอย่างดีทีเดียว วันนี้ขอจบแค่นี้ก่อน เที่ยงพอดี รีบเขียนมาด้วยความดีใจที่ได้เจอไดโนเสาร์อีกตัว

 

)

 

ท่านส.พินยา

ที่ผมเขียนว่าท่าน "ไม่มีการศึกษา"   นั้น ผมหมายถึง ไม่ปีปริญญา ตรี โท เอก กะเขาน้ะครับ เป็นคำเสียดสีคนมีปริญญา (เช่นผม มีถึงปินยาเอก)     ผมทราบดีว่าท่านเป็นปราชญ์  เก่ง ดี กว่า ไอ้พวก ศ.ดร.  ง่าว เสียอีก   ไม่งั้นผมจะมาเขียนชม สวนกระแสให้โดนด่า เสมอมา  เหมือนบทความอื่นๆ หรือครับ  อิอิ

 

คึกฤทธื์ที่ว่าเก่งนักหนา ก็มีปินยา จากม.ดัง แถม เป็น มรว. เชื้อเจ้า มีเส้นสาย ผลประโยชน์การเมือง  ก็มีต้นทุนสูงกว่ามาก ทำให้ดังได้    แต่ผมว่า ปัญญา  คุณธรรม  ไม่ได้เทียบ ท่านหลวงฯ  ที่ไต่เต้ามาจากสามัญชน คนจนที่อยู่ในแพเรือ   

 

...คนถางทาง (๑๗ สค. ๒๕๕๖) 

ผมนับถือท่านหลวงวิจิตรครับ อ่านหนังสือท่าหลายเล่มเมื่อ30ปีก่อนจากห้องสมุดจังหวัดดทั้งปิดเทอม ได้ความรู้ ความบันเทิง และแรงบันดาลใจมาก เพราะท่านเขียนได้หลากหลายแนว เราควรให้คนรุ่นใหม่ศึกษาท่านและหนังสือท่านมากๆน่ะ โดยเฉพาะแนวชนะใจตนเอง ฝึกฝนตนเอง

อยากทราบแรงบันดาลใจบท "...ไม่มีใครอยากเห็นเราเด่นเกิน" ขอบคุณมากครับ

ท่านคือหนึ่งผู้มีอิทธิพลทางความคิดและสร้างแรงบันดาลใจสำหรับผมครับ

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี
ClassStart Books
โครงการหนังสือจากคลาสสตาร์ท