ทำไม..คนเก่งคนดี ของไทยเราทำงานร่วมกันเป็นทีมไม่ได้ ยกเว้น คนเลว มันทำงาน “เป็นทีม” ได้ดีเสมอ ร่วมมือกันโกงกินชาติได้ทุกยุคทุกสมัย

เอ่ยชื่อหลวงวิจิตรวาทการ เยาวชนไทยส่วนใหญ่คงไม่รู้จัก หรือไม่เคยได้ยินชื่อด้วยซ้ำ   (เพราะพ่อแม่ขี้ลืม แล้วจะให้ลูกมันจำ ได้อย่างไรเล่า) แต่คนไทยที่มีอายุเกิน 50 ปีอย่างน้อยก็คงได้ยินชื่อท่านอยู่บ้างหรอก หรือไม่ก็คงได้รับอานิสงส์ทางอ้อมจากท่านอยู่บ้างหรอก แม้จะไม่รู้จักท่านอย่างลีกซึ้งดีพอ 

 

เช่น ตอนเด็กๆ อาจเคยได้ยินเพลงกรอกหูจากวิทยุทุกเช้า เช่นเพลง ตื่นเถิดชาวไทย และเพลงต้นตระกูลไทย  http://www.youtube.com/watch?v=7WRvrUh9xLQ&feature=related

 

ตื่นเถิดชาวไทย อย่ามัวหลับใหลลุ่มหลง

ชาติจะเรืองดำรง ก็เพราะเราทั้งหลาย

หากมัวหลับมัวหลง เราก็คงละลาย

เราต้องเร่งขวนขวาย ตื่นเถิดชาวไทยฯ

 

....ต้นตระกูลไทย ใจท่านเหี้ยมหาญ

รักษาดินแดนไทย ไว้ให้ลูกหลาน

สู้จนสูญเสีย แม้ชีวิตของท่าน

เพื่อรักษาบ้าน เมืองไว้ให้เราฯ

 

หลวงวิจิตรฯ เป็นขุนพลทางวิชาการคู่ใจของจอมพล แปลก พิบูลสงคราม นายกรมต. ที่ได้ตำแน่งมาจากการปฏิวัติด้วยตนเอง โดยล้มล้างรัฐบาลของนายปรีดี พนมยงค์  ดังนั้นท่านจึงถูกวิพากษ์อย่างหนักในเชิงลบจากนักวิชาการฝ่ายก้าวหน้าที่นิยมท่านปรีดี โดยข้อหาว่าเป็นผู้นิยมลัทธิเผด็จการชาตินิยม (ของจอมพล ป. )

 

ตัวผู้เขียนเองนี้ก็แปลก คือ นิยมทั้งท่านปรีดี และท่านหลวงวิจิตรฯ  และคิดว่า ถ้าทั้งสองท่านได้ทำงานร่วมกันในสม้ยโน้น คงจะช่วยชาติไทยได้มากมหาศาล เผลอๆ ป่านนี้ไทยอาจเป็นมหาอำนาจเอเชีย ไปแล้วก็เป็นได้

 

ทำไม..คนเก่งคนดี ของไทยเราทำงานร่วมกันเป็นทีมไม่ได้ ยกเว้น คนเลว มันทำงาน “เป็นทีม”  ได้ดีเสมอ ร่วมมือกันโกงกินชาติได้ทุกยุคทุกสมัย

 

ท่านปรีดีได้เปรียบหลวงวิจิตรฯตรงที่ ท่านมีปัญญาชนจำนวนมากเข้าข้างท่าน ส่วนท่านหลวงฯนั้นปัญญาชนจำนวนมากในพศ.นี้ (๒๕๔๘) ไม่ชอบ เพราะหาว่าไปอยู่กับศัตรูของท่านปรีดี (คือจอมพล ป.) 

 

แต่ผู้เขียนใคร่ขอให้มองท่านอย่างเป็นธรรมบ้าง เพราะถ้าเอาปัจจัยนี้มาเป็นหลักในการตัดสินความดีเลวของบุคคล ดังนั้น อ.ป๋วย ก็ต้องเป็นคนเลวด้วยสิ เพราะไปรับใช้เป็นรมว. ขุนพลคู่ใจ ของจอมเผด็จการ สฤษดิ์ ธนรัตน์ อยู่ตั้งนาน (ซึ่งสฤษดิ์นั้นอาจ “เลว” ยิ่งกว่า ป. เสียอีก)

 

ผู้เขียนเอง แท้จริงแล้ว รู้จักท่านหลวงฯน้อยมาก หรือจะเรียกว่าไม่รู้จักเลยก็ว่าได้ ที่รู้จักท่านนั้นรู้จักผ่านหนังสือที่ท่านเขียนทั้งสิ้น คะเนว่าท่านเขียนหนังสือไว้ไม่ต่ำกว่า 100 เล่ม ส่วนที่ผู้เขียนได้อ่านนั้นประมาณสัก 50 เล่มเห็นจะได้ โดยทั้งหมดที่อ่านนั้นอยู่ในช่วงอายุ 15-16 ปี เช่น เรื่อง พุทธานุภาพ กำลังใจ บังลังภ์เชียงรุ้ง แว่นฟ้าจำปาศักดิ์ กุหลาบเมาะลำเลิง ฟากฟ้าสาละวิน พานทองรองเลือด สวรรค์ยังไม่ทอดทิ้งข้าพเจ้า ห้วงรักเหวลึก (10 เล่มจบ)  พลีชีพเพื่อชู้ ผจญชีวิต (ชื่อเรื่องอาจผิด ...เท่าที่จำได้)

 

นอกจากนี้ยังมีบทละครอีกมากหลาย เช่น เลือดสุพรรณ และยังมีบทเพลงรำวงมาตรฐาน  เช่น รำมาซิมารำ เริงระบำกันให้สนุก

 

งานเขียนส่วนใหญ่ของท่านเป็นนวนิยาย ที่มักผูกเรื่องให้อิงประวัติศาสตร์และชักนำให้เกิดความรักชาติ เผ่าพันธุ์ไต ซึ่งก็คงสนองความฝันของจอมพล ป. ได้เป็นอย่างดีในการทวงคืนดินแดนไตจากเจ้าอาณานิคมอังกฤษฝรั่งเศส เช่น รัฐฉาน ยูนนาน ลาว ให้กลับมาเป็นของไทยดังเดิมแต่สมัยก่อนยุคล่าอาณานิคมของอังกฤษและฝรั่งเศส  แต่หนังสืออีกส่วนหนึ่งก็เป็นพุทธศาสตร์ และ จิตวิทยาการทำงาน แม้ในนวนิยาย ท่านก็แทรกจิตวิทยาสอนคนไว้มากหลาย แบบว่า..คนอ่านถูกหลอกให้ซึมซับไปโดยปริยาย

 

ประเด็นสำคัญในงานด้านนวนิยายของท่านที่น่าสังเกตมากคือ ท่านน่าจะเป็นนัก “สิทธิสตรี” คนแรกในประเทศไทยก็ว่าได้ โดยที่นิยายของท่านั้นมักยกให้ผู้หญิงเป็นใหญ่ เป็นผู้นำในการกู้วิกฤติสังคม และมักเป็นว่าผู้หญิงตัวเอกนี้จะมี “ผัว” หลายคน ทั้งที่กระแสสังคมขณะนั้นคือหญิงต้อง “รักเดียวใจเดียว” เท่านั้น

 

 อย่างเช่น “ห้วงรักเหวลึก” (สิบเล่มจบ)  นั้น นางเอกมีผัวสัก 5 คนได้กระมัง แต่แต่ละครั้งก็มีเหตุผลดีๆมาอ้างได้เสมอ ทำให้ผู้อ่านยอมจำนนว่า เป็นการสมควร ไม่ผิดประเพณีแต่ประการใด ...การอ่านหนังสือของท่านทำให้เราได้ฝึกการใช้ตรรกไปโดยปริยาย (เพราะใจเราค้านแต่แรก แต่พออ่านๆสักพักก็ยอมจำนวนด้วยเหตุผล)

 

แต่ส่วนคนจะจ้องจับผิด ก็คงจับผิดท่านได้ระนาว กราวไปหมดนั่นแหละ

 

ดูเหมือนว่าท่านไม่ได้มีการศึกษาอย่างเป็นระบบอะไรเลย บวชเรียนในบวรพุทธศาสนามาโดยตลอดตั้งแต่เด็กจนหนุ่ม  ที่มีความรู้จนได้เป็นถึงเสนาบดีคู่ใจนายกรมต. นั้นเพราะความพากเพียรพยายามเฉาะตนโดยแท้  จนมีความรู้แตกฉาน พูดเขียนได้หลายภาษา เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน อิตาลี ไทย บาลี สันสกฤต จนท่านได้ถูกแต่งตั้งให้ไปดำรงตำแหน่งทูตในหลายประเทศ เช่น ฝรั่งเศส เยอรมัน ญี่ปุ่น (ประเทศสำคัญในช่วงยุคอาณานิคมทั้งนั้น) และยังเป็นรมว. กระทรวงธรรมการ (ศึกษา ) และการคลัง อีกด้วย

 

ดังที่แจ้งไว้แล้ว..ผมเองไม่ได้ศึกษาท่านละเอียด ไม่รู้จริงๆ ว่าท่านได้คิด พูด และทำอะไร(ที่เลวๆ)ไว้บ้าง แต่ประทับใจมากกับงานเขียนของท่าน คนๆหนึ่งมาเขียนหนังสือทิ้งไว้เป็น 100 เล่ม คงต้องถามว่ามีกี่คนในประเทศไทย แม้ในโลก ที่ทำเช่นนี้ได้ คนแบบนี้คงเป็นคนเลวได้ยาก โดยเฉพาะเขียนด้านพุทธศาสตร์ไว้ก็มาก  น่าเสียดายที่ท่านยังไม่ได้รับการจารึกเป็นบุคคลสำคัญของโลกโดย ยูเนสโก แห่งองค์การสหประชาชาติ เหมือนท่านอื่นๆ รวมทั้งท่านปรีดี

 

แต่ทำไมปัญญาชนจำนวนมากจึงวิจารณ์ท่านเสียๆหายๆ ถ้าวิจารณ์ท่านเพียงเพราะว่าท่านร่วมงานกับเผด็จการที่โค่นล้มนายปรีดี ซึ่งเป็นคนที่ท่านเหล่านั้นชื่นชม ก็ถือว่าเป็นการไม่ยุติธรรมต่อท่านหลวงฯเลย ลองคิดในมุมกลับบ้างสิว่า ถ้าไม่มีท่านหลวงคอยทัดทานไว้ ป่านนั้นรัฐบาลป.พิบูล อาจกระทำการอะไรที่เลวร้ายไปกว่านี้มากก็เป็นได้

 

อย่างน้อยที่สุดท่านหลวงฯก็เป็นตัวอย่างที่ดีแก่คนทั้งชาติได้ ในเรื่องของ ความอุสาหะพยายาม แม้ไม่มีการศึกษากะใครเขา ก็อุสาหะจนมีความรู้ เป็นที่ยอมรับถึงขนาดได้เป็นทูต และ เป็น รัฐมนตรีได้หลายกระทรวง และยังได้ฝากผลงานด้านวรรณกรรม บทละคร หนังสือด้านวิชาการ ไว้เป็นมรดกให้อนุชนได้ศึกษาหาความรู้และบันเทิงได้ถึงเพียงนี้

 

หลายท่านหาว่าท่านหลวงฯเป็นพวกคลั่งชาติ แต่ผมกลับคิดว่าท่านเป็นพวก “รักชาติ” มากกว่า และผมเชื่อว่าความรักชาตินั้นเป็นสิ่งสำคัญ และเป็นสิ่งดี ถ้าเราไม่รักชาติเราเสียก่อนแล้ว การที่จะมาบอกว่าเรามีจิตใจสากลที่รักมวลมนุษยชาติทุกชาติโดยเท่าเทียมกันนั้น ย่อมเป็นไปไม่ได้ และย่อมเป็นการโกหกโดยแท้

 

พอเขียนบทความนี้เสร็จ..ก็เลยนึกได้ว่า เอ้า..เรากำลังอยู่ในโลกอินเตอร์เนต ก็เลยลองไปค้นดู ก็พบเรื่องของท่านพอสมควร ส่วนใหญ่ก็ซ้ำๆ กัน แสดงว่าคนไทยเราไม่ค่อยได้ศึกษาค้นคว้าอะไรในเชิงลึก (ตามเคย ) แต่ก็ยังค้นไม่พบว่า ท่านได้ทำความไม่ดีอะไรไว้บ้าง ดังนั้น ขอยกประโยชน์ให้ท่าน และสรุปว่า ท่านคือเทวดา ไว้ไปพลางก่อน

 

ข้างล่างนี้คือบางส่วนที่ค้นพบในเว็บ ...เลยตัดปะมาให้อ่านกันเล่นๆ

 

การศึกษา

        จบการศึกษาจากโรงเรียนจังหวัดอุทัยธานี จบเปรียญ ๕ ประโยค สำนักวัดมหาธาตุ กรุงเทพฯ เรียนกฎหมายไทย สอบได้ภาค 1 แล้วออกไปรับราชการ เป็นผู้ช่วยเลขานุการ ในสถานทูตไทย พ.ศ.2463 เรียนกฎหมายและรัฐศาสตร์ ที่ฝรั่งเศส พ.ศ.2469

การดำรงตำแหน่ง

        ในปี พ.ศ.2461 ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุอยู่ที่วัดมหาธาตุ เมื่อลาสิกขาบทแล้ว ได้เข้าทำงานในกระทรวงการต่างประเทศ และได้เรียนวิชากฎหมายไทย ที่โรงเรียนกฎหมายกระทรวงยุติธรรม พ.ศ.2463 ได้ย้ายไปทำงานประจำอยู่ที่สถานทูตไทย กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส และได้ศึกษาวิชาการและภาษาต่างๆ จนสามารถที่จะ... “...เมื่ออายุได้ 25 - 26 ปี ข้าพเจ้ารู้ภาษาอังกฤษและภาษาฝรั่งเศสอย่างใช้การได้ รู้ภาษาไทยพอที่จะแต่งหนังสือออกเผยแพร่ รู้ภาษาบาลีจากชั้นปฐมวัย ข้าพเจ้าอ่านภาษาเยอรมัน อิตาเลียน สเปน โปรตุเกสได้ หลังจากอายุ 40 ปี ข้าพจ้าตัดสินใจเข้าโรงเรียนใหม่ โดยเริ่มเรียนภาษาเยอรมันเมื่ออายุ 47 ปี เริ่มเรียนภาษากรีกและภาษาลาตินอย่างจริงจัง ขณะถูกจับคุมขังโดยกองทัพอเมริกันก็เริ่มศึกษาหลักไวยากรณ์...” ต่อมาได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ วิชาการทูต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปริญญาดุษฏีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ วิชาเศรษฐศาสตร์สหกรณ์ จาก มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และปริญญาอักษรศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

นามปากกา
องคต เวทิก แสงธรรม

สรุปผลงาน
นวนิยาย : ห้วงรักเหวลึก พานทองรองเลือด ดอกฟ้าจำปาศักดิ์ ฟากฟ้าสาละวิน
สวรรค์ยังไม่ทอดทิ้งข้าพเจ้า ยอดเศวตฉัตร ผจญชีวิต ครุฑดำ เสน่ห์นาง กรุงแตก ใครฆ่าพระเจ้ากรุงธน เจ้าแม่จามรี เจ้าแม่สาริกา บ่มรัก ฯลฯ
บทละคร : เลือดสุพรรณ ราชมนู ศึกถลาง พระเจ้ากรุงธนบุรี มหาเทวี น่านเจ้า
พ่อขุนผาเมือง ดาบแสนเมือง เจ้าหญิงกรรณิการ์ ลานเลือด-ลานรัก ฯลฯ
บทเพลง : เพลงผู้แทน เลือดสุพรรณ รักเมืองไทย รักชาติ แหลมทอง ศึกถลาง
เดิน ต้นตระกูลไทย ตำรวจไทย กองทัพบกไทย นาวีไทย ฯลฯ
บทความและสารคดี : ความขบขัน ความหมายการศึกษา วิถีนักเขียน กำเนิดธนบัตร ฯลฯ
วิชาการ : ประวัติศาสตร์สากล (12 เล่ม) ประชุมพงศาวดารฉบับความสำคัญ
(8 เล่ม) ศาสนาสากล (5 เล่ม) วิชชาแปดประการ มหาบุรุษ มันสมอง ความฝัน พุทธานุภาพ กุศลโลบาย กำลังใจ กำลังความคิด ฯลฯ


"ขอให้ผู้อ่านของข้าพเจ้าจงเป็นนักทำงาน ขอให้เราสร้างชีวิต สร้างอนาคตของเราด้วยการทำงานและขอให้การทำงานจงเป็นความผาสุกความสนุก และเป็นเกียรติ ขอให้หนังสือที่อยู่ในมือท่านนี้ จงเป็นเครื่องอุปกรณ์ให้ท่านประสบผลสำเร็จในการงานของท่าน" จาก "วิธีการทำงานและสร้างอนาคต"

 

...คนถางทาง (๓ มีค. ๒๕๕๕)