GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

บันทึกจากนักเทคโนฯ : เมื่อนักเทคโนฯ ต้องมาทำงานวิชาการ(ศึกษา)

เรียนศาสตร์ใด หากไม่รู้จักประยุกต์ใช้ ฤาจะได้ชื่อว่าเป็น "บัณฑิต"

สมัยที่ต้องสอบเอ็นทรานซ์เข้ามหาวิทยาลัย ไม่รู้ด้วยซ้ำว่า สาขาวิชา "เทคโนโลยีทางการศึกษา" เป็นอย่างไร  รู้แต่ว่าเรียนเกี่ยวกับโสต อาจารย์ที่สอบสัมภาษณ์ ถามว่า รู้ไม๊ว่าสาขาที่เรียนเกี่ยวกับอะไร ตอบไปได้แค่ว่า "ทราบค่ะ เรียนเกี่ยวกับโสต" เลยถูกแซวกลับว่า "อ๋อ แล้วไม่โสด เรียนสาขานี้ไม่ได้ใช่หรือปล่าว" ยังจำได้ดี อาจารย์ท่านที่ถามกลับ ชื่อ อ.น้ำ สุขอนันต์ (ตำแหน่งอาจารย์ในสมัยนั้น)  ซึ่งขณะนั้น อาจารย์เป็นหัวหน้าภาควิชาเทคโนโลยีทางการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์  ของ มอ. หรือ ม.สงขลานครินทร์ ทุกวันนี้ยังระลึกถึงอาจารย์อยู่ เพราะไม่ใช่แค่ความรู้ในศาสตร์ของเทคโนฯ เท่านั้น  ที่เราได้รับจากภาควิชาและจากมหาวิทยาลัยแห่งนี้  หากแต่ได้ทั้งศาสตร์และศิลป์ ศาสตร์ในสาขา แล้วก็ศิลปะในการทำงาน และด้วยความที่ทั้งเรียน ทั้งเล่นกิจกรรม เพราะไหน ๆ ก็หนีมาเรียนตั้งไกล จากพิษณุโลก ถึง ปัตตานี ไม่มีเวลากลับบ้านในช่วงปิดเรียนนักขัตฤกษ์เหมือนเพื่อน ๆ แล้วนี่ เล่นกิจกรรมให้หนักไปเลย ก็ไม่เสียหายนะ  แล้วเพราะเหตุนี้กระมัง ที่จับพลัดจับผลูให้ต้องมาทำงานทางด้านของสายวิชาการศึกษา แล้วก็ อ.น้ำ อีกนั่นแหล่ะ ที่อุตส่าห์ตามมาถามถึงมหาวิทยาลัยนเรศวร ว่า "จบเทคโนฯ แล้วมาทำวิชาการศึกษาได้ไงเนี่ย"  แต่ก็ตอบกลับอาจารย์ไปเหมือนกันว่า "อาจารย์น่าจะภูมิใจนะคะ ที่สอนลูกศิษย์ ให้รู้จักประยุกต์ใช้ เอาศาสตร์และศิลป์ของชาวนกฮูกอย่างเรา ๆ มาใช้ในงานวิชาการได้ เรียนศาสตร์ใด หากไม่รู้จักประยุกต์ใช้ ฤาจะได้ชื่อว่าเป็น "บัณฑิต" ได้ล่ะคะ"  ไม่ได้ต่อล้อต่อเถียงกับอาจารย์นะคะ แต่คิดอย่างนั้นจริง ๆ แล้วจนถึงทุกวันนี้ ก็ยังคงเวียนว่าย (แต่ยังไม่ตายค่ะ) อยู่กับงานวิชาการของมหาวิทยาลัย ซึ่งขอบอกว่า ก็ไม่ทำให้ตัวเองผิดหวัง รู้ว่างานวิชาการเป็นงานหนัก ยิ่งงานวิชาการของมหาวิทยาลัยที่ทั้งต้องอาศัยทั้งศาสตร์และศิลป์ มีความรู้แต่ไม่มีศิลปะในการทำงาน ก็ปฏิบัติงานลำบาก ครั้นมีแต่ศิลปะการทำงาน แต่ขาดซึ่งศาสตร์ที่จะเอาไปใช้ให้งานขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว ก็ยิ่งลำบากกว่า ยิ่งทำงานที่ต้องอยู่กับนิสิต อยู่กับผู้ที่ได้ชื่อว่าอนาคต "บัณฑิต" หรือ"ผู้รู้" และเป็นอนาคตมันสมองของชาติ ยิ่งทำให้เห็นภาพได้ชัดเจนเลยว่า ทุกวันนี้ บางทีว่าที่บัณฑิตของเรามีแต่ศาสตร์แต่ขาดศิลป์ในการดำเนินชีวิตอยู่ บางคนมีศิลป์มากเสียจนขาดซึ่งศาสตร์ พาลให้เอาตัวเองไม่รอด ถูกรีไทร์ไปก็มาก  ทำอย่างไรหนอ ว่าที่บัณฑิตของเราจึงจะได้ชื่อว่า "เป็นผู้ที่มีทั้งศาสตร์และศิลป์" เพื่อที่จะได้ออกไปเผชิญกับโลกภายนอกได้อย่างแข็งแกร่ง เพราะเมื่อถึงเวลานั้น คงไม่มีใครมาพร่ำสอนให้ว่าตรงไหนเป็นศาสตร์ตรงไหนเป็นศิลป์ เพราะสิ่งนี้ไม่สามารถสอนให้เข้าใจได้เพียงชั่วข้ามคืนนั่นเอง

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

หมายเลขบันทึก: 48017
เขียน:
แก้ไข:
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (0)