วันนี้นับเป็นโชคดีของข้าพเจ้าที่มีโอกาสได้รับฟัง การเสวนา ระหว่าง ท่าน ผศ.ดร.พิกุล นันทชัยพันธ์ ผู้เชี่ยวชาญ chronic care model กับ ท่าน ผศ.ดร.นพ.อภินันท์ อร่ามรัตน์ ผู้เชี่ยวชาญวิจัยยาเสพติด ในประเด็น บุหรี่ สุรา ในฐานะถือเป็นโรคเรื้อรัง ที่น่านำ chronic care model มาใช้
โชคดีชั้นสอง ที่พบภายหลังว่า อาจารย์พิกุลยังสนใจเรื่อง Palliative care ในโรคเรื้อรังด้วย..
เป็นการเสวนาอย่างไม่เป็นทางการที่รสชาดเข้มข้น สลับกับเย็นตาโฟรสเข้มข้น
จนข้าพเจ้าคิดว่า น่านำมา ลปรร. ทั้งนี้ ข้าพเจ้าบันทึกจากความทรงจำ มิใช่แบบ note-taker จึงอาจเรียงลำดับและใช้คำแตกต่างจากการสนทนาจริงบ้างคะ
.
.
Chronic care model เป็นแนวคิด มิใช่แนวปฎิบัติ
จริงๆ เรามีนักปฎิบัติแล้ว แต่เขาอาจไม่รู้ว่ากำลังทำตามแนวคิด chronic care model
เราในฐานะนักวิชาการ ก็เพียง ไปช่วยเขาให้นิยาม ให้กำลังใจเขา
เขาทำแล้วได้ผลอย่างไร ก็ถอดบทเรียนเป็นองค์ความรู้ของบ้านเรา
.
แนวคิดหัวใจหลัก ก็เพียงการจัดระบบบริการให้เอื้อต่อ การดูแลตัวเอง 
ทั้งในระดับมวลชน และระดับส่วนบุคคล
ระดับมวลชน เช่น กิจกรรมอบรมส่งเสริมสุขภาพต่างๆ  เหมาะกับผู้ป่วยที่ปัญหาไม่ซับซ้อนนัก
ระดับรายบุคคล  ผู้ป่วยที่เป็นหลายโรค มีปัญหาชีวิตด้วย ซับซ้อน กรณีอย่างนี้ควรมี case manager หรือ "ผู้จัดการส่วนตัว" หรือ "โค้ชส่วนตัว"
.
ตอนนี้ ระบบเราไม่เอื้อต่อการดูแลระดับรายบุคคล - case manager
แม้มีเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ที่ทำด้วยใจ อยู่
ผลการทำของเขารายงานเป็นตัวเลขไม่ได้ จึงเป็นการทำด้วยใจจริงๆ
บางคนทำไปสักพักก็ไม่ไหว เพราะต้องทำงานหลายด้าน
จริงๆ แล้ว คนที่เป็นผู้จัดการส่วนตัว อาจเป็น คนในครอบครัว เพื่อนบ้าน ก็ได้
เหมือนกิจกรรมเลิกสุรา  Alcohol anonymous (AA) 
คนที่มาทำหน้าที่ buddy ก็คือ คนที่เคยติดเหล้า
ซึ่งเคยได้รับ การยอมรับ ให้อภัย เพื่อแก้ตัวอย่างไม่มีเงื่อนไขมาก่อน
.
ถึงจุดนี้ อาจารย์ก็พูดถึงปรัชญา "การเปลี่ยนแปลงต้องมาจากภายใน"
คือผู้ป่วยจะเปลี่ยนพฤติกรรมได้ ต่อเมื่อเขาเปลี่ยน มุมมองต่อคุณค่าของตนเอง
การที่ชุมชนลงโทษ  คนติดเหล้า ไม่เสวนาด้วย ไม่ให้ทำงานด้วย จึงไม่ใช่ทางแก้ปัญหา
ตรงข้าม คนรอบตัวตั้งแต่ระดับครอบครัว ควรทำให้ผู้ป่วยรู้สึกว่ามีคนแคร์
เชื่อในความดีงามลึกๆ ของมนุษย์ ว่าไม่อยากทำให้คนที่ดีด้วยเสียใจ
.
ส่วนกิจกรรมระดับมวลชนดูมีเยอะ แต่ยังขาดการถอดบทเรียน
เช่น กิจกรรมรณรงค์เลิกสูรา นอกจาก สนใจว่ามีผู้เข้าร่วมกี่เปอร์เซ็นต์  พอใจกี่เปอร์เซ็นต์ 
น่าจะมีวิธีตามผลว่า มีคนเลิกได้จริงกี่เปอร์เซ็นต์  พอมีผลเราจึงจะได้องค์ความรู้ว่าที่ทำไปนั้น สำเร็จหรือไม่ เพราะอะไร
.
ข้อควรระวัง คือ

การถอดบทเรียน
ทำเพื่อ "เรียนรู้"  ว่า "อะไรทำให้สำเร็จ"
ไม่ใช่เพื่อ "เลียนแบบ"  ว่า "ให้ทำอะไร"
.
อาจารย์ยกตัวอย่าง การรณรงค์ทำบัญชีในครัวเรือน
ประโยชน์การปลดหนี้สิน เกิดขึ้นจาก "insight" พฤติกรรมการใช้จ่ายของตนเอง
พื้นที่ซึ่งประสบความสำเร็จ
เพราะจัดให้ทำบัญชีแล้ว มีกิจกรรมนำเสนอในหมู่บ้าน
คนที่เจอว่า ค่าเหล้าตัวเอง แพงกว่าค่ากับข้าวคนทั้งบ้าน บางคนก็คิดได้
แต่การนำไปผลิตเป็น นโยบายบังคับให้ทุกท้องที่ทำตาม "pattern" โดยไม่พก "wisdom" ไปด้วย ก่อให้เกิดภาวะทำไปเพื่อให้สถิติออกมาสวยๆ ส่งราชการ
บัญชีนั้น ไม่มีใครดู ไม่มี insight จึงไม่ได้ผล
.
อีกตัวอย่างหนึ่ง คือ การปลูกผักสวนครัว
ชาวบ้าน คิดโครงการ ประกวดอาหารที่ทำจากผักสวนครัว
มีผลให้มีการปลูกผักสวนครัวเพิ่มขึ้น และยังแบ่งปันพันธ์กันสนุกสนาน
พอทางการนำไปเผยแพร่
ด้วยการแจกอุปกรณ์ กับเมล็ดพันธ์ผักสวนครัว
โดยยังไม่ได้บ่มเพาะ "ต้นกล้าความคิดริเริ่ม" ในชุมชนนั้นเสียก่อน
โครงการก็ไม่ยั่งยืน
.
เวลาสองชั่วโมงเศษ ของการเสวนาบนโต๊ะอาหาร ผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ข้าพเจ้านั่งฟัง แล้วจับความรู้สึกตนเองว่าเริ่ม "เลื่อมใส" ด้วยใจจริง
เมื่ออาจารย์ กล่าวถึง ประสบการณ์การลงชุมชม
ด้วยสายตาที่มี ประกายแห่งความสุข

###