มีเนื้อหาเกี่ยวกับทางในการเข้าถึงความจริง ๒ สายที่ัขัดแย้งกันในสมัยพุทธกาล สายแรก คือสายที่ให้ความสำคัญกับการฝึกฝนตนเองที่เข้มงวด เราอาจเรียกทางสายนี้ว่า "สายทรหด" ที่พุทธศาสนาใช้คำว่า "อัตตกิลมถานุโยค" แปลง่ายๆว่า การทรมานตน, การทำตนให้ลำบาก, การประกอบตนให้ลำบาก ส่วนสายที่สองคือสายที่ให้ความสำคัญกับการฝึกตนแบบง่ายๆ เป็นไปตามอำนาจกิเลส เราอาจเรียกทางสายนี้ว่า "สายสะดวก" "สายสบาย" ซึ่งพุทธศาสนาใช้คำว่า "กามสุขัลลิกานุโยค" แปลง่ายๆว่า การทำตนให้พัวพันอยู่กับกามสุข ลักษณะของทางสองสายนี้แตกต่างกัน โดยสายแรกคือการสะกัดกั้นตนจากกามสุข ส่วนสายที่สองการบำรุงบำเรอตนให้พัวพันอยู่กับกามสุข
อะไรคือ กามสุข ?
กามสุข คือ ความสุขที่เกิดจากอภิรมณ์ในภาพที่เห็น เสียงที่ได้ฟัง รสชาติที่ได้ลิ้มลอง กลิ่นหอมหวนที่ได้สูดดม และความรื่นรมจากการสัมผัส ขอยกตัวอย่างเทียบเคียงดังต่อไปนี้
นายต้นกล้า สะพายเป้ที่ตระเตรียมไว้ด้วยสิ่งของสำหรับความจำเป็นในการเดินทางชมธรรมชาติ เขาเดินออกจากบ้านของแม่มุ่งหน้าไปที่น้ำตก ด้วยความที่เป็นคนรักธรรมชาติ เขาจึงมักจะใช้ชีวิตท่ามกลางธรรมชาติเสมอ วันนี้ขณะที่เขากำลังชื่นชมธรรมชาติรอบตัวอยู่นั้น พลันสายตามองไปเห็นช่อกล้วยไม้มีก้านจากต้นที่แทรกมาจากแง่งหินริมน้ำตก น้ำกระเซ็นสัมผัสช่อกล้วยไม้ให้ดูแล้วชื่นฉ่ำไปด้วย เขามาที่นี่บ่อย แต่กล้วยไม้นี้เขาไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน ใจหนึ่งอยากจะตัดช่อกล่วยไม้เอามาไว้เป็นเจ้าของ อีกใจหนึ่งก็ไม่อยากเปลี่ยนแปลงสิ่งที่มีอยู่ในธรรมชาติ ดูเหมือนว่าความต้องการกล้วยไม้อัศจรรย์นี้ค่อนข้างเยอะกว่า อย่างไรก็ตาม เขาคิดว่า ตอนกลับไปบ้าน ค่อยตัดสินใจอีกที เขาเดินไปพร้อมกับภาพกล้วยไม้ในใจ พลันได้ยินเสียงผู้หญิงร้องเพลงมาแต่ไกล "ล่าลันลา ลันล้าลันล้าล่า หล่าลันลา ลันลาลันลาหล่า หล่าลันลาลั้นลาลั่นล่าลา หล้าหลั่นลาหลันลาลันลาหล่า" เขาแม้จะไม่ใช่ศิลปินมืออาชีพ แต่เป็นนักฟังเพลงตัวยง เขาฟังเสียงผู้หญิงคนนี้แล้วให้รู้สึกขนพอง เพราะแก้วเสียงของหญิงคนนี้ช่างลึกล้ำนัก หากเทียบกับนกในป่าคือนกที่ร่าเริง เบิกบาน เพลินเพลินอย่างสุขใจในป่าฉะนั้น เขาคิดในใจว่า เสียงของนางช่างไพเราะจับใจจริงๆ อยากรู้นักว่านางเป็นใคร จึงเดินไปตามเจ้าของเสียงนั้น ทันทีที่ได้เห็นใบหน้ารูปทรงองค์เอว ชายหนุ่มที่ไม่เคยแจกรักให้ใครมาก่อน ก็ปล่อยหัวใจให้ลอยละล่องไปถึงหญิงสาวคนนี้ มือข้างหนึ่งของนางถือกระเช้าดอกไม้ อีกข้างหนึ่งกำลังเก็บดอกกล้วยไม้ และทันทีที่นางเยื้องกรายเงยหน้าหันมามอง หน้าต่างหัวใจผ่านสายตาพาให้เริงหลง ยิ้มเอียงอายของหญิงชาวป่า อันเป็นธรรมชาติเฉพาะของหญิงสาว สัมผัสรู้เข้าสู่ใจของนายต้นกล้า นี่กระมัง ที่บอกว่า ความรักเกิดแล้ว แต่จะเป็นรักแบบไหนไม่อาจทราบได้ ที่พอจะทราบคือ รักดีกว่าเกลียดชัง นายต้นกล้าไม่รอท่า หลังจา่กส่งสายตาความเป็นมิตร จึงเดินเข้าไปหานาง พร้อมกับวาจาที่แสดงออกถึงความรู้สึกนิ่มนวลบางประการของผู้ส่งสาร หญิงสาวรับรู้ความหมายของถ้อยคำนั้น ยามอยู่ใกล้หญิงนางนี้ ทำไมกลิ่นของนางช่างหอมหวนยั่วยวนใจเหลือเกิน เขาใช้เวลาส่วนหนึ่งพูดคุยประสานไมตรีกับหญิงนางนี้ เวลาผ่านไปช่างเร็วเหลือเกิน จากสายเป็นเที่ยง จากเที่ยงสู่บ่าย และบ่ายคล้อย พลันนึกขึ้นได้ว่า ยังไม่ได้ใส่สิ่งใดๆลงไปในท้องเลย และเมื่อหันเหความสนใจไปสู่ท้อง พลันได้ยินเสียงท้องร้องจอกแจกจอแจ ซึ่งเป็นธรรมดาว่า อะไรที่เราไม่สนใจ สิ่งนั้นมักไม่เกิดการรับรู้จากเรา ทั้งที่สิ่งนั้นอาจผ่านประสาทสัมผัสของเราไปช้าๆ เขาชวนหญิงสาวนั่งทานข้าวด้วยกัน เขาแกะอาหารที่แม่เตรียมให้ออกจากพก ข้าวคือข้าวหอมมะลิ ส่วนแกงคือ คั่วกลิ้ง อันเป็นอาหารประจำตัวของเขา หญิงสาวหรือจะรอช้า เพราะการเข้าป่ามาเก็บดอกไม้ป่าไปขายนั้น ก็ต้องเตรียมอาหารเพื่อประทังชีวิตเช่นกัน สิ่งที่หญิงสาวนำมาวางตรงหน้าคือ ผัดไทย เขาทั้งสองรับประทานอาหารร่วมกัน ทันทีที่นายต้นกล้าตักผัดไทยใส่ปาก ลิ้นของเขาได้รับรู้ถึงรสชาติไม่ได้ได้กินมานานแสนนาน เขาตั้งคำถามในใจว่า ทำไมผัดไทยช่างอร่อยเหลือเกิน ไม่นานอาหารก็หมดลง เขาเอ่ยกับหญิงสาวว่า "ผัดไทยหรอยจ้าน ต่อเช้าไส่หอมาอีกตะ" จากนั้นผ่านไปไม่นาน ทุกอย่างก็ลงตัว เป็นคืนเข้าหอ นายต้นกล้าคือชายคนแรกของนาง ส่วนหญิงสาวชาวป่าก็หญิงคนแรกของนายต้นกล้าเหมือนกัน รสสัมผัสของเพศตรงข้ามช่างทำให้เคลิบเคลิ้มเหลือเกิน ยิ่งเมื่อเครื่องหมายเพศฝ่ายชายจมจ่อมลงในเครื่องหมายเพศฝ่ายหญิง ยิ่งเป็นอะไรที่ยากจะบรรยายถึง
เรื่องแต่งแสดงตัวอย่างที่ยืดเยื้อนี้ เพื่อนำมาโยงกับ "กามสุข" โดย การได้เห็นดอกกล้วยไม้ และหญิงสาวคือ ความอภิรมย์ในภาพที่ได้เห็น การได้ยินเสียงร้องเพลงของหญิงสาว คือความอภิรมย์ในเสียงที่ได้ยินได้ฟัง การได้กลิ่นรันจวนใจจากกายของหญิงสาวคือ ความอภิรมย์ในกลิ่นที่ได้สูดดม การได้ลิ้มชมรสชาติของผัดไทยคือความอภิรมย์ในรสชาติของอาหาร การได้สัมผัสร่างเพศตรงข้าม คือ ความอภิรมย์จากการสัมผัส
เราจะพบว่า โฆษณาขายสินค้าหรือสินค้า ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ล้วนมาเพื่อส่งเสริมกามสุขทั้งสิ้น
อย่างไรก็ตาม พุทธศาสนาเห็นว่า ทั้งสองสายที่ขัดแย้งกันนั้น ไม่ใช่ทางที่จะไปสู่ความหลุดพ้นที่แท้จริง คำว่า หลุดพ้นคือหลุดพ้นจากอำนาจของกิเลสตัณหาเป็นเครื่องผูกให้ติดอยู่ในภพ หากจะเปรียบเทียบทางสองสายนั้น สายแรกน่าจะเป็นไปได้เพื่อความหลุดพ้นมากกว่า อย่างไรก็ตาม พุทธศาสนาจึงเสนอ "ทางสายกลาง"
ปัญหาที่น่าพิจารณาคือ "ทางสายกลางคือทางสายเดียวหรือไม่" ขอเปรียบเทียบดังนี้ หากมีพื้นที่หนึ่งเป็นพื้นที่กลม การที่เราจะไปบนทางสองสายที่พุทธศาสนาปฏิเสธนั้น เราจะไปไม่ถึง (หากไปถึงได้จริงก็ค่อนข้างจะลำบากเป็นอย่างยิ่ง) มีสายนี้เท่านั้นคือ ทางสายกลาง ที่ไม่เอนเอียงไปข้างใดข้างหนึ่งระหว่างทางสองสายนั้น (หากแต่จำเป็นต้องใช้ทรัพยากรจำนวนหนึ่งของทางสองสาย) สายกลางนี้เท่านั้นคือสายเดียวหรือไม่ที่ทอดยาวไปถึงพื้นที่ทรงกลมที่เรียกว่า พื้นที่แห่งความหลุดพ้นนั้น หรือมีสายอื่นๆอีกที่นับได้ว่า เป็นสายกลางเช่นกัน ซึ่งทอดยาวเรียงรายรอบพื้นที่ทรงกลมแห่งความหลุดพ้นนี้ ทั้งนี้เพื่อจะพิจารณาว่า หากพื้นที่แห่งความหลุดพ้นคือความจริงหรือความรู้แจ้งชัด มีทางเดียวที่เป็ํนสายกลางหรือหลายทางที่เป็นสายกลางในการที่จะเข้าถึงความรู้แจ้งชัดนั้นได้
ทั้งนี้เพื่อจะโยงว่า ในการวิจัยเพื่อหาความจริง มีทางเดียวเท่านั้นที่จะไปสู่ความรู้หรือไม่ หรือว่ามีทางอื่นด้วย หากเราจะเปรียบเทียบการวิจัยคือทางสายกลาง
ผมไม่คิดว่า ทางสายกลางในความคิดของพุทธศาสนานั้น คือทางเดียว หากแต่มีหลายทางรอบตัวความรู้แจ้ง และทางเหล่านั้นคือสายกลางเช่นกัน เพราะทางเหล่านั้นไม่ได้เอนเอียงไปข้างใดข้างหนึ่งโดยเฉพาะทั้งแบบ "สายทรหด" และ "สายสบาย-สะดวก"
เหตุผลในข้อสงสัยคือ หากเป็นสายเดียวนี้เท่านั้น ก็แสดงว่า เป้าหมายและคุณสมบัติของผู้บรรลุต้องเหมือนกัน แต่เราจะพบว่า ผู้บรรลุธรรมที่พุทธศาสนาเรียกว่า "อรหันต์" นั้น มีคุณสมบัติต่างกัน (สุกขวิปัสสกะ / เตวิชชะ / ฉฬภิญญะ / ปฏิสัมภิทปัตตะ) คำถามที่ตามมาคือ ทำไมจึงไม่เหมือนกัน ทั้งที่อยู่บนเส้นทางเดียวกัน