ปัจจุบัน หลักธรรมที่สำคัญอีกประการของการอยู่ร่วมกันในสังคมก็คือ “จาคะ”

              จาคะ แปลว่า ความเสียสละ  การแบ่งปัน   ความเอื้อเฟื้อ   ซึ่งความเสียสละนั้นมีนัยถึง การสละวัตถุและสละอารมณ์

             เป็นไปในลักษณะของการสละสิ่งของและความสุขส่วนตัวเพื่อประโยชน์สุขแก่ผู้อื่น กินลึกลงไปในความหมายของการสละละทิ้งซึ่งกิเลส ความโลภ ความเห็นแก่ตัว ความตระหนี่มีจิตใจคับแคบซึ่งถือเป็นแบบอย่างของการประพฤติที่ไม่ดี ทำให้เกิดความวุ่นวายและเสียหายในสังคม

 

           “จาคะ คือ ความเสียสละ เป็นธรรมะที่ช่วยยกระดับคุณภาพของสังคม ให้อุดมไปด้วยความเอื้อเฟื้อ เกื้อกูล นำพามาสู่ลู่ทางของการสกัดความเห็นแก่ตัว ความมัวเมาในอำนาจและผูกขาดผลประโยชน์ ให้ลดลงและหมดไปในสังคม”

 

 

 

 

        หลวงพ่อฤษีลิงดำได้ตอบคำถามของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ถามว่า “จาคะ อย่างเดียวไปนิพพานได้ไหม ?” หลวงพ่อฤษีลิงดำได้ตอบคำถามดังนี้

 

         “... จาคะ อย่างเดียวไปนิพพาน (พ้นทุกข์) ได้ เพราะคำว่า “จาคะ” แปลว่า เสียสละ แต่ลำพังเพียง เสียสละ ยังไปนิพพานไม่ได้ จะไปได้ก็เพียงสวรรค์กามาวจรเท่านั้น ถ้าจาคะตัดคำว่า เสีย ออก เหลือแต่ สละ อย่างนี้ก็ยังไม่มีกำลังเข้มแข็งไปนิพพานไม่ได้ไปได้แค่พรหมโลก ถ้าตัดจนเหลือคำว่า ละ คำเดียวอย่างนี้ไปนิพพานได้

         ... การให้ด้วยการ “เสียสละ” เป็นปัจจัยให้เกิดบนสวรรค์ หรือถ้ายังไม่ตายก็เป็นปัจจัยให้เกิดความรักแก่บุคคลผู้รับเมื่อเรามีความรักมากเราก็มีความสุขมาก ไปไหนก็มีแต่รอยยิ้มแย้มแจ่มใส มีความเคารพซึ่งกันและกัน แสดงความเอื้อเฟื้อซึ่งกันและกัน การเสียสละในขั้นนี้ยังหวังในผลตอบแทน ให้เขาแล้วยังคิดว่าสักวันหนึ่งข้างหน้าถ้าเราขัดข้องเขาคงจะให้เราบ้าง

       ... ถ้ากำลังสูงกว่านั้น ให้ตัดคำว่า “เสีย” ออกเหลือแต่คำว่า “สละ” ให้ใจคิดว่าเรา สละ เพื่อความสุขประโยชน์ประโยชน์ส่วนใหญ่ เห็นว่าของนี้เป็นของนอกกายเราไม่จำเป็นต้องใช้ สิ่งใดที่มันเหลือเกินเหลือใช้ที่พอจะแบ่งกันได้ เป็นการ สละ เพื่อเป็นการเชิดชูบำรุงความสุขแก่ท่านผู้นั้นตามกำลังที่เราจะพึงทำได้ เรามีมากให้มาก มีน้อยให้น้อย ตามที่จะให้ได้ ไม่ใช่ให้หมด การสละขั้นนี้ไม่หวังผลในการตอบแทนจากการสละ

       ... ถ้าตัดตัว “ส” ออกเหลือแต่คำว่า “ละ” ตัวเดียว คำนี้ถ้าเรา ละ วัตถุได้ หมายความว่า จิตไม่ติดในวัตถุ ถ้าเสียหายไปเราก็ไม่หวังแต่ถ้ามีอยู่ก็รักษาด้วยดี เป็นอารมณ์ใจของบุคคลผู้ ละ ถ้าเราไม่ติดในวัตถุต่อไปกำลังใจจะสูงขึ้นก็จะ ละ ในขันธ์ เห็นว่าร่างกายมันแก่ก็เป็นธรรมดาของร่างกาย ร่างกายมันป่วยก็เป็นธรรมดาของร่างกาย จำจะต้องรักษาก็รักษาเพื่อระงับทุกขเวทนา ระงังไหวก็ไหว ไม่ไหวก็ตามใจในเมื่อมันจะตายก็ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาของขันธ์ ๕ เกิดมาแล้วมันก็ต้องตาย ใจก็มีความสุข จิตไม่เกาะทั้งวัตถุ จิตไม่เกาะร่างกาย ไม่เกาะวัตถุนอกกาย ไม่เกาะทั้งกาย ไม่มีอารมณ์เกาะใด ๆ ไม่เกาะอยู่ในมนุษย์โลก ละมนุษยโลก จิตไม่เกาะอยู่ในเทวโลก คือ อารมณ์ละเทวโลก จิตไม่เกาะในพรหมโลก มีอารมณ์ละพรหมโลก จิตปรารถนาอย่างเดียวคือความดับไม่มีเชื้อ ดับความโลภ ความโกรธ ความหลง เมื่อร่างกายตายไปก็ นิพพาน”

 จากหนังสือ “พระพุทธศาสนากับการแก้ปัญหาวิกฤตการณ์ของโลก” พฤษภาคม ๒๕๕๒