ดิฉันได้รับมอบหมายจาก ดร.วัลลา ตันตโยทัย ให้ไปเยี่ยมชมและจับภาพงานของทีมคุณหมอฝน และมาเล่าให้เพื่อนๆ สมาชิกฟังค่ะ
คณะที่เดินทางไป รพ.ครบุรี ประกอบด้วยวิทยากรคนสำคัญ ได้แก่ อาจารย์สมเกียรติ มหาอุดมพร, น้องเพียว, น้องแนน, น้องปาริชาติ และน้องอำนาจ (นักศึกษาฝึกงานด้านกายภาพบำบัดจากสหเวชจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย), คุณธัญญลักษณ์ เกียรติชื่น (บริษัท จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน (ไทย) จำกัด ผู้ให้การสนับสนุนค่าเดินทาง) และตัวดิฉัน (เป็นนาวิกเกเตอร์ นำทางทั้งไป-กลับ) คณะของเราออกเดินทางจากเทพธารินทร์เวลา 6.15 น. ไปถึง รพ.ครบุรีเวลาประมาณ 9.55 น. คุณหมอฝนออกมาต้อนรับ และบอกให้คณะของเราไปที่ห้องประชุมก่อน เนื่องจากเธอยังมีคนไข้อยู่ เมื่อไปถึงมีแพทย์ และพยาบาลจากโรงพยาบาลต่างๆ ได้แก่ โรงพยาบาลเสิงสาง, โรงพยาบาลสี่คิ้ว, โรงพยาบาลโชคชัย, โรงพยาบาลด่านขุนทด และโรงพยาบาลคง ประมาณ 20 คนมานั่งรอ และข้างหลังของห้องประชุม
|
คุณสุพรรณี อุ้ยกระโทก (น้องโบว์) และคุณอภินันท์ ชาวเหนือ (น้องปอ นักกายภาพน้องใหม่แห่ง รพ.ครบุรี) ทำกลุ่มให้ความรู้กับผู้ป่วยเรื่องการดูแลและตรวจเท้า การบริหารเท้า และการนวดเท้าด้วยฝ่ามือ รอจนกระทั่งหมอฝนมาจึงเริ่มเปิดประชุม |
คุณหมอฝนเกิ่นถึงสาเหตุที่จัดการประชุมครั้งนี้ว่า "ได้ทำการตรวจเท้าผู้ป่วยประมาณ 60-70% พบว่าผู้ป่วยมีปัญหาเรื่องเท้าเยอะมาก โดยเฉพาะเรื่องของเท้าผิดรูป จึงถือโอกาสเรียนเชิญอาจารย์สมเกียรติมาให้ความรู้ และดูเท้าของผู้ป่วยที่นัดมาวันนี้" พร้อมทั้งบอกถึงประวัติวิทยากรเล็กน้อย ก่อนเชิญอาจารย์สมเกียรติขึ้นบรรยาย อาจารย์สมเกียรติพูดนำเข้าสู่เรื่องความสำคัญของการดูแลสุขภาพเท้า ซึ่งอาจารย์ยึดหลักด้วยกัน 2 ตัวคือ 1) ทำอย่างไรให้รักษาเท้าคนไข้ ไม่ให้สูญเสียเท้าไป และ 2) คุณภาพชีวิตที่ดี เนื่องจากเรากำลังรักษาคน คนหายต้องดีทั้งสุขภาพกาย และใจ หลังจากนั้นให้ทีมงานไปคัดกรองหากลุ่มผู้ป่วยที่มีอาการเท้าชา กับกลุ่มผู้ป่วยที่มีรูปเท้าผิดรูป
อาจารย์สมเกียรติเริ่มให้คำแนะนำกับกลุ่มที่เท้าชาก่อน อาจารย์ถามว่า "จะรู้ได้อย่างไรว่าผู้ป่วยมีอาการเท้าชา" มีพยาบาลหลายท่านตอบกลับมาว่า "ต้องทำการประเมินโดยการถามผู้ป่วย และตรวจสอบด้วย monofilament" ดังนั้นอาจารย์สมเกียรติจึงให้อาสาสมัครทำการตรวจสอบด้วย monofilament ให้ดู แล้วถามผู้เข้าร่วมประชุมท่านอื่นว่าเขาตรวจถูกต้องหรือไม่ อาจารย์สมเกียรติ ได้ให้ tip:
ในการตรวจด้วย monofilament ไว้ว่า "วิธีการตรวจด้วย monofilament ผู้ตรวจจะต้องสื่อสารกับผู้ป่วยให้เข้าใจ ให้ผู้ป่วยหลับตา แล้วผู้ตรวจใช้ monofilament กดตั้งฉาก ค้างไว้ 1-2 วินาที (แค่ตัวไนลอนเริ่มงอเล็กน้อย) แล้วถามผู้ป่วยว่ารู้สึกหรือไม่ ถ้ารู้สึกให้ชี้นิ้วไปที่จุดที่รู้สึกด้วย การกด monofilament อย่าทำเป็น serial จากจุดที่ 1 ไปจุดที่ 2, 3 เพราะถ้าทำบ่อยๆ ผู้ป่วยจะรู้ทัน ทำให้ไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าผู้ป่วยเท้าชาจริงหรือไม่จริง ไม่ต้องจิ้มตรวจบ่อยๆ เพราะผู้ป่วยอาจเบื่อได้ อาจารย์เน้นจุดตรวจบริเวณหน้าเท้า 5 จุดเป็นหลัก โดยให้ |
|
เหตุผลว่าบริเวณนี้มักจะเป็นบริเวณที่เกิดแผลบ่อย ถ้าตรวจพบว่ามี 1 แห่งในห้าแห่งที่ผู้ป่วยไม่รู้สึก ก็ถือว่าผู้ป่วยมีความเสี่ยงต่อปัญหาเท้าชาแล้ว หลังจากตรวจด้วย monofilament แล้วให้ดูที่รองเท้าที่ผู้ป่วยใส่มา ใช้มือลูบด้วย ถ้ามีร่องรอยบุ๋มลงตรงส่วนไหนมาก ก็แสดงว่าส่วนนั้นอาจจะเป็น callus หรือเป็นแผลในอนาคต อาจารย์ยังแนะนำต่อเรื่องการคลำ pluse ว่าการคลำ pluse ที่เท้ามีด้วยกัน 2 เส้น วิธีคลำจะต้องไม่กดแรงเกินไป ถ้าคลำได้จุดหนึ่งก็แสดงว่าไม่มีปัญหา เพราะหลอดเลือดมีการแตกแขนงถึงกัน แต่ถ้าจับชีพจรไม่ได้ทั้ง 2 เส้น ให้สงสัยไว้ก่อน
|
คุณศรีมาลัยนำ monofilament ที่คุณหมอฝน และทางโรงพยาบาลครบุรีทำมาให้ดู วิธีการทำโดยการนำส่วนปลายของเส้นเอนไนลอนมาหุ้มด้วยเทียน อาจารย์สมเกียรติบอกว่าเป็นความคิดที่ดี แต่ควรมีการ calibrate ด้วยว่ามันได้มาตราฐานหรือไม่ โดยอาจารย์แนะวิธี calibrate ดังนี้ |
- ความยาวของไนลอนให้อยู่ที่ 38 มม.
- ไนลอนจะต้องเป็นเส้นตรง ไม่หย่อน หรือโค้งงอ จนเกิดการไถลเมื่อกด
- ลองนำไนลอนที่ทำเป็น monofilament แล้วกดลงที่ตาชั่งทอง / ตาชั่ง Digital ประมาณ 1 วินาที แล้วดูน้ำหนักที่ได้ว่าถึง 10 g หรือไม่<p> หลังจากที่คัดกรองได้ผู้ป่วยที่มีอาการเท้าชาแล้ว อาจารย์สมเกียรติก็ให้ข้อแนะนำในการปฏิบัติตัวเพื่อไม่ให้ผู้ป่วยกลุ่มนี้เกิดแผลที่เท้า ดังนี้
1) ควบคุมระดับน้ำตาล ซึ่งผู้ป่วยเบาหวานทุกคนต้องทำอยู่แล้ว
2) การใส่รองเท้า ควรเป็นรองเท้าที่พื้นข้างบนนุ่ม ข้างล่างแข็ง มีที่รัดส้นเท้า มีสายปรับขนาดให้เหมาะสมกับเท้า หรือใส่รองเท้ากีฬาก็ได้ มีพยาบาลถามว่าถ้าผู้ป่วยต้องลงไปย่ำน้ำ ควรใส่รองเท้าแบบไหน อาจารย์สมเกียรติแนะนำว่าให้ใส่รองเท้าบูธที่กันน้ำ ซึ่งรองเท้าบูธจะต้องมีที่ว่างให้เท้าสามารถขยับเขยื้อนได้ ให้หาแผ่นยางที่มีลักษณะนิ่มๆ วางไว้ข้างใน
3) ตรวจดูแลเท้า ผู้ป่วยต้องตรวจเท้าตนเองทุกวันว่ามีรอยอะไรเกิดขึ้นบ้าง มีแผลไหม มีน้ำกัดเท้า รอยฟกช้ำ หรือเชื้อราหรือเปล่า มีหนังหนาหรือไม่ ผิวเท้าแห้งหรือไม่ ทางทีดีควรกำหนดเวลาในการตรวจให้แน่นอน เช่น ตอนเย็น หลังจากเสร็จภาระกิจหน้าที่การงานแล้ว อาจารย์มี tip การดูแลผิวเท้าให้ชุ่มชื้นมาฝากด้วยค่ะ อาจารย์บอกว่า “ถ้าผิวหนังดูดี ไม่แห้ง ดูชุ่มชื้น แค่อาบน้ำ ทำความสะอาดเท้าก็พอแล้ว แต่ถ้าผิวแห้ง แต่ไม่มีหนังแข็ง ก็ไม่ต้องทำอะไรมาก หลังจากอาบน้ำ เช็ดขาให้แห้ง แล้วทาโลชั่น แต่ถ้าผิวหนังแห้งมาก ให้ educator สอบถามกิจวัตรประจำวันของผู้ป่วยว่าเกิดจากสาเหตุอะไร หาต้นสายปลายเหตุ แนะนำว่าหลังจากอาบน้ำให้คนไข้เช็ดขาให้แห้ง แล้วทาโลชั่น และนัด FU ถ้าคนไข้กลับมาผิวยังแห้งอยู่ อาจต้องแนะนำให้คนไข้เอาเท้าแช่ในน้ำ
หมายเหตุ: การทาโลชั่น จะต้องเช็ดตามง่ามเท้าให้แห้งเสียก่อน เพื่อป้องกันการเป็นเชื้อรา หรือฮ่องกงฟุต
4) การใส่ถุงเท้า เพราะถุงเท้าจะไปช่วยลด incident ในการเกิดแผล
5) มี Hot line สายด่วนให้คนไข้ติดต่อได้
6) การนวดเท้า educator จะสอนหรือไม่สอนก็ได้ แต่ต้องระวังในการนวดเท้าให้ผู้ป่วยเบาหวานที่มีอาการเท้าชา เพราะคนที่เท้าชาจะไม่รู้สึกเจ็บ หากกดแรงๆ หรือใช้เครื่องมือช่วยนวดอาจทำให้กระดูกข้างในหักได้ โดยที่เขาเองก็ไม่รู้ตัว ดังนั้นหากจะสอนวิธีนวดเท้าให้ผู้ป่วย ควรสอนให้ใช้ฝ่ามือตนเองนวด เน้นทำเท่าที่จำเป็น</p><p> พออาจารย์ให้การดูแล และให้คำแนะนำคนไข้กลุ่มนี้เรียบร้อยแล้ว หมอฝนก็ให้คนไข้กลุ่มนี้กลับบ้าน และเชิญอาจารย์ไปดูคนไข้กลุ่มที่ 2 ที่มีเท้าผิดรูป ดิฉันขอเล่าในตอนต่อไป วันพรุ่งนี้ค่ะ</p><p>เล่าโดย สุภาพรรณ ตันติภาสวศิน
</p>
มีหลายที่ที่ได้ทำ monofilament ใช้เอง เช่น ที่สกลนคร ปัตตานี ก็มี ทีมงานเครือข่ายจะพยายามรวบรวมมานำเสนอต่อไป
น่าจะแวะมาที่ www.webkhonburi.com ด้วยน๊ะ
ขอบคุณนะคะที่ให้ความรู้ในเรื่องนี้ ได้ความรู้เพิ่มขึ้นเยอะเลยคะ
ถ้ามีอะไรแนะนำ
ส่งเมลล์มาบิกได้นะคะ
ขอบคุณค่ะ
พอดีทำงานวิจัยเรื่องนี้อยู่