แนวทางการจัดเก็บภาษีที่อยู่อาศัย ตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475

8 กุมภาพันธ์ 2555

ในการจัดเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดิน มีกฎหมายที่เกี่ยวข้องคือ พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 [1] มาตรา 5 [2] มาตรา 6 [3] มาตรา 8 [4] มาตรา 9 [5] มาตรา 10 [6] มาตรา 16 [7]

สรุปสาระสำคัญการจัดเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดินตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475

โรงเรือน คือ ที่อยู่อาศัย หรือสิ่งปลูกสร้างอื่น ๆ กับที่ดิน ซึ่งอยู่อาศัยเองหรือให้ผู้อื่นเช่าหรือได้ใช้ประกอบกิจการต่าง ๆ ในรอบปี จะต้องเสียภาษี ดังนี้

(1) ทรัพย์สินที่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน หรือทรัพย์สินที่ต้องแจ้งรายการ คือ โรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอื่นๆ กับที่ดิน ซึ่งใช้ต่อเนื่องจากโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างนั้นๆ ที่ให้เช่าหรือให้ผู้อื่นอาศัยหรือพ่อแม่ หรือผู้อื่นอยู่อาศัย และที่ซึ่งได้ใช้ในกิจการต่าง ๆ ในปีที่ผ่านมา

(2) โรงเรือน หรือสิ่งปลูกสร้างที่ต้องแจ้งรายการ ตั้งอยู่ในท้องที่ใดให้ยื่นแบบแจ้งรายการต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ณ ท้องที่นั้นภายในกำหนดประกาศ และผู้รับการประเมินควรไปยื่นด้วยตนเอง

(3) การยื่นเสียภาษีโรงเรือน ให้ยื่นภายในกำหนดที่พนักงานเจ้าหน้าที่ประกาศให้ทราบ ซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่จะประกาศให้ทราบระหว่างเดือนมกราคม ถึงเดือนเมษายน เพื่อให้ผู้มีทรัพย์สินที่จะต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินไปขอรับแบบพิมพ์แสดงรายการแห่งทรัพย์สิน (ภ.ร.ด. 2) และกรอกรายการตามแบบพิมพ์ยื่นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่

(4) สถานที่ขอรับแบบพิมพ์แสดงรายการแห่งทรัพย์สิน (ภ.ร.ด. 2) ให้ไปขอรับและยื่นได้ ดังนี้

1) ทรัพย์สินตั้งอยู่ในเขตเทศบาล ให้ไปขอรับและยื่นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ณ สำนักงานเทศบาลนั้น

2) ทรัพย์สินตั้งอยู่ในเขตสุขาภิบาลใด ให้ไปขอรับและยื่นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ณ สำนักงานสุขาภิบาลนั้น

3) ทรัพย์สินตั้งอยู่นอกเขตเทศบาลและสุขาภิบาล ให้ไปขอรับและยื่นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ณ ที่ว่าการอำเภอซึ่งทรัพย์สินนั้นตั้งอยู่

(5) การชำระเงินค่าภาษีโรงเรือน ให้นำเงินไปชำระต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ซึ่งท่านไปยื่นแบบพิมพ์แสดงรายการทรัพย์สินไว้แล้ว ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมิน

(6) การประเมินค่ารายปีเพื่อเก็บภาษีโรงเรือน พนักงานเจ้าหน้าที่จะพิจารณาจากลักษณะของทรัพย์สิน ถ้าผู้เสียภาษีแสดงรายการค่ารายปีต่ำไป พนักงานเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจประเมินใหม่ได้

(7) อัตราการเสียภาษีโรงเรือนเสียร้อยละ 12 1/2 ของค่ารายปี หมายความว่า ค่ารายปี 100 บาท ต้องเสียภาษีโรงเรือนเป็นเงิน 12 บาท 50 สตางค์

ข้อยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน คือ

1. โรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น ๆ ซึ่งเจ้าของอยู่เองหรือให้ผู้แทนอยู่เฝ้ารักษาและมิได้ใช้เป็นที่ไว้สินค้าหรือประกอบการอุตสาหกรรม

2. โรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอื่น ๆ ซึ่งเปิดไว้ตลอดปี และเจ้าของมิได้อยู่เองหรือให้ผู้อื่นอยู่นอกจากคนเฝ้าโรงเรือน หรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น ๆ หรือในที่ดินซึ่งใช้ต่อเนื่องกัน

โทษสำหรับผู้มีหน้าที่เสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน

(1) ผู้ใดจงใจยื่นข้อความเท็จหรือให้ถ้อยคำเท็จ หรือตอบคำถามด้วยคำอันเป็นเท็จ หรือนำพยานหลักฐานเท็จมาแสดง เพื่อหลีกเลี่ยงการคำนวณค่ารายปีแห่งทรัพย์สินตามที่ควรจะเสียจริงหรือ

(2) มีเจตนาละเลยโดยการฉ้อโกง หรือโดยการใช้อุบายหรือโดยวิธีการอย่างใดอย่างหนึ่งทั้งสิ้นจะหลีกเลี่ยง หรือพยายามหลีกเลี่ยงการคำนวณค่ารายปีแห่งทรัพย์สินของตนตามที่ควรจะเสียจริงผู้นั้นมีความผิดต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 500 บาท หรือทั้งปรับทั้งจำ

ประเด็นปัญหาการจัดเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดิน พิจารณากรณีการจัดเก็บภาษีที่อยู่อาศัยตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475

เนื่องจากภาษีโรงเรือนและที่ดินเป็นภาษี "ท้องถิ่น" ซึ่งมีผลกระทบต่อท้องถิ่นโดยตรง อันส่งผลไปถึงการพัฒนาเศรษฐกิจสังคมชุมชนของท้องถิ่นโดยตรง ในที่นี้ผู้เขียนมีประเด็นพิจารณาอยู่ 2 ประเด็น คือ

ประเด็นที่ 1 ประเด็น "ที่อยู่อาศัย"

ขอแยกพิจารณาเรื่อง"ที่อยู่อาศัย" ออกเป็น 2 กรณี คือ

(1) "ที่อยู่อาศัย" ที่เจ้าของอยู่เอง ได้รับการยกเว้นภาษีโรงเรือนและที่ดินตามมาตรา 10

(2) "ที่อยู่อาศัย" ที่เจ้าของมิได้อยู่เอง แต่ปิดไว้ตลอดปีได้รับการยกเว้นภาษีโรงเรือนและที่ดินตามมาตรา 9 (5)

ฉะนั้น ในกรณีที่ "ที่อยู่อาศัย" ที่เจ้าของอยู่เอง แต่ปิดไว้ตลอดปีก็จะได้รับการยกเว้นภาษีโรงเรือนและที่ดินตามข้อยกเว้นมาตรา 10 กล่าวคือเป็นกรณีที่เจ้าของอยู่เอง ไม่ว่าจะเปิด หรือปิดตลอดปีก็ตาม

จากประเด็นปัญหาข้างต้น ก่อให้เกิดปัญหาในเรื่อง "หลักความเป็นธรรมทางสังคม" สำหรับผู้ที่บ้านอยู่อาศัย(รวมมูลค่าของที่ดินด้วย)มีมูลค่าสูง ๆในเรื่อง "ฐานภาษีแคบลง" เพราะมีการยกเว้นภาษีให้แก่โรงเรือนที่เจ้าของใช้อยู่อาศัย หรือ ที่เจ้าของมิได้อยู่เอง แต่ปิดไว้ตลอดปีเป็นผลทำให้ท้องถิ่นจัดเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดินได้น้อย มีเงินไม่เพียงพอแก่การใช้จ่าย

กรณีการอยู่อาศัยเอง โดยเฉพาะ ในกรณีที่เจ้าของไปปลูกบ้านที่อยู่อาศัยมูลค่าสูง ๆ เพื่อเป็นบ้านพักผ่อน หรือบ้านตากอากาศของเศรษฐีในกรณีนี้ หากข้อเท็จจริงปรากฏว่าบ้านโรงเรือนที่ปลูกเป็น "ที่อยู่อาศัย" ก็จะถูกตีความว่าเข้าข้อยกเว้นทันที ไม่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน ตามมาตรา 10 ซึ่งไม่ถูกต้องเป็นปัญหาในการตรวจสอบและวินิจฉัยเพราะ "ที่อยู่อาศัย" ควรหมายถึงที่พักที่อยู่ประจำ หรืออย่างน้อยต้องเฉลี่ยระยะเวลาการอยู่อาศัยไม่น้อยกว่า 180 วัน (6 เดือน) แต่ปรากฏว่า บ้านพักผ่อน หรือบ้านตากอากาศของเศรษฐีดังกล่าว มีการปลูกบ้านทิ้งไว้แล้วมิได้อยู่ประจำตามความหมายของ "ที่อยู่อาศัย"แต่ก็ได้รับการยกเว้นภาษีโรงเรือนและที่ดินโดยปริยายเช่นกัน ทำให้เห็นถึงความ "ไม่เป็นธรรม" ได้

จากประเด็นปัญหานี้ ทำให้มองว่า บ้านที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะ "คฤหาสน์" (บ้านพักมูลค่าสูง ๆ) ควรจะมีการจัดเก็บภาษีด้วยเพื่อความเป็นธรรมทางสังคม (social equity) ไม่ว่าจะอยู่เองประจำ หรือ อยู่ไม่ประจำแบบบ้านพักผ่อนหรือบ้านตากอากาศก็ตามเนื่องจากมีมูลค่าสินทรัพย์ที่สูงมากเกินจำเป็นกว่าการเป็นบ้านอยู่อาศัยโดยทั่ว ๆ ไป

และแม้ว่าในข้อยกเว้นของพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดินได้กำหนดให้มีการลดหย่อนให้สำหรับที่อยู่อาศัยของตน จำนวน 50 ตารางวา ถึง 5 ไร่ ตามพระราชบัญญัติภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ. 2508 มาตรา 22 [8] ก็ไม่สมควรที่จะได้รับการลดหย่อนสำหรับ "ที่อยู่อาศัยของตน" (ตามพระราชบัญญัติภาษีบำรุงท้องที่ฯ) หรือ "ที่อยู่อาศัย" (ตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดินฯ)

นอกจากนี้อาจมีกรณี "ที่อยู่อาศัย" ของตนเองมีการอยู่ประจำ หรือไม่อยู่ประจำก็ตาม แต่ได้มีการ "แบ่งให้เช่า" หรือ "ใช้หาประโยชน์อื่นใดจากทรัพย์สิน" ก็ตาม กรณีเช่นนี้ ย่อมไม่ได้รับการยกเว้นการเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินแต่อย่างใด

ฉะนั้น กรณีตีความว่าเป็น "ที่อยู่อาศัย" แล้ว มิได้หมายความว่าจะได้รับการยกเว้นภาษีโรงเรือนและที่ดินทั้งหมด ดังกล่าวข้างต้นจึงถือเป็นช่องว่างของกฎหมายที่นำไปตีความในทางที่เป็นประโยชน์ต่อนายทุนหรือผู้ที่มีทรัพย์สินเป็นจำนวนมาก โดยไม่คำนึงถึงการกระจายรายได้ หรือ การกระจายภาระทางสังคมให้แก่เศรษฐีหรือผู้มีฐานะทางเศรษฐกิจสูง ซึ่งมีทรัพย์สินที่มิได้ก่อให้เกิดประโยชน์ในทางเศรษฐศาสตร์แต่อย่างใด

ประเด็นที่ 2 ในกรณีไม่มีค่าเช่าหรือหาค่าเช่าไม่ได้ เช่น เจ้าของดำเนินการเอง

ในความหมายของ "ค่ารายปี" ตามมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดินฯ ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องใช้ดุลยพินิจในการประเมินค่ารายปี ประสบกับปัญหามาตรฐานความถูกต้องในการจัดเก็บภาษี

เรื่องนี้กระทรวงมหาดไทย กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (เดิมกรมการปกครอง) ได้มีหนังสือสั่งการกำหนดให้นำ "อัตราค่าเช่ามาตรฐานกลางเฉลี่ยต่อตารางเมตร" มาใช้ในกรณีที่หาค่าเช่าไม่ได้หรือ นำมาเป็นฐานในการประเด็นการจัดเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดินที่ถูกต้องเป็นธรรม ตามนัยหนังสือสั่งการกระทรวงมหาดไทย ด่วนที่สุด ที่ มท 0307/ว 2393 เรื่อง ซักซ้อมแนวทางการจัดเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดิน และการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี ลงวันที่ 10 กันยายน 2536 [9] แต่อย่างไรก็ตาม ตามบันทึกความเห็นของกฤษฎีกาเลขเสร็จที่ 359/2536 เรื่อง หารือข้อกฎหมายเกี่ยวกับการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีและการจัดเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดิน (กรรมการร่างกฎหมาย คณะที่ 7) [10] มีความเห็นว่า การดำเนินการดังกล่าวของหน่วยราชการบริหารส่วนท้องถิ่นอาจกำหนดเป็นการภายใน (แนวทางปฏิบัติภายใน) ยังไม่ถือเป็นการทั่วไปซึ่งการกำหนดอัตราค่าเช่ามาตรฐานกลางเฉลี่ยต่อตารางเมตรนี้มีหลักการโดยสรุปก็คือ การแบ่งย่านที่ดินออกเป็นย่าน ๆ ตามสภาพการใช้ประโยชน์ธุรกิจหากย่านใดมีการใช้ประโยชน์ธุรกิจมากก็คิดคำนวณอัตราภาษี "ค่าเช่ามาตรฐานกลางเฉลี่ยต่อตารางเมตร" ที่สูงกว่าอีกย่านหนึ่ง ทั้งนี้ให้มีการพิจารณาปรับปรุงเป็นประจำทุกปีซึ่งเป็นการแก้ไขปัญหาไม่มีค่าเช่าหรือหาค่าเช่าไม่ได้ เช่น เจ้าของดำเนินการเอง

จึงมองได้ว่า นอกจากภาษีโรงเรือนและที่ดินมีฐานภาษีที่ไม่มีความแน่นอนแล้วการใช้ฐานค่าเช่ารายปีดังกล่าว ยังขัดกับหลักการจัดเก็บภาษีทรัพย์สินเพราะเป็นการจัดเก็บภาษีเฉพาะทรัพย์สินที่ก่อให้เกิดรายได้เท่านั้น

ปัญหาการประเมินและจัดเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดินของเมืองพัทยา พบว่า มีทั้งใช้รูปแบบที่เป็นทำเล ซึ่งเดิมและปัจจุบันนี้ยังใช้อยู่ จะมีแต่เกณฑ์ ประเมินเฉพาะอาคารที่ตั้งอยู่ในทำเลที่กำหนดมาตรฐานไว้แล้ว ส่วนบริเวณที่ไม่มีการกำหนดไว้ ก็ไม่เป็นมาตรฐานเดียวกัน ทำให้การตัดสินใจเก็บภาษี มีข้อคิดพิจารณาได้ทั้ง 2 รูปแบบ ว่าจะจัดเก็บในลักษณะใดเป็นทำเลหรือตารางเมตร [11]

สรุปปัญหาการจัดเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดิน ดังนี้ [12]

1) ฐานภาษีไม่มีความแน่นอน โดยเฉพาะในกรณีไม่มีค่าเช่าหรือหาค่าเช่าไม่ได้

2) อัตราภาษีสูงเกินไป ในอัตราร้อยละ 12.5 ของค่าเช่าต่อปี ซึ่งเป็นอัตราที่ไม่เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจปัจจุบันทำให้มีการหลบเลี่ยงภาษี

3) ฐานภาษีแคบ เนื่องจากยกเว้นภาษีให้แก่โรงเรือนที่เจ้าของใช้อยู่อาศัยและโรงเรือนปิดว่าง

4) มีการยกเว้นบ้านอยู่อาศัยที่ไม่เป็นธรรม โดยไม่ได้คำนึงถึงมูลค่าของบ้านและที่ดินที่แตกต่างกันมาก ก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรม

5) ผู้เช่าโรงเรือนอยู่อาศัยมักจะถูกผลักภาระภาษีตามสัญญาเช่าโรงเรือนอยู่อาศัยในขณะที่เจ้าของโรงเรือนบ้านอยู่อาศัยกลับได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษี

6) การใช้ฐานค่าเช่ารายปีขัดกับหลักการจัดเก็บภาษีทรัพย์สิน เพราะการใช้ฐานค่าเช่ารายปีเป็นการจัดเก็บภาษีเฉพาะทรัพย์สินที่ก่อให้เกิดรายได้เท่านั้น

7) ภาษีโรงเรือนฯใช้ฐานค่ารายปีหรือค่าเช่าต่อปี ( Rental value) ในการประเมินภาษี จึงมีความซ้ำซ้อนกับการเก็บภาษีเงินได้จากการให้เช่าทรัพย์สิน [13]

จึงมีแนวคิดที่จะนำภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมาใช้ เพื่อแก้ไขปัญหาการจัดเก็บภาษีทั้งภาษีโรงเรือนและที่ดิน และ ภาษีบำรุงท้องที่ ซึ่งได้มีการใช้มานาน 47 - 80 ปี ตั้งแต่ พ.ศ. 2475 และ พ.ศ. 2508 โดยจากร่างภาษีที่ดินฉบับใหม่จะทำให้ทุกคนเสียภาษีที่ดินเหมือนกันหมด โดยมีฐานภาษี 3 อัตราที่ต่างกันไปตามขนาดและมูลค่าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง

อัตราแรกเป็นอัตราภาษีทั่วไป สำหรับที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง (เชิงพาณิชย์) ไม่เกินร้อยละ 0.5 ของฐานภาษี

อัตราที่สองเป็นอัตราภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างสำหรับที่อยู่อาศัยของตน โดยไม่ประกอบเชิงพาณิชย์ ไม่เกินร้อยละ 0.1 ของฐานภาษี

อัตราที่สามเป็นอัตราภาษีสำหรับที่ดินที่ใช้ประกอบเกษตรกรรม ไม่เกินร้อยละ 0.05 ของฐานภาษี

ประโยชน์ที่จะได้รับจากการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พิจารณาดังนี้ [14]

1. เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้เสียภาษี ลดช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจน ซึ่ง ดร.วรวรรณ ชาญด้วยวิทย์ระบุว่า "เกือบร้อยละ 80 ของคนไทยยอมรับว่ามีความเหลื่อมล้ำของรายได้" [15]

2.ฐานภาษีมีความครอบคลุมมากยิ่งขึ้น โดยจะจัดเก็บจากที่ดิน และสิ่งปลูกสร้างทุกประเภท ทั้งที่เจ้าของใช้อยู่อาศัยเอง ตามหลักการได้รับประโยชน์จากการบริการของท้องถิ่น (Benefit Principle) และหลักความสามารถในการเสียภาษี (Ability to Pay Principle) ซึ่งผู้ที่ถือครองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่มีมูลค่าสูงจะต้องเสียภาษีมากกว่า

3. แก้ไขปัญหาการใช้ดุลยพินิจของพนักงานเจ้าหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการประเมินค่ารายปีของภาษีโรงเรือนและที่ดินโดยเฉพาะในส่วนที่ไม่มีค่าเช่า

4. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีรายได้เพิ่มขึ้นเพื่อนำไปใช้พัฒนาท้องถิ่น ลดการพึ่งพาจากรัฐบาล และเป็นการส่งเสริมการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

5. ลดการกักตุนที่ดินเพื่อการเก็งกำไรและผลักดันให้มีการใช้ประโยชน์ในที่ดินอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

6. ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจะทำให้ประชาชนผู้เสียภาษีมีความสนใจ และมีส่วนร่วมมากขึ้นกับการปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นการสร้างความเข้มแข็ง และส่งเสริมประชาธิปไตยและการมีส่วนร่วมของประชาชนต่อการปกครองส่วนท้องถิ่น

บทสรุป

จากการศึกษาจุดบกพร่องของการจัดเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดิน เห็นว่า ควรมีการแก้ไขระบบการจัดเก็บภาษีใหม่ เป็น "ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง" ยังเป็นภาษีท้องถิ่น ทำให้มีฐานการจัดเก็บภาษีที่กว้างขึ้น เป็นธรรมขึ้น อันเป็นการลดช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจนซึ่งมีแนวโน้มว่ายิ่งมีช่องว่างที่ห่างกันมากยิ่งขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่ง "ที่อยู่อาศัย" ซึ่งตามปกติแล้วจะได้รับการยกเว้นภาษีท้องถิ่น โดยมีช่องว่าง การตีความ แนวปฏิบัติในการจัดเก็บที่ค่อนข้างยุ่งยาก จึงไม่สามารถจัดเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดินสำหรับ "ที่อยู่อาศัย" ได้ โดยเฉพาะ "ที่อยู่อาศัย"ที่เจ้าของอยู่เอง หรือที่ปิดไว้ตลอดปี จะเข้าข้อยกเว้นไม่ต้องชำระภาษีโรงเรือนและที่ดินหวังเป็นอย่างยิ่งว่ารัฐบาลควรรีบดำเนินการตรากฎหมาย "ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง" ออกมาใช้บังคับโดยเร็ว

อ้างอิงเพิ่มเติม

คณะทำงานศึกษาโครงสร้างระบบภาษีที่ดิน มาตรการการเงินการคลังและแนวทางการจัดตั้งธนาคารที่ดิน."ข้อเสนอโครงสร้างระบบภาษีที่ดิน มาตรการการเงินการคลัง และแนวทางการจัดตั้งธนาคารที่ดิน", 28 เมษายน 2553, http://www.landreformthai.net/index.php?option=com_content&view=article&id=36:2010-04-28-06-28-34&catid=11:2010-03-20-05-08-31&Itemid=28

คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. "เวทีสัมมนาวิชาการ พ.ร.บ.ภาษีที่ดิน กับ ความเป็นธรรมในการถือครองที่ดิน", 25 สิงหาคม 2553, http://www.thailandreform.net/data/index.php?option=com_content&view=article&id=130%3A-25-2553-209-&catid=6%3A2010-03-20-05-06-47&Itemid=22&showall=1

"ครม.ตีกลับจำกัดที่ดิน 50ไร่-ภาษีก้าวหน้า", กรุงเทพธุรกิจออนไลน์, 8 มีนาคม 2554, http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/politics/20110308/380890/ครม.ตีกลับจำกัดที่ดิน50ไร่-ภาษีก้าวหน้า.html

แบ๊งค์ งามอรุณโชติ และ คณะ, "แนวคิดภาษีที่ดินและทรัพย์สิน : กรณีศึกษาร่างพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง", โครงการการสำรวจองค์ความรู้เพื่อการปฏิรูปประเทศไทย โดยคณะทำงานเครือข่ายวิชาการเพื่อการปฏิรูป คณะกรรมการสมัชชาปฏิรูป, 2555, http://v-reform.org/wp-content/uploads/2012/07/แนวคิดภาษีที่ดินและทรัพย์สิน-กรณีศึกษาร่างพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง.pdf

ภาวดี เกิดทุ่งยั้ง, "การศึกษาเพื่อวิเคราะห์ปัญหาการจัดเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดินและภาษีบำรุงท้องที่เปรียบเทียบกับร่างภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง", วิทยานิพนธ์รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2555, http://libdcms.nida.ac.th/thesis6/2555/b176601.pdf


[1] พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พุทธศักราช 2475 (แก้ไขเพิ่มเติมถึง ฉบับที่ 5 พ.ศ. 2543), ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 49/ - /หน้า 51/ 20 เมษายน 2475, http://web.krisdika.go.th/data/law/law2/%C005/%C005-20-9999-update.pdf

[2] มาตรา 5 ในพระราชบัญญัตินี้ ถ้าข้อความมิได้แสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น

ที่ดินให้กินความถึง ทางน้ำ บ่อน้ำ สระน้ำ ฯลฯ

โรงเรือน หรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น ๆ ให้กินความถึงแพด้วย

[3] มาตรา 6 เพื่อประโยชน์แห่งพระราชบัญญัตินี้ ท่านให้แบ่งทรัพย์สินออกเป็น 2 ประเภท คือ

(1) โรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น ๆ กับที่ดินซึ่งใช้ต่อเนื่องกับโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างนั้น ๆ

(2) ที่ดินซึ่งมิได้ใช้ต่อเนื่องกับโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น ๆ

ที่ดินซึ่งใช้ต่อเนื่องกับโรงเรือน หรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น ๆ ตามความหมายแห่งมาตรานี้ หมายความว่า ที่ดินซึ่งปลูกโรงเรือน หรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น ๆ และบริเวณต่อเนื่องกัน ซึ่งตามปกติใช้ไปด้วยกันกับโรงเรือน หรือสิ่งปลูกสร้างนั้น ๆ

[4] มาตรา 8 ให้ผู้รับประเมินชำระภาษีปีละครั้ง ตามค่ารายปีของทรัพย์สิน คือ โรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น กับที่ดินซึ่งใช้ต่อเนื่องกับโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น นั้น ในอัตราร้อยละสิบสองครึ่งของค่ารายปี

เพื่อประโยชน์แห่งมาตรานี้ "ค่ารายปี" หมายความว่า จำนวนเงินซึ่งทรัพย์สินนั้นสมควรให้เช่าได้ในปีหนึ่ง ๆ

ในกรณีที่ทรัพย์สินนั้นให้เช่า ให้ถือว่าค่าเช่านั้นคือค่ารายปี แต่ถ้าเป็นกรณีที่มีเหตุอันสมควร ที่ทำให้พนักงานเจ้าหน้าที่เห็นว่าค่าเช่านั้น มิใช่จำนวนเงินอันสมควรที่จะให้เช่าได้ หรือเป็นกรณีที่หาค่าเช่าไม่ได้ เนื่องจากเจ้าของทรัพย์สินดำเนินกิจการเอง หรือด้วยเหตุประการอื่น ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจประเมินค่ารายปีได้ โดยคำนึงถึงลักษณะของทรัพย์สินขนาด พื้นที่ ทำเลที่ตั้ง และบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา

[5] มาตรา 9 ทรัพย์สินดังต่อไปนี้ ท่านให้ยกเว้นจากบทบัญญัติแห่งภาคนี้

(1) พระราชวังอันเป็นส่วนของแผ่นดิน

(2) ทรัพย์สินของรัฐบาลที่ใช้ในกิจการของรัฐบาลหรือสาธารณะและทรัพย์สินของการรถไฟแห่งประเทศไทยที่ใช้ในกิจการการรถไฟโดยตรง

(3) ทรัพย์สินของโรงพยาบาลสาธารณะและโรงเรือนสาธารณะ ซึ่งกระทำกิจการอันมิใช่เพื่อเป็นผลกำไรส่วนบุคคล และใช้เฉพาะในการรักษาพยาบาลและในการศึกษา

(4) ทรัพย์สินซึ่งเป็นศาสนสมบัติอันใช้เฉพาะในศาสนกิจอย่างเดียว หรือเป็นที่อยู่ของสงฆ์

(5) โรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นๆ ซึ่งปิดไว้ตลอดปีและเจ้าของมิได้อยู่เองหรือให้ผู้อื่นอยู่นอกจากคนเฝ้า ในโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นๆ หรือในที่ดินซึ่งใช้ต่อเนื่องกัน

(6) โรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างของการเคหะแห่งชาติที่ผู้เช่าซื้ออาศัยอยู่เองโดยมิได้ใช้เป็นที่เก็บสินค้าหรือประกอบการอุตสาหกรรมหรือประกอบกิจการอื่นเพื่อหารายได้

[6] มาตรา 10 โรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นๆ ซึ่งเจ้าของอยู่เองหรือให้ผู้แทนอยู่เฝ้ารักษา และซึ่งมิได้ใช้เป็นที่ไว้สินค้าหรือประกอบการอุตสาหกรรม ท่านให้งดเว้นจากบทบัญญัติแห่งภาคนี้ตั้งแต่ พ.ศ. 2475 เป็นต้นไป

[7] มาตรา 16 ค่าภาษีในภาค 2 นี้ ให้ผู้รับประเมินชำระปีละครั้ง ตามค่ารายปีของทรัพย์สิน คือที่ดินซึ่งมิได้ใช้ต่อเนื่องกับโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น ๆ โดยอัตราร้อยละเจ็ดแห่งค่ารายปีนั้น ๆ

ค่ารายปี ตามภาค 2 นี้ ท่านกำหนดว่าหนึ่งในยี่สิบแห่งราคาตลาดของทรัพย์สิน

[หมายเหตุ ภาค 2 ภาษีที่ดินซึ่งมิได้ใช้ต่อเนื่องกับโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น ๆ มาตรา 16 ถึง มาตรา 17 ไม่มีการเก็บภาษี ตั้งแต่ พ.ศ. 2475 เป็นต้นไป]

[8] มาตรา 22 บุคคลธรรมดาซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินแปลงเดียวหรือหลายแปลงที่อยู่ในจังหวัดเดียวกัน และใช้ที่ดินนั้นเป็นที่อยู่อาศัยของตน เป็นที่เลี้ยงสัตว์ของตน หรือประกอบกสิกรรมของตน ให้ลดหย่อนไม่ต้องเสียภาษีบำรุงท้องที่ตามเกณฑ์อย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้

(1) ถ้าเป็นที่ดินนอกเขตเทศบาล ให้ลดหย่อนได้ไม่เกินห้าไร่ แต่จะน้อยกว่าสามไร่ไม่ได้ ทั้งนี้ ตามที่กำหนดในข้อบัญญัติจังหวัด หรือข้อบังคับตำบล แล้วแต่กรณี

(2) ถ้าเป็นที่ดินในเขตเทศบาลตำบลหรือในเขตสุขาภิบาล ให้ลดหย่อนได้ไม่เกินหนึ่งไร่ แต่จะน้อยกว่าสองร้อยตารางวาไม่ได้ ทั้งนี้ ตามที่กำหนดในเทศบัญญัติหรือข้อบังคับ

(3) ถ้าเป็นที่ดินในเขตเมืองพัทยาและเขตเทศบาลอื่นนอกจากเขตเทศบาลตำบล ให้ลดหย่อนได้ไม่เกินหนึ่งร้อยตารางวา แต่จะน้อยกว่าห้าสิบตารางวาไม่ได้ ทั้งนี้ ตามที่กำหนดในข้อบัญญัติหรือเทศบัญญัติ

(4) ถ้าเป็นที่ดินในเขตกรุงเทพมหานคร ให้ลดหย่อนได้ดังต่อไปนี้

(ก) ในท้องที่ที่มีชุมชนหนาแน่นมาก ให้ลดหย่อนได้ไม่เกินหนึ่งร้อยตารางวา แต่จะน้อยกว่าห้าสิบตารางวาไม่ได้

(ข) ในท้องที่ที่มีชุมชนหนาแน่นปานกลาง ให้ลดหย่อนได้ไม่เกินหนึ่งไร่ แต่จะน้อยกว่าหนึ่งร้อยตารางวาไม่ได้

(ค) ในท้องที่ชนบท ให้ลดหย่อนได้ไม่เกินห้าไร่ แต่จะน้อยกว่าสามไร่ไม่ได้

ทั้งนี้ ตามที่กำหนดในข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร

ท้องที่ใดจะเป็นท้องที่ตาม (ก) (ข) หรือ (ค) ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

ที่ดินที่มีสิ่งปลูกสร้างและใช้สิ่งปลูกสร้างนั้นเป็นสถานการค้าหรือให้เช่า ไม่ได้รับการลดหย่อนสำหรับส่วนของที่ดินที่มีสิ่งปลูกสร้างที่ใช้เป็นสถานการค้าหรือให้เช่านั้น

ในกรณีที่บุคคลธรรมดาหลายคนเป็นเจ้าของที่ดินร่วมกัน ให้ได้รับการลดหย่อนรวมกันตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในวรรคหนึ่ง

การลดหย่อนตามเกณฑ์ในมาตรานี้ ให้ได้รับการลดหย่อนสำหรับที่ดินที่อยู่ในจังหวัดใดจังหวัดหนึ่งแต่จังหวัดเดียว

(มาตรา 22 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ. 2508 พ.ศ. 2524 และ

มาตรา 22 (1) แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติภาษีบำรุงท้องที่ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2543)

[9] หนังสือกระทรวงมหาดไทย ด่วนที่สุด ที่ มท 0307/ว 2393 เรื่อง ซักซ้อมแนวทางการจัดเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดิน และการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี ลงวันที่ 10 กันยายน 2536, http://www.mediafire.com/view/t69c712ag7r87j4/แนวทางการจัดเก็บภรดตามมติครม2536.pdf

[10] บันทึกเลขเสร็จที่ 359/2536 เรื่อง หารือข้อกฎหมายเกี่ยวกับการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีและการจัดเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดิน, http://www.lawreform.go.th/lawreform/images/th/jud/th/deca/2536/c2_0359_2536.htm ดู คณะกรรมการกฤษฎีกา (กรรมการร่างกฎหมาย คณะที่ 7) ยังมีความเห็นต่อไปด้วยว่า

(1) พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พุทธศักราช 2475 ให้อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่ในการประเมินและจัดเก็บภาษีอย่างกว้างขวางเพราะกฎหมายมิได้กำหนดหลักเกณฑ์ที่แน่นอนในการดำเนินการข้างต้นไว้ จึงทำให้การจัดเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดินของหน่วยราชการบริหารส่วนท้องถิ่นแตกต่างกันไปตามแต่ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ในแต่ละแห่ง กรณีจึงเป็นการสมควรที่กระทรวงมหาดไทยจะได้กำหนดรายละเอียดของหลักเกณฑ์ตามประกาศกระทรวงมหาดไทยข้างต้นเพิ่มเติมให้ชัดเจนแน่นอนเป็นไปในแนวทางเดียวกันทั้งประเทศเพื่อความถูกต้องเป็นธรรมแก่ผู้เสียภาษีและเพื่อประสิทธิภาพในการจัดเก็บภาษีของหน่วยราชการบริหารส่วนท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทยอาจกำหนดเกณฑ์อัตราขั้นสูงของค่ารายปีที่จะเพิ่มขึ้นจากเดิม เพื่อให้สอดคล้องกับมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2536 ในเรื่องมาตรการป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบในการจัดเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดินของสำนักงาน ป.ป.ป.

(2) พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พุทธศักราช 2475 ได้ใช้บังคับมาเป็นเวลานานแล้ว บทบัญญัติที่กำหนดไว้โดยเฉพาะอัตราภาษีและการคิดค่ารายปีของส่วนควบที่สำคัญตามมาตรา 13(9) แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดินฯ จึงไม่เหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจและความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี รวมทั้งนโยบายของรัฐในการส่งเสริมการส่งออก เพราะในปัจจุบันนี้ทรัพย์สินคือ โรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างมีราคาสูงกว่าเมื่อใช้บังคับพระราชบัญญัติดังกล่าวมากส่วนเครื่องจักรที่เป็นตัวให้กำเนิดสินค้าก็มีราคาสูงมากจนบางครั้งมีมูลค่ามากกว่าโรงเรือนที่เครื่องจักรนั้นติดตั้งอยู่ การคำนวณค่ารายปีของเครื่องจักรดังกล่าวรวมเข้าเป็นค่ารายปีที่จะต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน โดยเฉพาะการคำนวณโดยอาศัยมูลค่าของทรัพย์สินมาประกอบการพิจารณา จะได้ค่ารายปีในจำนวนที่สูง ทำให้จำนวนภาษีที่ประเมินได้สูงตามไปจนอาจก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ผู้เสียภาษี

[11] เมืองพัทยา, "ปัญหาและอุปสรรคในการจัดเก็บภาษี", http://info.pattaya.go.th/km/finance/DocLib10/ปัญหาในการจัดเก็บภาษี.aspx

[12] สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง. "ประเด็นคำถามคำตอบจากการสัมมนาเรื่องภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง", http://www.fpo.go.th/land_tax/faq.html

[13] จรูญศรี ชายหาด. "ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง : ภาษีเพื่อท้องถิ่น", สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในวารสารการเงินการคลังฉบับที่ 62/2552, http://www.fpo.go.th/land_tax/article2.html

[14] สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง. อ้างแล้ว & ดู "ชำแหละภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง อัตราภาษีต่ำ-ยกเว้นการจัดเก็บมากเกินไปไม่แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ?", ประชาชาติธุรกิจออนไลน์, 21 สิงหาคม 2552, http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1250825217

[15] วรวรรณ ชาญด้วยวิทย์. "ความเหลื่อมล้ำที่จับต้องได้", in Economics, 21 มิถุนายน 2553. http://www.sarut-homesite.net/2010/06/ความเหลื่อมล้ำที่จับต้/