กรณีของคุณนวมินทร์ 78

มีประเด็นเกี่ยวกับที่ดินของสงฆ์เข้ามาเกี่ยวข้อง ต้องดูว่าที่ดินของสงฆ์นั้นเป็นที่ดินประเภทใด เช่น เป็นที่กัลปนา หรือ ที่อื่น ๆ (ที่สาธารณะ... ที่ธรณีสงฆ์... ที่ราชพัสดุ...ที่เอกชน...???) ซึ่งการคิดคำนวณภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ภรด.) หน่วยงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จะเป็นผู้คิดคำนวณ และแจ้งการประเมินเพื่อให้ชำระภาษี

ประเด็นปัญหาอยู่ที่ว่า เมื่อที่ดินดังกล่าว "ไม่อยู่ในข่ายได้รับการยกเว้นที่ไม่ต้องเสียภาษี ภรด.

"ผู้รับประเมิน" ต้องยื่นแบบพิมพ์เพื่อแจ้งรายการทรัพย์สินต่อ อปท. ภายในเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี ผู้รับประเมิน นอกจาก "เจ้าของทรัพย์สิน" แล้ว อาจรวมถึง "ผู้เช่าหรือผู้ครอง หรือผู้แทน" ด้วย

และหลังจากที่ได้รับการแจ้งการประเมินให้ไปชำระภาษี ภรด.แล้ว ถามว่า ใครจะเป็นผู้ไปยื่นเสียภาษี หรือที่กฎหมายใช้คำว่า

"ผู้มีหน้าที่เสียภาษี"

ซึ่ง "ผู้มีหน้าที่เสียภาษี" ก็คือ “"ผู้รับประเมิน”"  นั่นเอง  ซึ่งหมายถึง "เจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ต้องเสียภาษี" เว้นแต่ถ้าที่ดินและอาคาร โรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ เป็นคนละเจ้าของกันให้เจ้าของกรรมสิทธิ์ในอาคารโรงเรือน สิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ เป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษี

ประเด็นต่อมาก็คือ หากผู้ที่เป็น "เจ้าของกรรมสิทธิ์ฯ" ผลักภาระให้ "ผู้เช่า" เป็นผู้ชำระภาษี ภรด.เอง (ปกติในสัญญาเช่ามักจะระบุไว้ว่า ผู้ใดจะต้องชำระภาษีโรงเรือนและที่ดิน) ฝ่ายผู้เช่าทรัพย์สินก็ต้อง เป็นผู้ไปเสียภาษี หากไม่ไปเสียภาษีให้ อปท. อาจผิดสัญญาเช่ากับ "ผู้ให้เช่า" ได้ อันจะมีผลต่อการยกเลิกสัญญาเช่าต่อไป  ประเด็นนี้ต่างหาก เป็นประเด็นที่น่าคิด  เพราะหากผู้ให้เช่าเก็บค่าเช่าแพง ๆ ก็จะมีผลทำให้ผู้เช่าต้องเสียภาษีโรงเรือนฯ ที่แพงไปด้วย (อัตราร้อยละสิบสองกึ่งแห่งค่ารายปี)

คุณนวมินทร์ 78 ลองตรวจสอบประเด็นต่าง ๆ ที่อ้างข้างต้น ว่าข้อเท็จจริงมีอย่างไร  เพื่อตรวจสอบว่าการจัดเก็บและการชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดิน หรือ ภรด. มีความถูกต้อง และเป็นธรรม เพียงใด