แม้การบูรณะก่อสร้างอาคารสถาปัตยกรรม ตลอดจนการปรับภูมิทัศน์แถบลานพระเจดีย์และลานปฏิบัติธรรม ฯ ต่างๆ กำลังดำเนินการอยู่ จะเห็นได้ว่าความเป็นธรรมชาติของสถานที่นี้ยังถูกรักษาไว้เป็นอย่างดี

วัดผาลาด (สกทาคามี) เชียงใหม่ (ตอนที่ ๑ - จากอดีตสู่ปัจจุบัน)

จากอนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัยขึ้นขึ้นไปตามทางขึ้นดอยสุเทพ ประมาณ ๔ กิโลเมตร และประมาณ ๑ กิโลเมตรจากทางเข้าน้ำตกมณฑาธาร วัดผาลาดจะตั้งอยู่ทางซ้ายมือ

นอกจากป้ายวัดแล้วด้านหน้าวัดจะมีวิหารน้อยพุทธชยันตี ซึ่งทางวัดร่วมกับอุทยานแห่งชาติได้ร่วมกันบูรณะขึ้นเมื่อปี ๒๕๕๔ เพื่อใช้เป็นที่พักในระหว่างการเดินขึ้นดอยสุเทพในประเพณีการเดินขึ้นดอยในวันวิสาขบูชาของทุกปี ในพระวิหารนี้เป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปปางประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน เพื่อให้ประชาชนได้มาสักการะบูชา

ณ บริเวณทางเข้าวัดก็ยังมีวิหารพระบรมธาตุพระพุทธบาทศรีวิชัยโภคา ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธเมตตาผาลาด ซึ่งสร้างเป็นอนุสรณ์การสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพของครูบาศรีวิชัยใน พศ. ๒๔๗๗

 

"วัดนี้จะเป็นสถานที่สำหรับผู้ที่ต้องการความสงบทางจิต พักผ่อนทางใจ เพื่อให้ผู้ที่เข้ามาวัดรู้สึกเย็น ลืมความทุกข์ ความโศก จะเป็นสถานที่ศึกษาปฎิบัติธรรมของพระสงฆ์และประชาชนชาวเชียงใหม่และผู้ที่สนใจทั่วไป"

ท่านเจ้าอาวาส พระมหาสง่า ธีรสฺวโร ได้เมตตาบอกเล่าถึงวัตถุประสงค์ของการบูรณะและก่อสร้างอาคารสถาปัตยกรรมต่างๆ ภายในวัด ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ พ.ศ ๒๕๔๙ เป็นต้นมา ในปัจจุบันวัดผาลาดก็เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมของ สามเณรและพระนิสิตของโรงเรียนบาลีสาธิตศึกษา และมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัยทุกๆ ปี รวมไปถึงพระภิกษุสงฆ์ที่บวชในโครงการต่างๆ ของบริษัทเอกชนและหน่วยราชการอีกด้วย

ว่ากันว่าคนที่ไปนั่งทำสมาธิที่บริเวณหน้าผาของวัดนี้จะเกิดสมาธิได้เร็วเนื่องด้วยบุญบารมีของครูบาอาจารย์ที่ได้ทำไว้มานาน

 

จากลานจอดรถ จะเห็นรูปปั้นนรสิงห์ยืนเด่นอยู่ คนโบราณสร้างนรสิงห์เอาไว้อารักขาศาสนสถาน เพราะกลัวอมนุษย์จะมาทำลาย

 

พระอาจารย์เจ้าอาวาสได้เมตตาเล่าเรื่องนรสิงห์ให้ฟังว่า นรสิงห์เป็นนารายณ์อวตารที่ทรงฤทธิ์สามารถปราบอสูรที่โหดเหี้ยมที่ชื่อว่าหิรันตะปกาสูร ซึ่งมีพันเศียรและแขนซ้ายขวาอีกสองพันข้างลงได้ อสูรตนนี้นอกจากจะใจบาปหยาบช้าแล้วก็ยังใฝ่สูง ปรารถนาที่จะเป็นใหญ่ทั้งสามโลก และพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะรักษาสถานะของตนเอาไว้ เพื่อให้เทพเจ้าเห็นใจอสูรตนนี้ได้ทนบำเพ็ญตบะเป็นเวลาหนึ่งร้อยปี แล้วย่างขาตัวเองเพื่อเอาน้ำมันไปจุดถวายเทพเจ้า จนเทพเจ้าใจอ่อน อสูรได้โอกาสขอให้ตนเป็นใหญ่ในทุกภพ และไม่ให้ตนตายด้วยศาสตราวุธใด ไม่ว่าจะเป็นกลางวันหรือกลางคืน มนุษย์หรือสัตว์ก็ฆ่าตนไม่ได้ ไม่ว่าจะนอกเมืองหรือในเมือง ไม่ว่าจะบนบกหรือในน้ำ เทพเจ้าประทานพรนั้นแก่อสูร อสูรจึงเที่ยวแสดงอิทธิฤทธิ์จนผู้คนเดือดร้อนไปทั่ว ในที่สุดพระนารายณ์เองก็ทนไม่ไหว จึงปรากฎกายเป็นนรสิงห์ ซึ่งมิใช่คนมิใช่สัตว์ จับพระยาอสูรไว้ที่ประตูเมือง ซึ่งไม่ถือว่าอยู่นอกหรือในเมือง ในเวลาพลบค่ำ แล้วบันดาลให้น้ำในมหาสมุทรท่วมที่ประตูเมือง ที่นั้นไม่ใช่ทั้งบนบกและในน้ำ และสังหารนรสิงห์ด้วยกรงเล็บ ซึ่งไม่ใช่อาวุธอันใด

แล้วท่านพระะอาจารย์ยังตบท้ายเรื่องนรสิงห์ด้วยบทกลอน ของหลวงตาแพร เยื่อไม้...

"จะหนีอื่น หมื่นแสน ในแดนโลก

พอย้ายโยก หลีกลี้ หนีพ้นได้

แต่หนีหนึ่ง ซึ่งมีชื่อ คือหนีตาย

หนีไม่ได้ ไปไม่พ้น สักคนเดียว"

 

จากจุดชมวิวอันสวยงามและสงบสุข ท่านสามารถจะขึ้นไปกราบพระพุทธเจ้าในพระวิหาร โดยจะผ่านสิงห์ทั้งสองตัวที่อารักขาบริเวณนี้อยู่ เหล่าเทวดาตามเชิงบันไดก็จะแซ่ซ้องในบุญกุศล

 

ทีบริเวณลานหน้าพระวิหารเป็นลานปฏิบัติธรรมเล็กๆ และบริเวณบันไดเดินขึ้นพระวิหารจะมีประติมากรรมรูปปั้นพระอินทร์และพระธรรมิกราช

 

ทางขวามือคือพญาอินทราราช ในทางพระพุทธศาสนาพระอินทร์คือเทวดาผู้คอยปกป้องคุ้มครองพระพุทธศาสนา มีตรีและนิ้วชี้ศักดิ์สิทธิ์เป็นอาวุธ เป็นนัยว่าบุคคลจะขึ้นเฝ้าพระพุทธองค์พึงกระทำจิตใจให้ดีงาม พระอินทร์เป็นผู้คอยรับใช้พระพุทธองค์ทั้งในสามโลก เป็นเทวดาบนสวรรค์ เป็นราชสีห์บนพื้นโลก และเป็นนาคาในมหาสมุทร ดังนั้นช่างจึงจินตนการพญาอินทราราช ให้มีส่วนบนเป็นเทวดา ส่วนลำตัวเป็นราชสีห์  และส่วนหางเป็นนาคาพาดขึ้นราวบันได

 

พญาธรรมิกราช คือพระโพธิสัตว์ที่กำลังบำเพ็ญบุญบารมีเพื่อที่จะได้มาเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต และพญาธรรมิกราชองค์นี้ก็คือพระนารายณ์ที่ปราบทุกข์เข็ญของมนุษย์ และก็ยังปรารถนาที่จะได้มาเป็นพระพุทธเจ้า พระกรทั้งสี่สื่อความหมายดังนี้คือ กรซ้ายบนที่ถือสังข์ มีไว้เพื่ออำนวยอวยพรผู้คนที่ผ่านมา กรซ้ายล่างที่ถือตรีโดยเก็บส่วนแหลมคมไว้ด้านหลัง แสดงให้เห็นถึงการหยุดเข่นฆ่า การดำเนินอยู่ด้วยเมตตา กรขวาบนถือพระไตรปิฏกที่กำลังศึกษาเล่าเรียน และกรขวาล่างถือผอบรูปธรรมจักร ตามคำทำนายผู้ที่จะมาเป็นพระโพธิสสัตว์จะมีรูปธรรมจักรอยู่ที่ฝ่ามือ ประติมากรรมรูปปั้นนี้แสดงถึงนารายณ์อวตารสามปางคือ พุทธาวตาร, นรสิงหาวตาร และ มัตสยาวตาร (ส่วนหางเป็นรูปปลา)

 

ด้านหน้าของพระวิหารสองมหาอุบาสกมหาอุบาสิกา อนาถบิณฑิกเศรษฐีและนางวิสาขา นั่งเฝ้าพระพุทธองค์อยู่

 

หากใครได้เข้าไปกราบพระในพระวิหารจะสังเกตเห็นว่ามีก้อนหินซึ่งมีรอยพระบาทตั้งอยู่ที่หน้าองค์พระประธาน ตามพุทธตำนานพระเจ้าเลียบโลกเขียนเอาไว้ว่า สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เสด็จมาโปรดฤาษีชาวลั๊ว และประชาชนที่ในแถบนี้ และเมื่อถึงคราวจะเสด็จกลับทรงประทับรอยพระบาทลงบนหินก้อนหนึ่ง แล้วทรงตรัสว่า เมื่อถึงเวลาอันควรรอยพระบาทจะปรากฏขึ้นให้เป็นที่กราบไหว้ บูชาของเหล่ามนุษย์และเทวดา ฤาษีได้เก็บรอยพระบาทไว้ในถ้ำ

ครั้นเมื่อประมาณปี ๒๕๔๙ ขณะที่พระเณรวัดผาลาดกำลังช่วยกันงมก้อนหินจากน้ำตกหน้าพระพุทธรูปหน้าผา เพื่อใช้ทำกำแพงวัด ก็ได้เจอก้อนหินซึ่งมีรอยเท้าประทับอยู่จึงเก็บก้อนหินก้อนนี้ไว้และไม่ได้ใช้ในการก่อสร้าง โดยที่พระเณรในวัดไม่มีใครรู้เรื่องตำนานนี้มาก่อน กระทั่งเช้าวันรุ่งขึ้นมีสามี ภรรยาคู่หนึ่งตั้งใจไปไหว้อนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัย ขณะที่อยู่ที่อนุสาวรีย์นั้น ปรากฏมีชายแก่คนหนึ่งเข้าไปบอกให้สองสามีภรยาว่าควรไปกราบพระบาททีวัดผาลาดเพื่อเป็นศิริมงคล ทั้งคู่จึงไปถามพระในวัดถึงเรื่องพระบาท จากนั้นก็มีคนมาถามหารอยพระบาทเรื่อยๆ ครูบาอาจารย์ผู้รู้จึงเล่าเรื่องในตำนานให้พระเณรที่วัดฟัง รอยพระบาทจึงถูกนำมาประดิษฐานที่วิหารแห่งนี้

 

ถัดจากพระวิหารไปทางซ้ายมือคือหอวิปัสนากรรมฐานหรือวิหารพระพุทธรูปห้าพระองค์ นามว่า พระพุทธเจ้ากกุสันธะ พระพุทธเจ้าโกนาคมนะ พระพุทธเจ้ากัสสปะ พระพุทธเจ้าโคตมะ และพระพุทธเจ้าศรีอริยะเมตตรัย

 

พระพุทธเจ้าโคตมะคือพระประธานในวิหารและพระพุทธเจ้ากกุสันธะอยู่เป็นรูปแรกทางซ้ายมือของพระประธานถือตามลำดับความอาวุโส พระศรีอริยเมตตรัยประดิษฐานอยู่ใกล้ประตูทางเข้า ท่านเจ้าอาวาสได้ความคิดในการสร้างวิหารนี้มาจากพุทธศิลปกรรมในพม่า ซึ่งท่านหวังเอาไว้ว่าผู้ที่มาปฏิบัติธรรมที่นี่จะมีกำลังใจในการปฏิบัติธรรมเนื่องด้วยการอยู่ท่ามกลางพระพุทธเจ้าทั้งหลาย

 

ประติมากรรมฝาผนังด้านนอกของหอวิปัสนาเป็นรูปปั้นของ สุเทวฤาษี พระญากือนา และพระสุมณะเถระ   

สุเทวฤาษี เป็นฤาษีผู้ทรงศีลอยู่ที่ดอยแห่งนี้มาก่อนการสร้างเมืองเชียงใหม่ และเป็นที่มาของชื่อดอยสุเทพ นักวิชาการเชื่อว่าสุเทวฤาษีคือตำแหน่งที่ใช้เรียกผู้ทรงศีลและเชื่อว่าเป็นผู้ก่อตั้งเมืองเจ็ดริน สวนดอกและหนองหล่ม (หริภุญชัย)

     

 

พระญากือนา ผู้ก่อสร้างวัดผาลาด

 

พระสุมณะเถระ พระภิกษุผู้นำอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้ามาจากสุโขทัย และมอบให้พระญากือนา ซึ่งภายหลังได้นำมาประดิษฐานที่วัดสวนดอกและวัดพระธาตุดอยสุเทพดังกล่าว

 

ทางด้านขวาของพระวิหารคือโบสถ์หรือพระอุโบสถ ซึ่งเพิ่งก่อสร้างเสร็จสิ้นในปี ๒๕๕๔ การเดินชมความสงบงามตามธรรมชาติในวัดนี้ ชวนให้รู้สึกเหมือนอยู่ในสรวงสวรรค์ด้วยมองไปทางไหนก็พบเจอแต่ประติมากรรมรูปปั้นเทวดาและพระพุทธรูปอันงดงามมากมาย

 

นอกจากนี้ภายหน้าบริเวณวัดก็ยังมีม่อนภาวนา ให้ผู้คนที่มาเยี่ยมชมวัดได้มีโอกาสสงบจิต สงบใจ ทำใจให้มีสมาธิภายในธรรมชาติข้างลานน้ำตก ที่ม่อนภาวนามีระฆังให้ผู้คนได้เฆาะระฆัง เสียงระฆังอันกังวาลจะเป็นสัญญาณเรียกสติ สมาธิ กลับมาสูร่างกาย กลับมายัง "บ้าน" ที่แท้จริง

การบูรณะวัดยังคงดำเนินไปเรื่อยๆ โดยเฉพาะในส่วนของกฏิ และอาคารสำหรับผู้มาปฏิบัติธรรมเพื่อเป็นที่รองรับผู้ฝักใฝ่ในความสงบท่ามกลางธรรมชาติอันงดงาม ซึ่งคาดว่าจะเสร็จสมบูรณ์ลงในไม่ช้านี้

แม้การบูรณะก่อสร้างอาคารสถาปัตยกรรม ตลอดจนการปรับภูมิทัศน์แถบลานพระเจดีย์และลานปฏิบัติธรรมต่างๆ กำลังดำเนินการอยู่ จะเห็นได้ว่าความเป็นธรรมชาติของสถานที่นี้ยังคงถูกรักษาไว้เป็นอย่างดี

 

บางทีหลังจากที่แวะเยี่ยมชมวัดผาลาดในระหว่างการเดินทางขึ้นไปนมัสการพระบรมสารีริกธาตุที่วัดพระธาตุดอยสุเทพแล้ว คราวต่อไปสถานที่แห่งนี้อาจกลายเป็นสถานที่สำหรับการเริ่มต้นปฏิบัติธรรมในหนทางสู่การการหลุดพ้นของท่านได้

.

ความนอบน้อม,
ปริม ทัดบุปผา
สิงคโปร์
๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕