วัดผาลาด (สกทาคามี) เชียงใหม่ (ตอนที่ ๒ - สถานที่ปฏิบัติธรรมกลางธรรมชาติตามรอยครูบาอาจารย์)

แม้การบูรณะก่อสร้างอาคารสถาปัตยกรรม ตลอดจนการปรับภูมิทัศน์แถบลานพระเจดีย์และลานปฏิบัติธรรม ฯ ต่างๆ กำลังดำเนินการอยู่ จะเห็นได้ว่าความเป็นธรรมชาติของสถานที่นี้ยังถูกรักษาไว้เป็นอย่างดี

วัดผาลาด (สกทาคามี) เชียงใหม่ (ตอนที่ ๑ - จากอดีตสู่ปัจจุบัน)

จากอนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัยขึ้นขึ้นไปตามทางขึ้นดอยสุเทพ ประมาณ ๔ กิโลเมตร และประมาณ ๑ กิโลเมตรจากทางเข้าน้ำตกมณฑาธาร วัดผาลาดจะตั้งอยู่ทางซ้ายมือ

นอกจากป้ายวัดแล้วด้านหน้าวัดจะมีวิหารน้อยพุทธชยันตี ซึ่งทางวัดร่วมกับอุทยานแห่งชาติได้ร่วมกันบูรณะขึ้นเมื่อปี ๒๕๕๔ เพื่อใช้เป็นที่พักในระหว่างการเดินขึ้นดอยสุเทพในประเพณีการเดินขึ้นดอยในวันวิสาขบูชาของทุกปี ในพระวิหารนี้เป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปปางประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน เพื่อให้ประชาชนได้มาสักการะบูชา

ณ บริเวณทางเข้าวัดก็ยังมีวิหารพระบรมธาตุพระพุทธบาทศรีวิชัยโภคา ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธเมตตาผาลาด ซึ่งสร้างเป็นอนุสรณ์การสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพของครูบาศรีวิชัยใน พศ. ๒๔๗๗

 

"วัดนี้จะเป็นสถานที่สำหรับผู้ที่ต้องการความสงบทางจิต พักผ่อนทางใจ เพื่อให้ผู้ที่เข้ามาวัดรู้สึกเย็น ลืมความทุกข์ ความโศก จะเป็นสถานที่ศึกษาปฎิบัติธรรมของพระสงฆ์และประชาชนชาวเชียงใหม่และผู้ที่สนใจทั่วไป"

ท่านเจ้าอาวาส พระมหาสง่า ธีรสฺวโร ได้เมตตาบอกเล่าถึงวัตถุประสงค์ของการบูรณะและก่อสร้างอาคารสถาปัตยกรรมต่างๆ ภายในวัด ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ พ.ศ ๒๕๔๙ เป็นต้นมา ในปัจจุบันวัดผาลาดก็เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมของ สามเณรและพระนิสิตของโรงเรียนบาลีสาธิตศึกษา และมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัยทุกๆ ปี รวมไปถึงพระภิกษุสงฆ์ที่บวชในโครงการต่างๆ ของบริษัทเอกชนและหน่วยราชการอีกด้วย

ว่ากันว่าคนที่ไปนั่งทำสมาธิที่บริเวณหน้าผาของวัดนี้จะเกิดสมาธิได้เร็วเนื่องด้วยบุญบารมีของครูบาอาจารย์ที่ได้ทำไว้มานาน

 

จากลานจอดรถ จะเห็นรูปปั้นนรสิงห์ยืนเด่นอยู่ คนโบราณสร้างนรสิงห์เอาไว้อารักขาศาสนสถาน เพราะกลัวอมนุษย์จะมาทำลาย

 

พระอาจารย์เจ้าอาวาสได้เมตตาเล่าเรื่องนรสิงห์ให้ฟังว่า นรสิงห์เป็นนารายณ์อวตารที่ทรงฤทธิ์สามารถปราบอสูรที่โหดเหี้ยมที่ชื่อว่าหิรันตะปกาสูร ซึ่งมีพันเศียรและแขนซ้ายขวาอีกสองพันข้างลงได้ อสูรตนนี้นอกจากจะใจบาปหยาบช้าแล้วก็ยังใฝ่สูง ปรารถนาที่จะเป็นใหญ่ทั้งสามโลก และพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะรักษาสถานะของตนเอาไว้ เพื่อให้เทพเจ้าเห็นใจอสูรตนนี้ได้ทนบำเพ็ญตบะเป็นเวลาหนึ่งร้อยปี แล้วย่างขาตัวเองเพื่อเอาน้ำมันไปจุดถวายเทพเจ้า จนเทพเจ้าใจอ่อน อสูรได้โอกาสขอให้ตนเป็นใหญ่ในทุกภพ และไม่ให้ตนตายด้วยศาสตราวุธใด ไม่ว่าจะเป็นกลางวันหรือกลางคืน มนุษย์หรือสัตว์ก็ฆ่าตนไม่ได้ ไม่ว่าจะนอกเมืองหรือในเมือง ไม่ว่าจะบนบกหรือในน้ำ เทพเจ้าประทานพรนั้นแก่อสูร อสูรจึงเที่ยวแสดงอิทธิฤทธิ์จนผู้คนเดือดร้อนไปทั่ว ในที่สุดพระนารายณ์เองก็ทนไม่ไหว จึงปรากฎกายเป็นนรสิงห์ ซึ่งมิใช่คนมิใช่สัตว์ จับพระยาอสูรไว้ที่ประตูเมือง ซึ่งไม่ถือว่าอยู่นอกหรือในเมือง ในเวลาพลบค่ำ แล้วบันดาลให้น้ำในมหาสมุทรท่วมที่ประตูเมือง ที่นั้นไม่ใช่ทั้งบนบกและในน้ำ และสังหารนรสิงห์ด้วยกรงเล็บ ซึ่งไม่ใช่อาวุธอันใด

แล้วท่านพระะอาจารย์ยังตบท้ายเรื่องนรสิงห์ด้วยบทกลอน ของหลวงตาแพร เยื่อไม้...

"จะหนีอื่น หมื่นแสน ในแดนโลก

พอย้ายโยก หลีกลี้ หนีพ้นได้

แต่หนีหนึ่ง ซึ่งมีชื่อ คือหนีตาย

หนีไม่ได้ ไปไม่พ้น สักคนเดียว"

 

จากจุดชมวิวอันสวยงามและสงบสุข ท่านสามารถจะขึ้นไปกราบพระพุทธเจ้าในพระวิหาร โดยจะผ่านสิงห์ทั้งสองตัวที่อารักขาบริเวณนี้อยู่ เหล่าเทวดาตามเชิงบันไดก็จะแซ่ซ้องในบุญกุศล

 

ทีบริเวณลานหน้าพระวิหารเป็นลานปฏิบัติธรรมเล็กๆ และบริเวณบันไดเดินขึ้นพระวิหารจะมีประติมากรรมรูปปั้นพระอินทร์และพระธรรมิกราช

 

ทางขวามือคือพญาอินทราราช ในทางพระพุทธศาสนาพระอินทร์คือเทวดาผู้คอยปกป้องคุ้มครองพระพุทธศาสนา มีตรีและนิ้วชี้ศักดิ์สิทธิ์เป็นอาวุธ เป็นนัยว่าบุคคลจะขึ้นเฝ้าพระพุทธองค์พึงกระทำจิตใจให้ดีงาม พระอินทร์เป็นผู้คอยรับใช้พระพุทธองค์ทั้งในสามโลก เป็นเทวดาบนสวรรค์ เป็นราชสีห์บนพื้นโลก และเป็นนาคาในมหาสมุทร ดังนั้นช่างจึงจินตนการพญาอินทราราช ให้มีส่วนบนเป็นเทวดา ส่วนลำตัวเป็นราชสีห์  และส่วนหางเป็นนาคาพาดขึ้นราวบันได

 

พญาธรรมิกราช คือพระโพธิสัตว์ที่กำลังบำเพ็ญบุญบารมีเพื่อที่จะได้มาเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต และพญาธรรมิกราชองค์นี้ก็คือพระนารายณ์ที่ปราบทุกข์เข็ญของมนุษย์ และก็ยังปรารถนาที่จะได้มาเป็นพระพุทธเจ้า พระกรทั้งสี่สื่อความหมายดังนี้คือ กรซ้ายบนที่ถือสังข์ มีไว้เพื่ออำนวยอวยพรผู้คนที่ผ่านมา กรซ้ายล่างที่ถือตรีโดยเก็บส่วนแหลมคมไว้ด้านหลัง แสดงให้เห็นถึงการหยุดเข่นฆ่า การดำเนินอยู่ด้วยเมตตา กรขวาบนถือพระไตรปิฏกที่กำลังศึกษาเล่าเรียน และกรขวาล่างถือผอบรูปธรรมจักร ตามคำทำนายผู้ที่จะมาเป็นพระโพธิสสัตว์จะมีรูปธรรมจักรอยู่ที่ฝ่ามือ ประติมากรรมรูปปั้นนี้แสดงถึงนารายณ์อวตารสามปางคือ พุทธาวตาร, นรสิงหาวตาร และ มัตสยาวตาร (ส่วนหางเป็นรูปปลา)

 

ด้านหน้าของพระวิหารสองมหาอุบาสกมหาอุบาสิกา อนาถบิณฑิกเศรษฐีและนางวิสาขา นั่งเฝ้าพระพุทธองค์อยู่

 

หากใครได้เข้าไปกราบพระในพระวิหารจะสังเกตเห็นว่ามีก้อนหินซึ่งมีรอยพระบาทตั้งอยู่ที่หน้าองค์พระประธาน ตามพุทธตำนานพระเจ้าเลียบโลกเขียนเอาไว้ว่า สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เสด็จมาโปรดฤาษีชาวลั๊ว และประชาชนที่ในแถบนี้ และเมื่อถึงคราวจะเสด็จกลับทรงประทับรอยพระบาทลงบนหินก้อนหนึ่ง แล้วทรงตรัสว่า เมื่อถึงเวลาอันควรรอยพระบาทจะปรากฏขึ้นให้เป็นที่กราบไหว้ บูชาของเหล่ามนุษย์และเทวดา ฤาษีได้เก็บรอยพระบาทไว้ในถ้ำ

ครั้นเมื่อประมาณปี ๒๕๔๙ ขณะที่พระเณรวัดผาลาดกำลังช่วยกันงมก้อนหินจากน้ำตกหน้าพระพุทธรูปหน้าผา เพื่อใช้ทำกำแพงวัด ก็ได้เจอก้อนหินซึ่งมีรอยเท้าประทับอยู่จึงเก็บก้อนหินก้อนนี้ไว้และไม่ได้ใช้ในการก่อสร้าง โดยที่พระเณรในวัดไม่มีใครรู้เรื่องตำนานนี้มาก่อน กระทั่งเช้าวันรุ่งขึ้นมีสามี ภรรยาคู่หนึ่งตั้งใจไปไหว้อนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัย ขณะที่อยู่ที่อนุสาวรีย์นั้น ปรากฏมีชายแก่คนหนึ่งเข้าไปบอกให้สองสามีภรยาว่าควรไปกราบพระบาททีวัดผาลาดเพื่อเป็นศิริมงคล ทั้งคู่จึงไปถามพระในวัดถึงเรื่องพระบาท จากนั้นก็มีคนมาถามหารอยพระบาทเรื่อยๆ ครูบาอาจารย์ผู้รู้จึงเล่าเรื่องในตำนานให้พระเณรที่วัดฟัง รอยพระบาทจึงถูกนำมาประดิษฐานที่วิหารแห่งนี้

 

ถัดจากพระวิหารไปทางซ้ายมือคือหอวิปัสนากรรมฐานหรือวิหารพระพุทธรูปห้าพระองค์ นามว่า พระพุทธเจ้ากกุสันธะ พระพุทธเจ้าโกนาคมนะ พระพุทธเจ้ากัสสปะ พระพุทธเจ้าโคตมะ และพระพุทธเจ้าศรีอริยะเมตตรัย

 

พระพุทธเจ้าโคตมะคือพระประธานในวิหารและพระพุทธเจ้ากกุสันธะอยู่เป็นรูปแรกทางซ้ายมือของพระประธานถือตามลำดับความอาวุโส พระศรีอริยเมตตรัยประดิษฐานอยู่ใกล้ประตูทางเข้า ท่านเจ้าอาวาสได้ความคิดในการสร้างวิหารนี้มาจากพุทธศิลปกรรมในพม่า ซึ่งท่านหวังเอาไว้ว่าผู้ที่มาปฏิบัติธรรมที่นี่จะมีกำลังใจในการปฏิบัติธรรมเนื่องด้วยการอยู่ท่ามกลางพระพุทธเจ้าทั้งหลาย

 

ประติมากรรมฝาผนังด้านนอกของหอวิปัสนาเป็นรูปปั้นของ สุเทวฤาษี พระญากือนา และพระสุมณะเถระ   

สุเทวฤาษี เป็นฤาษีผู้ทรงศีลอยู่ที่ดอยแห่งนี้มาก่อนการสร้างเมืองเชียงใหม่ และเป็นที่มาของชื่อดอยสุเทพ นักวิชาการเชื่อว่าสุเทวฤาษีคือตำแหน่งที่ใช้เรียกผู้ทรงศีลและเชื่อว่าเป็นผู้ก่อตั้งเมืองเจ็ดริน สวนดอกและหนองหล่ม (หริภุญชัย)

     

 

พระญากือนา ผู้ก่อสร้างวัดผาลาด

 

พระสุมณะเถระ พระภิกษุผู้นำอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้ามาจากสุโขทัย และมอบให้พระญากือนา ซึ่งภายหลังได้นำมาประดิษฐานที่วัดสวนดอกและวัดพระธาตุดอยสุเทพดังกล่าว

 

ทางด้านขวาของพระวิหารคือโบสถ์หรือพระอุโบสถ ซึ่งเพิ่งก่อสร้างเสร็จสิ้นในปี ๒๕๕๔ การเดินชมความสงบงามตามธรรมชาติในวัดนี้ ชวนให้รู้สึกเหมือนอยู่ในสรวงสวรรค์ด้วยมองไปทางไหนก็พบเจอแต่ประติมากรรมรูปปั้นเทวดาและพระพุทธรูปอันงดงามมากมาย

 

นอกจากนี้ภายหน้าบริเวณวัดก็ยังมีม่อนภาวนา ให้ผู้คนที่มาเยี่ยมชมวัดได้มีโอกาสสงบจิต สงบใจ ทำใจให้มีสมาธิภายในธรรมชาติข้างลานน้ำตก ที่ม่อนภาวนามีระฆังให้ผู้คนได้เฆาะระฆัง เสียงระฆังอันกังวาลจะเป็นสัญญาณเรียกสติ สมาธิ กลับมาสูร่างกาย กลับมายัง "บ้าน" ที่แท้จริง

การบูรณะวัดยังคงดำเนินไปเรื่อยๆ โดยเฉพาะในส่วนของกฏิ และอาคารสำหรับผู้มาปฏิบัติธรรมเพื่อเป็นที่รองรับผู้ฝักใฝ่ในความสงบท่ามกลางธรรมชาติอันงดงาม ซึ่งคาดว่าจะเสร็จสมบูรณ์ลงในไม่ช้านี้

แม้การบูรณะก่อสร้างอาคารสถาปัตยกรรม ตลอดจนการปรับภูมิทัศน์แถบลานพระเจดีย์และลานปฏิบัติธรรมต่างๆ กำลังดำเนินการอยู่ จะเห็นได้ว่าความเป็นธรรมชาติของสถานที่นี้ยังคงถูกรักษาไว้เป็นอย่างดี

 

บางทีหลังจากที่แวะเยี่ยมชมวัดผาลาดในระหว่างการเดินทางขึ้นไปนมัสการพระบรมสารีริกธาตุที่วัดพระธาตุดอยสุเทพแล้ว คราวต่อไปสถานที่แห่งนี้อาจกลายเป็นสถานที่สำหรับการเริ่มต้นปฏิบัติธรรมในหนทางสู่การการหลุดพ้นของท่านได้

.

ความนอบน้อม,
ปริม ทัดบุปผา
สิงคโปร์
๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน บันทึกจากบ้านเกิด



ความเห็น (19)

เขียนเมื่อ 

บรรยากาศวัด สงบ ร่มเย็น มากๆ ค่ะ

ภาพผ่านมุมมองของคุณปริม แจ๋วจริงๆ ขอบคุณนะคะ

ค่ะคุณปู ที่นั่น สงบ และอากาศเย็นทั้งปีค่ะ

ขอบคุณค่ะ

เขียนเมื่อ 

กล้องฤาดี จักสู้มือคนถ่ายดี มิได้ !

It's TRUE.

เข้าวัด ได้ความสงบงดงามทั้งกาย วาจา และใจ ที่เป็นสุข ขอบคุณที่แบ่งปันค่ะ

ภาพพระและวัดสวยงามสงบอย่างยิ่งครับ

เขียนเมื่อ 

เทคนิคการถ่ายภาพ ใกล้ชวนให้มองไกล ขอไปเป็นตัวอย่างบ้างนะคะ

วัดนี้สงสัยยังไม่เคยไป เป็นหนึ่งในหลายๆๆๆ วัดที่สวยงามแต่ไม่เคยไปเยือน ขอบคุณมากคะ

เขียนเมื่อ 

เมื่อ....อ่านและดู....ใจยังสงบตามเลยค่ะ

ขอบคุณค่ะ

เขียนเมื่อ 

หลบโลกวุ่นวาย ด้วยความสงบ

ขอบคุณนะค่ะ

สวัสดีค่ะอาจารย์ Wasawat Deemarn,

ขอบคุณค่ะที่กรุณาให้กำลังใจค่ะ สถานที่ งานประติมากรรมที่นี่งดงามอยู่แล้วค่ะ

พอถ่ายภาพสิ่งที่สวยงาม ภาพจึงออกมาดูดี

สวัสดีวันสุดสัปดาห์นะคะ

สวัสดีค่ะคุณพี่ใหญ่,

ขอบคุณค่ะ

ความสงบของสถานที่ สิ่งแวดล้อมในธรรมชาติ จะมีส่วนช่วยให้จิตใจเยือกเย็นขึ้นได้ค่ะ

ราตรีสวัสดิ์นะคะ :)

สวัสดีค่ะท่านอาจารย์โสภณ,

ขอบคุณค่ะ

ท่านอาจารย์สบายดีนะคะ :)

สวัสดีค่ะอาจารย์หมอ ป.,

Depth of field ช่วยให้ความรู้สึกและอารมณ์ที่ต่างกัน และอยู่ที่ว่าเราต้องการให้ความสำคัญกับ background มากน้อยแค่ไหนค่ะ ภาพที่ background เบลอ ดูแล้วให้ความรู้สึกที่อ่อนโยนดีค่ะ :)

สวัสดีค่ะคุณแจ๋ว

ที่นั่นสงบเย็นจริงๆค่ะ

ปริมว่าเป็นหนึ่งใน Unseen Thailand เลยค่ะ :)

สวัสดีค่ะคุณกอหญ้า

แค่หลีกไปพักให้เย็น ให้หายเหนื่อยค่ะ

แล้วจะได้กลับมาสู้ต่อด้วยสติ

ขอบคุณค่ะ

ฝันดีนะคะ

  • ชอบทุกภาพ..ที่ถูกถ่ายทอด ร่มรื่นดีจังนะคะ

สวัสดีค่ะอาจารย์กาญจนา,

ภาพที่ถ่ายเป็นช่วงหน้าฝนค่ะก็เลยดูชุ่มชื้น

หน้าแล้งอาจดูแตกต่างไปบ้าง

แต่ก็ยังสงบ เงียบ เย็น และงามค่ะ

ราตรีสวัสดิ์นะคะ :)

เขียนเมื่อ 

สวยงามทุกภาพ

ฝีมือยอดเยี่ยมเลยครับ

เขียนเมื่อ 

ด้านล่างคือ ข่าวจาก นสพ.ข่าวสด

เกี่ยวกับวัดผาลาดครับ

http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TUROd01ERXdOekU0TURJMU5RPT0%3D&sectionid=TURNd01RPT0%3D&day=TWpBeE1pMHdNaTB4T0E9PQ%3D%3D

สวัสดีค่ะ

ขอบคุณค่ะสำหรับข่าวคราว น่าเศร้าใจที่เกิดเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นค่ะ

หวังว่ามันคงจะไม่เกิดขึ้นอีก เพราะความโลภของคนแท้ๆ