ด่วนตัดสิน
เขียนบทความนี้ด้วยความรู้สึกผสมผสานหลายประการ อันที่ชัดๆที่สุดน่าจะเป็น "สำนึกผิด" หรือ guilt เพราะทั้งๆที่รับอาสาเป็นคนโปรโมทการ "ไม่ด่วนตัดสิน" มานานพอสมควร ก็ยังอดมิได้ ส่วนผสมอื่นๆก็มี ไม่พอใจจนไปถึงโกรธ อาลัย (หรือ.. "ไว้อาลัย" อาจจะถูกต้องกว่า) กับการศึกษา ระบบการศึกษา ท้อแท้หดหู่หมดหวัง (อืม... ความหวังหดแค่นั้น ยัง.. ยังไม่หมดซะทีเดียว) แต่ที่สำคัญที่สุดที่เป็นเหตุของการเขียนบทความนี้คือ "ฮึด" ครับ ฮึดที่จะรณรงค์เรื่องนี้ต่อไป
ผมเป็นคนคิดช้า เอ่อ.. ก็ไม่ช้ามาก แต่มันเป็นเพราะคิดมาก คือคิดมากเรื่อง มากมายหลายสิบเรื่อง ก็เลยออกมาช้า ยังดีกว่าเพื่อนผมอีกคนที่คิดมากพอกัน แต่มันออกมาเร็วเท่าที่เรื่องไหนจะออกมามันก็ออกมา ผลก็คือ ออกมาแบบไม่ประติดประต่อ เพราะยังไงๆคนเราก็พูดไม่ทันเท่าที่คิด ก็สงสารลูกศิษย์ที่ต้องเรียนกับเพื่อนคนนี้อยู่เนืองๆ เพราะเราเข้าใจดีว่าจะเข้าใจเขายากขนาดไหน กลับมาที่ผมใหม่ แต่เดิมผมแก้ปัญหาโดยการพูดเร็ว หวังว่ามันจะทันกับที่คิด ปรากฏว่าทักษะคิดมันก้าวหน้าเร็วกว่าทักษะพูดอีกหลายเท่า ก็เลยสรุปได้ว่า พูดให้เร็วขึ้นไม่ได้ช่วยอะไร
ภายหลังพบว่าไอ้คิดช้าๆ (หรือคิดมากเรื่อง) นี่มันดี!
และจริงๆ ก็พบว่าเราอาจจะไม่จำเป็นต้องพูดทุกอย่างที่คิดตอนนั้นก็ได้ เพราะบ่อยครั้งเหลือเกิน ที่พอเราคิดๆไปแล้ว ตอนจบที่สรุปได้มันไม่ได้เหมือนกับตอนแรกที่คิดแม้แต่น้อย กระทั่งตรงกันข้ามก็ยังมี
และไอ้ที่ "รีบพูด" นี่เอง ที่มันกำเริบเสิบสานไปเป็นการ "ด่วนตัดสิน" ไป!
ด่วนตัดสิน (เหมารวม stereotyping, generalizing)
ภาวะการด่วนตัดสินเกิดขึ้นเพราะความต้องการจะ act หรือ react ในชีวิตสังคมที่ "เร็วกินช้า" ทำอะไรเร็วๆดูจะเป็นที่ชื่นตาหน้าบาน ดูจากการสื่อสารเดี๋ยวนี้ก็ได้ เช่น FB เป็นต้น บางทีเราจะหาอะไรพูดคุยลงลึกนานๆ ปรากฏว่าคนเดี๋ยวนี้จะ "เบื่อเร็ว" ไอ้ที่คุยๆกันเกิดเกิน 30-40 comments ก็เริ่มมีอาการล้ากัน เบื่อกันแล้ว นึกถึงที่เคยนอนเถียงกับเพื่อนกันข้ามวันข้ามคืน สมัยนี้คงจะไม่มีใครทำกันแบบนั้น (รึอาจจะแอบทำกัน เราก็ไม่ทราบ)
เรื่องราวเรื่องหนึ่งมีองค์ประกอบ (events) เยอะ และการ "ให้ความหมาย" นั้นยังขึ้นกับประสบการณ์เก่าของคนให้ความหมายอีกตะหาก การที่เราจะบอกว่า "สิ่งที่เห็น" หมายความว่าอย่างไรนั้น เรามักจะมองจากมุมของเรากันเป็นส่วนใหญ่ เพราะมันยากที่เราจะเห็นจากมุมมองของคนอื่นๆ ถ้าอยากจะเห็นจากมุมมองของคนอื่นๆบ้าง เราต้องยอม "วาง" หรือ "แขวน" มุมจากมุมของเราไว้ชั่วคราว การวางหรือแขวนนี้เองที่ไม่ง่าย ต้องหัด และขนาดต้องทุ่มเท และมีเจตนคติที่ดีถึงจะยอมทำ มีสาเหตุสำคัญสองประการ
- สาเหตุหนึ่งก็เพราะ การ "วาง" นั้น เราจะหวิวๆเหมือนเราวาง "อัตตา ตัวตน" ของเราลงชั่วคราว มันจะโป๊ๆ เปลือยๆ และล่อนจ้อนอย่างบอกไม่ถูก การสูญเสีย self อัตตา เป็นเรื่องใหญ่พอสมควร แม้กระทั่งชั่วคราวก็เถอะ หารู้ไม่ว่าบางที การสลัดเปลือกเก่าทิ้ง ก็เพื่อร่างใหม่ที่ยิ่งใหญ่ สดใสกว่าเดิมก็เป็นได้
- ส่วนการเดินไปอยู่มุมของคนอื่นก็อีกเช่นกัน ถ้าเราเคย "เห็น" ว่ามุมนั้นมันโสโครก สกปรก เราก็ขยะแขยงไม่กล้าไปยืนมุมนั้น ไปยืนตอนรู้สึกขยะแขยงก็ไม่ได้เห็นอะไรด้วย เพราะใจมันต่อต้านตำแหน่งที่ยืนนั้นอยู่ จิตมันประหวัดกลัวว่าเราจะเลว เราจะปนเปื้อนอะไรตรงนั้น ผัสสะต่างๆก็มึดมัวลง หนวกลง ดื้อด้านลง
ผมไม่แน่ใจว่าระหว่างความยากของการวาง กับการยอมเดินไปอีกมุม อันไหนมันเป็นปัจจัยอุปสรรคที่ใหญ่กว่ากัน แต่คงจะรวมๆกัน ปนๆกัน
ในภาษาการแลกเปลี่ยนของปัจจุบัน นอกเหนือจากของ "ฝ่ายเรา" แล้ว อีกฝ่ายดูจะไม่มีอะไรดีเหลืออยู่เลย และที่น่าตลกก็คือ นี่คือแนวคิดของทั้งสอง (หรือมากกว่านั้น) ฝ่ายว่าตนเองต่างเป็นฝ่ายถูก
แต่เดิมตรรกะที่ห้วนสั้นแบบนี้ มักจะวางบนพวกที่ใช้อารมณ์เป็นหลัก ความรู้สึกชี้นำ แต่ในปัจจุบันดูจะแยกไม่ออกเสียแล้ว หรือบางทีเราอาจจะเหลือฝ่ายตรรกะจริงๆน้อยมากลงไปเรื่อยๆ และที่น่าสนใจก็คือ "สาเหตุที่เราไม่อาจจะ-วาง- และ -เดินไปอีกฝั่ง- น่าจะเป็น "ความกลัว"
เพราะว่าเราผูกมัดคุณค่าของเราเอาไว้กับความเชื่อ ศรัทธา และข้อสรุปของเราอย่างยิ่ง ผนวกเอาความภาคภูมิใจ ความมั่นใจ ความหวังเข้าไปด้วย ยิ่งผนวกแน่นเท่าไหร่ การสูญเสียสิ่งเหล่านี้ไป (แม้ชั่วครั้งคราว หรือเป็นแค่ "สมมติ" ชั่วขณะจิต) ก็น่ากลัวกว่าที่จะยอมทำได้ เราชดเชยความขลาดนี้ด้วยการเสริม "กำลัง" ด้านจำนวนแทน แทนที่จะด้วยตรรกะ และอารมณ์บวกอื่นๆ (รัก เมตตา กรุณา ฯลฯ) ก็เสริมด้วยปริมาณสมัครพรรคพวกที่เห็นอย่างเดียวกัน จนเกิดระบอบใหม่ๆ อาทิ ประชาธิปไตยอันว่าด้วยจำนวนเท่านั้น เกิดสูตรสำเร็จของผู้ต้องการครองอำนาจแพร่ระบาดกันไปทั่ว
แต่ที่น่ากลัวกว่าคือ การด่วนตัดสินนี้ลงไปฝังรากลงในระบบการศึกษา
เราจะพบระบบความคิดแบบ linear equation หรือสมการเชิงเดี่ยวมากมาย และตรรกะประเภท "ทำไมต้องไปต่อว่าการคอรับชันของคนๆเดียว ในเมื่อมีคนอื่นๆทำอีกมากมาย" fail logic แบบนี้ ไม่ได้พบในคนไม่มีการศึกษา แต่พบได้ทั่วไป ทั้งในสถาบันการศึกษา หรือในสังคม (เอ็งปิดสนามบิน ข้าก็ปิดถนน ฯลฯ) บางทีก็นำเอาสองเหตุการณ์ที่ไม่ได้เป็นเหตุเป็นผลมาต่อกันและใส่สันธานลงไปเฉยๆ (กฏหมายนี้มีคนใช้ผิดมากเกินไป ต้องไป "แก้กฏหมาย"!!) ข้อสำคัญอีกประการคือ การเหมารวมที่ก่อไปเป็นการแตกแยกทางสังคมอย่างลึกซึ้ง
ที่ห้ามยากเพราะปัจจัยอื่นๆ (อันนี้จะมาจากการวิเคราะห์ประสบการณ์ส่วนตัวเอง) เพราะคนเราทุกคนตั้ง set values เฉพาะตัว หรือคุณค่าของตัวเองไว้เสมอ จะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม ซึ่งในทางบวก มันทำให้เรามี "พลัง" ที่จะไล่ล่าขวนขวายสิ่งสำคัญนี้มา แม้ว่าจะเหนื่อยยากเพียงไรก็ตาม และถ้าเมื่อไรที่ values คุณค่านี้ถูกท้าทาย หรือทำท่าจะถูกทำให้ลดค่าลง เสื่อมค่าลง ไม่นับกลายเป็นความเลวทรามต่ำช้า ปฏิกิริยาแรกๆที่เราจะมีคือการปกป้องตัวเองทันทีทันใด อันนี้แทบจะเป็นอัตโนมัติก็ว่าได้ เพราะ fear นั้น เรารับรู้ได้ในระดับสมอง thalamus เท่านั้น ไม่ต้องไปถึงเปลือกสมองชั้นสูงเลย
การระวังดูแลเรื่อง "ด่วนตัดสิน" นั้น
|
การแก้ปัญหาที่ได้มาจากการสรุปแบบด่วนตัดสินนั้น จะแก้ได้แค่เปลือก แก้ที่ปลายเหตุเป็นส่วนใหญ่ และจะเกิดหนองทะลักออกมาจากสาเหตุที่ไม่ได้แก้ตามมาอย่างรวดเร็ว คล้ายๆกับการกวาดขยะเข้าใต้พรม ดูดีในชั่วโมงแรกๆ แต่อีกไม่นาน ใต้พรมก็จะเต็ม ถึงตอนนั้นจะทำความสะอาดอาจจะทำไม่ได้ง่ายๆแล้ว แก้ปัญหาพูดจาไม่สุภาพด้วยการแบน ด้วยการออกกฏหมาย ต่อๆไปอาจจะพบว่ากลุ่มคนที่พูดแบบเลวร้ายที่สุด ก็คือการโกหกหน้าด้านๆที่ไม่มีคำสกปรกแม้แต่คำเดียวในประโยค แต่ทำลายรากเหง้า ทำลายคุณธรรม จริยธรรม และบิดเบือนคุณค่าแห่งความเป็นมนุษย์ไปในพริบตา แก้ปัญหาแบบทำให้คนเห็นว่ากำลังทำอะไรบางอย่าง ก็เป็นจุดเริ่มต้นของการดูถูกตนเอง โกหกแม้กระทั่งตัวเอง ทีนี้ต่อไป จะโกหกใครก็เป็นเรื่องง่ายๆแล้ว
ขอบคุณบันทึกดีๆ ที่อาจารย์เขียนมาให้อ่านนะครับ
ดีใจที่ได้มาเยี่ยมเยียนครับผม
ช้า ๆ ได้พร่าเล่มงาม :)
555 ภาษิตนี้ จะเริ่มมีคนเข้าใจยากขึ้นเรื่อยๆแล้วนะครับ อ.จัน เพราะคนไม่ค่อยได้เห็น "พร้า" กันเท่าไหร่แล้วเดี๋ยวนี้
555 พร่าหายไปพร้อมสุภาษิต
จะว่าไป "รักดีหามจั่ว" ผมก็ไม่รู้จักจั่วเหมือนกัน เลยไม่เข้าใจว่าทำไมรักดีได้หามจั่ว เดาว่าคงเบา หรืออะไรทำนองนั้น
ไม่รู้จักจั่วเช่นกันค่ะอาจารย์ แต่ว่ายังรู้จักพร้าค่ะ
ลึกๆผมคิดว่่สุภาษิต "รักดีหามจั่ว รักชั่วหามเสา" นั้นมีนัยยะไม่ค่อยดีเท่าไหร่ คล้ายๆไปพูดเป็นนัยว่าทำงานหนักๆกลายเป็นชั่ว ทำงานเบ่ๆกลายเป็นรักดีไปซะงั้น ยิ่งพิจาีณา ยิ่งไม่มั่นใจว่ามันควรจะหมายความว่าอย่างไรกันแน่
ช้าๆอย่างตั้งใจ
ขอบคุณข้อคิดดีๆนะคะ