จิตตปัญญาเวชศึกษา 188: เมื่อไรจะวิเคราะห์ เมื่อไรจะใคร่ครวญ

Phoenix
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ

เมื่อไรจะวิเคราะห์ เมื่อไรจะใคร่ครวญ

สมัยผมเรียนหนังสือตอนเด็กๆ โรงเรียนจะมีสองโปรแกรมหลักๆให้เลือกคือ "สายวิทย์" กับ "สายศิลป์" ซึ่งตอนนั้นก็ดูจะ make sense และชัดเจนดี พวกสายวิทย์ก็จะเรียนคำนวณ เรียนวิทยาศาสตร์ ทักษะก็เป็นเรื่องของตรรกะ เหตุผล นิยาม ความหมาย วิเคราะห์ สังเคราะห์ ส่วนพวกสายศิลป์ก็จะเรียนภาษา กวี กลอน โคลง ศิลปศาสตร์ต่างๆ ทักษะก็เป็นเรื่องของจินตนาการ (ซึ่งพวกสายวิทย์จะค่อนขอด...ด้วยความอิจฉา.. ว่าเป็นเรื่อง "เพ้อฝัน") เรื่องของอารมณ์ ความรู้สึก โรแมนติก สองสายนี้พอแยกออกเมื่อไร วิถีชีวิตก็ดูจะเดินทางห่างออกจากกันมากขึ้นๆเรื่อยๆ อาจจะไม่ห่างทางกายภาพ แต่ห่างกัน "ภายใน" คือวิธีคิด กระบวนทัศน์ ทัศนคติ ฯลฯ ออกเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมือนกันในการเข้าหาเรื่องราวเรื่องเดียวกัน

สายวิทย์ก็ยังมีแบ่งต่อไปอีก สมัยผมที่ รร.เตรียมอุดม จะมีให้เลือก วิทย์+ชีววิทยา กับ วิทย์+ไม่เรียนชีววิทยา นัยว่าพวกแรกก็จะมุ่งไปทาง health sciences หรือเป็นวิทยาศาสตร์ประยุกต์ที่ทำงานกับสุขภาพ อาทิ แพทย์ ทันตแพทย์ สาธารณสุข กายภาพ ส่วนพวกหลังนั้น ก็จะเป็นวิทยาศาสตร์ประยุกต์ที่ทำงานไม่เกี่ยวกับสิ่งมีชีวิต (อันนี้ผมแปลเอาเอง ค่อนข้างจะเว่อหน่อยๆ) อาทิ สถาปัตยกรรม คอมพิวเตอร์ วิศวกรรม ถึงไม่เรียนชีววิทยา แต่ก็จะหนักคำนวณ คณิตศาสตร์เยอะอยู่

ตั้งแต่มุ่งเข็มมาสายวิทย์ (ที่บ้านเลือกให้มาเรียนหมอตั้งแต่ประถมปลาย เราก็ไม่ได้ว่าอะไร เพราะรู้สึกว่าเรียนได้ ไม่มีปัญหา) คำที่ดูเหมือนจะ "ศักดิ์สิทธิ์" มากๆคำนึงคือ "วิเคราะห์ หรือ analysis" เพราะเป็นหนึ่งในวิธีสากล และใช้บ่อยที่สุดในสายนี้ในการแก้ปัญหาใดๆ

analysis Look up analysis at Dictionary.com1580s, "resolution of anything complex into simple elements" (opposite of synthesis), from M.L. analysis (15c.), from Gk.analysis "a breaking up, a loosening, releasing," noun of action from analyein "unloose, release, set free; to loose a ship from its moorings," in Aristotle, "to analyze," from ana "up, throughout" (see ana-) + lysis "a loosening," from lyein "to unfasten" (seelose). Psychological sense is from 1890. Phrase in the final (or last) analysis (1844), translates Fr. en dernière analyse.

from Online Etymology Dictionary

รากศัพท์ analysis หรือ "วิเคราะห์" = การแก้ปัญหาใดๆด้วยการลดความซับซ้อนลง พิจารณาจากส่วนย่อยที่ไม่ซับซ้อน (ตรงกันข้ามกับ "สังเคราห์") รากศัพท์มาจากภาษากรีก แปลว่า "แยกออก ทำให้หลวม ปลดปล่อยผ่อนคลาย ทำให้เป็นอิสระ

Ana = up, throughout + lysis = ทำให้หลวม คลี่ออก
 

อะไรก็ตามที่ซับซ้อน เช่นปัญหา สมการ ถ้าเราจะวิเคราะห์ เราก็แยกส่วนที่ซับซ้อนออก จนได้ส่วนย่อยๆที่ซับซ้อนน้อยลง ทำให้ง่ายขึ้น ชัดเจนขึ้นในการทำความเข้าใจ (หวังว่า...) สมการเชิงซ้อน ก็คือเป็นสมการเชิงเดี่ยวที่ซ้อนๆกันหลายๆชั้น เราจะแก้ปัญหา เราก็ไปเริ่มแก้จากสมการเชิงเดี่ยว ทีละอัน สองอัน จนในที่สุดก็ถูกแก้ออกทั้งหมด และเราหวังว่าเมื่อแก้สมการเดี่ยวๆหมดแล้ว สมการเชิงซ้อนที่ประกอบด้วยสมการเชิงเดี่ยวที่ถูกแก้ทั้งหมด ก็จะถูกแก้ปัญหาออกได้ไปในเวลาเดียวกัน

วิธีนี้ดูจะมีประสิทธิภาพสูงมาก ที่แน่ๆก็คือ ปัญหาที่ตอนแรกดูเหมือนจะไม่รู้จะเริ่มแก้ยังไง ก็เริ่มมีบางจุด บางกระบวนชัดขึ้น เราก็เริ่มต้นที่จะทำอะไรบางอย่างกับมันได้ ทำๆไป ก็แก้ได้ทั้งหมด ทั้งก้อน วิธีคิดทางวิทยาศาสตร์หลายเรื่องที่ใช้หลักการ "วิเคราะห์" หรือ analysis นี้ในการแก้ไขปัญหา อย่างคนทั้งตัวมีอวัยวะหลายระบบ ทำงานกันอย่างพัวพันนัวเนีย เราก็เลยไปเรียนมันทีละบท ทีละระบบ พอครบแล้ว เราก็หาจุดเชื่อมโยงของแต่ละระบบเข้าหากัน ก็ดูเหมือนว่าเราจะเข้าใจทั้งชีวิตได้ด้วยวิธีเรียนแบบนี้

แต่ทว่า "ความสัมพันธ์" ของสรรพสิ่งในโลกนี้จริงๆแล้วมันซับซ้อนเกินกว่าที่เราจะ "จับแยกส่วน" ออกมาแก้ มาซ่อม เป็นชิ้นๆแบบนี้

เพราะว่าผลกระทบของปัจจัยหนึ่ง ต่อปัจจัยรอบข้างนั้น เป็นในลักษณะของสมการ matrix n-dimension ไม่ใช่สมการเชิงเดี่ยว เมื่อเรามีการปรับเปลี่ยนแม้เพียงเล็กน้อยของระบบหนึ่ง ก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นในระบบอื่นๆแทบจะในทันทีทันใด เงื่อนไขการทำงานของระบบอื่นๆถูกกระทบจากการเปลี่ยนแปลงที่เราใส่ลงไปในระบบเบื้องหน้ากันไปหมด

ตัวอย่างหนึ่งที่ชัดเจนก็คือการศึกษาระบบพันธุกรรมมนุษย์ ครั้งหนึ่ง project จีโนม (genome) ที่นักวิทยพันธุศาสตร์พยายาม map สายพันธุกรรมของมนุษย์ให้ครบทั้งหมด (chromosome 23 คู่ 46 เส้น) เนื่องจากลักษณะภายนอกของเรานั้นควบคุมด้วยกลไกกำหนดโดยจีน บนสาย DNA นี้เอง เราก็ฝันกันว่า พอเรารู้จักจีนหมดทุกจีนแล้ว เราจะทำอะไรกับมนุษย์สายพันธุ์ใหม่ อาทิ นักกีฬา นักวิทยาศาสตร์ นักดนตรี ฯลฯ เราก็จะทำได้ตามใจชอบ ปรากฏว่าพอเรา map จีนครบก็ตกใจ เดิมคิดว่ามันน่าจะมีสักล้าน สองล้านจีน ตามลักษณะต่างๆของมนุษย์เยอะแยะไปหมด ปรากฏว่ามนุษย์มีแค่ 30000+ จีนเท่านั้นเอง

แสดงว่าความซับซ้อนของลักษณะภายนอกที่เห็น เป็นความร่วมมือผสมผสานปฏิสัมพันธ์ของจีนแค่สามหมื่นกว่าจีน ถ้าหากเราไปตกแต่งจับต้องสักจีนหนึ่ง ผลกระทบจะไม่ได้กระทบแค่ลักษณะภายนอกอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น แต่อาจจะเกิดผลกระทบแบบลูกโซ่ไปได้อีกหลายสิบ หรือหลายร้อยลักษณะ ตามที่มันมีความผูกพันอันซับซ้อนอยู่

ถ้าเป็นเช่นนี้ การ "แยก" ส่วนย่อยมาทำ แก้ ซ่อม พอซ่อมเสร็จ หวังว่าจะจับมันยัดเข้าที่เก่าแล้วปัญหาจะหมดไป ก็ไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะระบบเดิมมันเปลี่ยนเงื่อนไขไปจากตอนแรกเรียบร้อยแล้ว ปัญหาเก่าอาจจะหายไป แต่อาจจะเพิ่มปัญหาใหม่ จากเงื่อนไขใหม่ที่เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงที่เราใส่ลงไปอีกมากมาย

ในปัจจุบัน การวิเคราะห์เป็นที่นิยมมาก เพราะปัญหาที่ซับซ้อนทั้งหลายแหล่ มันจะดูง่ายขึ้น และขนาดเล็กลง ไปๆมาๆแม้แต่สายศิลป์ สายสังคมศาสตร์ ก็หันมานิยมวิเคราะห์กันกับเขาด้วย ทั้งๆที่แต่เดิมสายวิทย์ เน้นการทดลอง ถอดสมการ ควบคุมสิ่งแวดล้อมในระบบจนเหลือตัวแปรแค่ไม่กี่ตัว จึงนิยมการวิเคราะห์ได้ แต่ของทางสังคมศาสตร์นั้น เราจะพบว่าเราไม่สามารถบั่นทอนปัจจัย หรือควบคุมสิ่งแวดล้อมได้จริงๆจังๆอย่างในห้องทดลองวิทยาศาสตร์ มันจะมี "ตัวกวน" จากระบบทั้งภายในตัวมันเอง และกับสิ่งแวดล้อมภายนอกเยอะมาก 

แต่กระนั้น จะด้วยความมักง่าย ความไม่เข้าใจในเหตุปัจจัยและ interconnectedness หรืออะไรไม่ทราบ เดี๋ยวนี้ปัญหาทางสังคมที่ซับซ้อนจริงๆ กลับมีคนเข้าใจว่าจะแก้ไขได้ด้วยอะไรที่ง่ายๆ เช่น ออกกฏหมาย ลงโทษ หรือปฏิวัติให้สำเร็จแบบพลิกฟ้า คว่ำดิน

มันมีอีกวิธีหนึ่งสำหรับการเข้าหาปัญหาที่ซับซ้อน นั้นคือการ contemplation

contemplate Look up contemplate at Dictionary.com1590s, from L. contemplatus, pp. of contemplari "survey, observe" (see contemplation). Related: Contemplated;contemplating.

Online Etymology Dictionary

การครุ่นคิดใคร่ครวญ มีรากศัพท์จาก contemplatus หรือ "การสำรวจ การสังเกต"

 

การ contemplate หรือ "สำรวจ สังเกต" เป็นการศึกษาอีกแบบหนึ่ง ซึ่งใช้ "ความละเอียด ใส่ใจ ประสาทสัมผัสทั้งหมด และดู "ความเป็นไป ความสัมพันธ์ของสรรพสิ่ง" ว่ามี "ความจริงเช่นไร"

ทางพุทธเรามี "วิปัสนา" การใช้ "โยนิโสมนสิการ" ผมคิดว่าเป็นกระบวนการที่ใกล้เคียงกัน และเหมาะมากสำหรับปัญหาเชิงซ้อน เช่นเรื่องราวของชีวิต คุณค่า สังคม วัฒนธรรม ความดีงาม ฯลฯ

เราจะเห็น "ห่วงโซ่" ของปัจจัยมากมายเข้ามาเกี่ยวข้องกับปัญหาที่ตอนแรกอาจจะดูเหมือนเรียบง่าย  แต่แท้ที่จริง มนุษย์มีอะไรอีกมากมายที่เราควบคุมไม่ได้ แต่สิ่งเหล่านั้นล้วนส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของเราได้อย่างมาก 

"ความสุข" เป็นอีกคุณภาพหนึ่งซึ่งซับซ้อน มันรวมระบบ Maslow's Pyramid ทุกระดับ ตั้งแต่ความต้องการพื้นฐานของการมีชีวิต เช่น อาหาร น้ำ อากาศ ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม ขึ้นไประดับความปลอดภัย ความมั่นคงของชีวิต ขึ้นไปถึงการมีชีวิตอยู่ในสังคม อยู่อย่างมีความหมาย ฯลฯ สิ่งเหล่านี่ประกอบด้วยองคาพยพจำนวนมาก ที่หากส่วนใดส่วนหนึ่งหายไป ส่วนที่เหลือก็อาจจะไม่สมดุล หรือพังทลายลงมาได้ทั้งหมด

แต่การจะแก้ปัญหาด้วยการเริ่ม contemplate หรือใคร่ครวญ พิจารณา สังเกตนี้ อาจจะไม่ทันอกทันใจผู้คน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่รอจะ claim ว่า "ฉันเป็นคนทำ" เพราะเรื่องบางเรื่อง มันใช้เวลาเป็นชั่วชีวิตที่จะปร้บเปลี่ยน ในกรณีนี้ ถ้าคนใจร้อนนั้นมี "อำนาจ" ในการใข้ความรุนแรง การปรับเปลี่ยนก็จะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วได้ แต่ไม่ยั่งยืน เพราะฐานรองรับไม่แน่น อาจจะวางอยู่บนท่ามกลางความเจ็บปวดของผู้คนเป็นจำนวนมาก แต่ในประวัติศาสตร์มนุษย์นั้น เราจะพบการแก้ปัญหาแบบ quick fix นี้ เกิดขึ้นบ่อยเหลือเกิน นี่เป็นเพราะความอหังการ์ในมนุษย์ ที่คิดว่าตนเองสามารถทำอะไรกับสังคมก็ได้ด้วยกำลัง และเข้าใจผิดคิดว่าการบังคับให้เชื่อ บังคับให้เปลี่ยนความคิด จะเกิดผลที่ยั่งยืน

สุดท้ายก็เป็นเพียงแค่ vanity ส่วนตัวของผู้กระทำเท่านั้นเอง

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน คันฉ่องนกไฟ

คำสำคัญ (Tags)#วิเคราะห์#analysis#ใคร่ครวญ#contemplation#จิตตปัััญญาเวชศึกษา

หมายเลขบันทึก: 477353, เขียน: 03 Feb 2012 @ 10:55 (), แก้ไข: 05 Jun 2012 @ 20:41 (), สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน, ดอกไม้: 13, ความเห็น: 12, อ่าน: คลิก


ความเห็น (12)

เขียนเมื่อ 

วันนี้ได้พบกัน "ห่วงโซ่" ที่น่าสนใจมาเล่าให้อาจารย์ฟังคะ

ปรากฎการณ์ใหม่

คือภาพ แพทย์ประจำบ้านปีสุดท้ายจับตัวกันติวสอบบอร์ด แถมมีมีรุ่นน้องมาช่วยเตรียมเนื้อหาให้ด้วย

เขาจัดการของเขาเองทุกอย่าง

เป็นบรรยากาศที่อบอุ่น และกระตือรือร้น

นี่คือผลลัพท์ที่คาดไม่ถึงของการ "เพิ่มความท้าทาย -challenge" ในระบบการประเมินผล

เขียนเมื่อ 

เป็นระดับ for survive ครับ

ของสอบบอร์ดศัลย์นั้นเป็น tradition มายาวนานมากตั้งแต่สมัยก่อนรุ่นผมสอบอีก รุ่นพี่จะได้รับมอบหมายให้จำข้อสอบออกมาคนละ 5 ข้อ รุ่นน้องที่จะสอบปีถัดไปตั้งโต๊ะคอยจดหน้าห้องสอบ ภายในไม่ถึงสองชั่วโมงหลังสอบเสร็จ รุ่นถัดไปก็จะมี complete exam paper ชุดนั้นออกมาเสริมในคลังข้อสอบเก่า ตอนผมสอบนี่รุ่นผมมีคลังย้อนไปเกือบสิบปีได้มั้ง นั่งทำกันตาแฉะเลย รุ่นพี่เนื่องจ่กเคยได้ประโยชน์จากข้อสอบเก่าๆที่ก่อนหน้านั้นเก็บมาให้ ก็ยินดีทำต่อๆไป ระดับพวกเราจำข้อสอบ 5 ข้อพร้อมตวเลือกเนี่ยหมูๆ คนก็พอที่จะจำซ้ำข้อเพื่อ double check สบายๆ

พอเป็นอาจารย์ความท้าทายอยู่ที่การ "ออกข้อสอบ" ครับ ทำยังไงไม่ให้มันซ้ำจนน่าเกลียด น่ายินดีที่ของศัลย์เราขยันออกใหม่ทุกปี ผมเป็นกรรมการ basic sciences เรามีคลังข้อสอบเป็นหลักพันๆข้อ ถ้าน้องๆทำได้หมดก็ไม่ว่ากัน และออกเพิ่มเป็นร้อยๆข้อทุกปี

 

ตอนนี้กลุ่มที่จะทำผลงานเลื่อนระดับให้สูงขึ้นในกลุ่มสายสนับสนุน

จะต้องทำผลงานทางวิชาการ การวิเคราะห์งาน หรือ การสังเคราะห์งาน

อยากถามความเห็นอาจารย์ว่า...

การวิเคราะห์งานและการสังเคราะห์งานต่างกันอย่างไร

เขียนเมื่อ 

วิเคราะห์คือแยกแยะแจกแจงทำความเข้าใจ เห็นความเชื่อมโยงเกี่ยวเนื่องของส่วนย่อยต่างๆ

สังเคราะห์นี่ ในทางการศึกษาอาจจะมองเป็นระดับเหนือว่าวิเคราะห์อีกขั้นหนึ่ง พอเราเห็นหน้าที่ ประโยชน์ และการทำงานของส่วนย่อยเล็กๆได้หมด เมื่อถึงระดับหนึ่ง เราสามารถเอาส่วนย่อยต่างๆมาประกอบในอีกแบบนึง เป็นรูปแบบใหม่ได้ สังเคราะห์เป็นระดับ "สร้างสรรค์" คล้ายๆ concept ของ nanobot ที่ทำ unit เล็กๆให้จัดการตัวเองได้ดี มีสติปัญญา มันจะซ่อมตัวเองและสร้างตัวเอง บิดผันตัวเองเป็นรูปแบบใหม่ๆได้ตามบริบท การใช้งานใหม่

แต่ไม่ได้แปลว่าเปิดคู่มือ เอาของมาประกอบตาม plan ถือเป็นสังเคราะห์นะครับ

เมื่อไรจะวิเคราะห์ เมื่อไรจะใคร่ครวญ...

ถ้าเป็นไปได้อยากฝึกตนเองให้ทำได้ตลอดเวลาค่ะ วิปัสนาให้ได้ว่าปัจจุบันเราทุกข์หรือเราสุข แล้ววิเคราะห์ต่อว่าทำไมอะไรทำให้ทุกข์อะไรทำให้สุขค่ะ

แต่การฝึกวิปัสนานี่ยากจังค่ะอาจารย์ บางทีก็ยังไม่รู้เลยว่าทุกข์อะไรรู้แต่ว่าทุกข์ค่ะ

เขียนเมื่อ 

ยอมรับว่ายากครับ มันเลยต้องเริ่มที่เจตคติ ว่าเรื่องนี้สำคัญ ว่าเรื่องนี้น่าทำ และเรื่องนี้ได้ประโยชน์

มีทางลัดคือ "มีครูที่เข้มงวดและเมตตา" อยู่ใกล้ๆ เคี่ยวเข็ญ เตือนสติบ่อยๆ อันนี้ก็ช่วย (ถ้าไม่เบื่อ ไม่โกรธครูซะก่อน) เพราะจะให้เตือนตนเองโดยฝืนใจนั้น มนุษย์ทั่วไปทำยากครับ

ขออนุญาตเอาคำตอบไปใส่ไว้ใน web นะคะ

http://www.gotoknow.org/blogs/posts/477620?refresh_cache=true

เขียนเมื่อ 

พี่แก้ว

เป็นเพียงแค่ "ความเห็น" นะครับ ไม่ถึงกับ reference

ไม่เป็นไรค่ะ พี่เอาไว้เป็นข้อคิดค่ะ

เขียนเมื่อ 

555 ขอบพระคุณครับที่ให้เกียรติ ดีใจๆๆ

ในสาย computer science ตอนนี้ก็มีกลุ่มที่ศึกษา Cellular Automation กันเยอะขึ้นเรื่อยๆ ครับ น่าสนใจที่ interactions ของโปรแกรมเล็กๆ สามารถสร้างรูปแบบงานได้หลากหลายมากครับ

น่าจะเป็นจุดที่เริ่มเจอกันระหว่าง biology กับ computer science ครับ เพราะ computer scientists แอบๆ นึกกันเสมอว่าจีนของสิ่งมีชีวิตแท้จริงแล้วก็คือโปรแกรมที่เขียนโดยพระเจ้าที่รอเวลาให้พวกเรา hack นั่นเองครับ

เขียนเมื่อ 

555 อ.ธวัชชัย supervisor ผมเคยพูด (ทีเล่นทีจริง) ว่า "immunology is an evidence that God exists" เพราะความซับซ้อนของการออกแบบมันเกินกว่าที่จะเป็นไปโดย random หรือ trial & error จนพัฒนามาได้ถึงระดับปัจจุบัน

และมนุษย์มี free-will ที่จะทำอะไรกับความจริงเหล่านี้ เพียงแต่เรามักจะมองไม่เห็นเท่านั้นเองว่า เรากำลังทำลายมันลงไปกับมือ หรือเรากำลัง cherish ของที่มีค่าสูงส่งกันแน่ (นี่คงเป็นอารมณ์ขันของ God อีกอย่างหนึ่ง สำหรับเราที่ชอบ gambling และ/หรือเปิดกล่องแพนดอรา)