ความสุขของการเดินทางสำหรับใครๆ อีกหลายคนคงจะอยู่ที่จุดหมายปลายทาง แต่ทว่าสองข้างทางที่เราเดินผ่านก็มักจะเป็นประสปการณ์ที่มีคุณค่าที่จะช่วยเติมความสุขและสร้างความทรงจำที่ดีในระหว่างการเดินทางไม่น้อย
สำหรับผู้ที่ชอบเดินทางไปนมัสการพระบรมสารีริกธาตุที่วัดพระธาตุดอยสุเทพ จังหวัดเชียงใหม่ ในระหว่างเดินทางขึ้นดอยนั้น ท่านอาจแวะไหว้พระ รับพร นั่งสมาธิและชื่นชมบรรยากาศของวัดที่เก่าแก่และสวยงามอีกวัดหนึ่งของเชียงใหม่ ที่ชื่อว่าวัดผาลาด (สกทาคามี)
สมัยพระญากือนา กษัตริย์องค์ที่ ๖ แห่งอาณาจักรล้านนา ราชวงศ์เม็งราย (พ.ศ. ๑๘๙๘ - ๑๙๒๘) ถือเป็นยุคเริ่มต้นของความรุ่งเรืองของพุทธศาสนาในล้านนาโดยเฉพาะในเชียงใหม่ ได้มีการสร้างวัดวาขึ้นหลายวัดด้วยกัน ซึ่งก็รวมไปถึงวัดสวนดอกและวัดพระธาตุดอยสุเทพ เพื่อให้เป็นที่ประดิษฐานของพระบรมสารีริกธาตุ วัดผาลาดก็เป็นอีกวัดหนึ่ง ที่ได้มีการก่อสร้างขึ้นในช่วงนั้น เมื่อประมาณหกร้อยกว่าปีมาแล้ว
ตามตำนานวัดพระธาตุดอยสุเทพกล่าวกันว่า ช้างที่อัญเชิญพระบรมสารีริกธาติได้เดินทางมุ่งหน้าขึ้นดอยอ้อยช้าง (ดอยสุเทพในปัจจุบัน) แล้วได้มาหยุดอยู่ที่ยอดดอยแห่งหนึ่งแล้วย่อเข่าลงสามครั้งแล้วเดินต่อไป พอถึงข้างน้ำตกที่เรียกว่าห้วยผาลาดจึงหยุดพัก แล้วจึงเดินต่อไปแล้วหยุดพักอีกครั้งหนึ่ง ก่อนจะถึงสถานที่ตั้งวัดพระธาตุดอยสุเทพในปัจจุบัน
หลังจากสร้างวัดพระธาตุดอยสุเทพ (ซึ่งอยู่สูงสุด และถือเป็นวัดอรหันต์) เสร็จแล้ว พระญากือนาทรงมีพระราชดำริให้สร้างวัดขึ้นอีก ๓ วัด บริเวณที่ขบวนช้างหยุด เพื่อเป็นอนุสรณ์ตามรายทางการเสี่ยงทายสถานที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุในครั้งนี้ เมื่อสร้างเสร็จก็มอบให้ศรัทธาประชาชนเป็นผู้บำรุงวัดเหล่านี้ วัดทั้งสามวัดคือ
๑. วัดโสดาปันนาราม หรือวัดสามยอบ ตั้งอยู่ที่ยอดดอยที่ช้างย่อเข่าลงสามครั้ง (คนเมืองเรียกการย่อเข่าลงว่า “ยอบ”) ปัจจุบันเป็นวัดร้างอยู่ในเขตของวัดผาลาด
๒. วัดสกทาคามีวนาราม หรือวัดผาลาด ตั้งอยู่บริเวณที่ขบวนช้างหยุดพักริมลำธารห้วยผาลาด
๓. วัดอนาคามีวนาราม หรือวัดม่อนพญาหงส์ ตั้งอยู่ใกล้ๆ กับบริเวณหอดูดาวสิรินธร คาดว่าในบริเวณนั้นคงจะมีหงส์หรือนกยูงอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากในขณะนั้น จึงเป็นที่มาของชื่อวัด ปัจจุบันเป็นวัดร้างที่คงเหลือเพียงซากเจดีย์และซากวิหารเล็กๆ เท่านั้น
เป็นที่น่าสังเกตว่าสถานที่ตั้งของทั้งสี่วัดที่สร้างขึ้น มีจุดเด่นคือสามารถมองเห็นเมืองเชียงใหม่ได้ค่อนข้างชัดเจน อุปมาเหมือน การมองลงมายังโลกมนุษย์ของพระอริยะเจ้าผู้บรรลุธรรรมชั้นต่างๆ แล้ว สำหรับผู้ที่ยังไม่หลุดพ้นก็จะได้เฝ้าเพียรปฏิบัติเพื่อที่จะได้บรรลุมรรผลสูงสุดที่จะสำเร็จเป็นพระอรหันต์..

จากห้วยผาลาด จะมองเห็นเมืองเชียงใหม่อยู่เบื้องล่าง....


วัดผาลาดตั้งอยู่ที่ตั้งอยู่เลขที่ ๑๐๑ หมู่ ๑ ตำบลสุเทพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ มีอาณาบริเวณถึง ๒๓๗ ไร่ แต่พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นป่าเขา ในบริเวณวัดมีลำห้วยผาลาดไหลผ่าน เสียงน้ำตกช่วยทำให้บรรยากาศภายในวัดชุ่มชื่น ชุ่มเย็น เพราะความความเงียบสงบ สถานที่แห่งนี้เมื่อก่อนได้ถูกใช้เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมของครูบาอาจารย์ในเชียงใหม่ หลายๆ ท่านตามตำนานที่เล่าขานกันมา ไม่ว่าจะเป็นท่านมหาเถรจันทร์ ครูบาหลวงวัดฝายหิน ครูบาน้อย ครูบาคำ ครูบาแก้ว (วัดดอกเอื้อง) เป็นต้น

น้ำตกสวย ท่ามกลางธรรมชาติอันเงียบ สงบ...


โบราณสถานเก่าแก่ที่ยังคงถูกรักษาเอาไว้รวมไปถึง พระวิหาร เจดีย์ บ่อน้ำทิพย์ พระพุทธรูปบนหน้าผา และวิหารวัดสามยอบ ซึ่งปัจจุบันเหลือเพียงซากแท่นวิหารก่อด้วยหินและศิลาแลง สูงจากพื้นดินประมาณ ๘๐ เซนติเมตร
พระวิหารที่สร้างขึ้นในสมัยพระยากือนาได้พังสลายลงไปแล้ว ตำแหน่งของวิหารเดิมเชื่อว่าเป็นบริเวณสวนหย่อมระหว่างพระวิหารและหอวิปัสนาในปัจจุบัน คงเหลือแต่เพียงปั้นลมของพระวิหารเก่า ซึ่งปัจจุบันได้มีการเก็บรักษาไว้ในพระวิหารหลังปัจจุบัน พระวิหารหลังที่เห็นอยู่นี้สร้างขึ้นใหม่ในสมัยครูบาศรีวิชัย สันนิษฐานว่าน่าจะสร้างก่อน พ ศ ๒๔๖๔ โดยดูจากหลักฐานภาพถ่ายขณะที่ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้เสร็จเชียงใหม่ ในปี ๒๔๖๔ได้มีการจัดตั้งพลับพลาที่ประทับแห่งหนึ่งในบริเวณวัดผาลาด รูปนั้นแสดงให้เห็นวิหาร ๒ หลังตั้งอยู่ติดกัน วิหารสมัยนั้นยังมุงหลังคาด้วยใบตองตึง และได้มีการบูรณะเปลี่ยนหลังคาเป็นกระเบื้องดินขอในภายหลัง
วิหารหลังนี้สร้างขึ้นโดยช่างชาวพม่า ซึ่งเป็นลูกศิษย์ครูบาโสภา (เทิ้ม) และครูบาสิทธิ วัดท่าสะต๋อย สันนิษฐานได้จากตัวหนังสือที่จารึกไว้ที่เสาพระวิหาร ด้านหน้าบันวิหารมีรูปนกยูง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของชาวไทยลื้อ ด้านหลังพระวิหารเป็นรูปกระต่าย ตามปีเกิดของครูบาเทิ้ม เชื่อว่าเพื่อเป็นการบูชาคุณของครูบาผู้นำในการบูรณะวัดครั้งนี้

นกยูงหน้าบันวิหาร...

นอกจากนี้สัญลักษณ์ของนกยูงและกระต่ายยังเป็นปริศนาธรรมอันลึกซึ้งอีกด้วย เพราะ คนล้านนาถือว่าพระวิหารคือที่อยู่ของพระพุทธเจ้า ซึ่งพระองค์จะถูกยกย่องให้เป็นใหญ่ในจักรวาล นกยูงในสมัยโบราณใช้เป็นสัญลักษณ์ของพระอาทิตย์ ขนหางที่รำแพนเปรียบดั่งการเปล่งรัศมีอันอบอุ่น แรงกล้าของดวงอาทิตย์ กระต่ายเปรียบดั่งพระจันทร์อันสุข สงบ ร่มเย็น ดังนั้นการสร้างให้นกยูงอยู่ด้านหน้า และกระต่ายอยู่ด้านหลังของพระวิหาร พระพุทธองค์ในวิหารจะเป็นศูนย์กลาง ฉะนั้นพระธรรมคำสั่งสอนของพระองค์จะสามารถเปล่งรัศมีได้ทั้งกลางวันและกลางคืน มิจำกัดเวลา ภูมิปัญญาคนสมัยก่อนช่างแยบยลเสียเหลือเกิน
"น้ำต้น และ ขันเงิน" เพื่อใช้สำหรับกรวดน้ำ

พระพุทธรูปองค์พระประธานในพระวิหารเชื่อกันว่าสร้างขึ้นในสมัยพระยากือนา เป็นศิลปะของชาวลั๊ว ชาวบ้านอาจช่วยกันหล่อองค์พระแล้วทาด้วยน้ำทอง องค์จึงกลายเป็นสีคล้ำอย่างที่เห็นในปัจจุบัน


เจดีย์ หรือธาตุเจดีย์ เคยเป็นที่ประดิษฐานของพระ พระบรมสารีริกธาตุธาตุที่ อัญเชิญมาจากสุโขทัยโดยพระญาลิไท ตั้งอยู่ด้านหลังของพระวิหาร เชื่อกันว่าเจดีย์ที่สร้างตั้งแต่สมัยพระเจ้ากือนาคงจะเป็นทรงล้านนา แต่ขนาดเล็กกว่าและได้รับการบูรณะโดยช่างชาวพม่าในช่วงเวลาเดียวกันกับการสร้างพระวิหาร ศิลปกรรมแบบพม่าจึงเห็นได้ชัดเจนจากรูปทรงและลวดลายประดับ ได้มีการบูรณะพระเจดีย์มาประมาณ ๑๐ ปีที่ผ่านมา เนื่องจากพระเจดีย์องค์เดิมผุพังลงค่อนข้างมากคาดว่ามีสาเหตุมาจากการลักขุดเอาของมีค่าไปขายในระหว่างที่บ้านเมืองตกอยู่ในภาวะสงคราม ในฤดูฝนทั่วทั้งเจดีย์จะกลายเป็นสีเขียวด้วยตะไคร่น้ำที่ขึ้นเกาะอยู่ บางครั้งผู้คนที่ได้เห็นจึงเรียกเจดีย์นี้ว่า "เจดีย์เขียว"


"มอม" งานประติมากรรมของล้านนา...

องค์พระธาตุยามค่ำคืน...

บ่อน้ำหรือบ่อน้ำทิพย์ เชื่อกันว่าสร้างขึ้นครั้งแรกสมัยพระยากือนา โดยช่างที่มาทำการสร้างวัด เอาไว้ใช้กิน ใช้อาบโดยไม่ต้องใช้น้ำจากลำห้วยโดยตรง เพราะถือเป็นวิธีกรองน้ำโดยธรรมชาติ หลังจากนั้น บ่อน้ำก็ได้รับการก่อมณฑปครอบบ่อน้ำในสมัยพม่าครองเมืองเชียงใหม่ และครั้งล่าสุดในสมัยครูบาศรีวิชัย บ่อน้ำก็มีการก่อทับอีกครั้ง ทุกวันนี้ทางวัดยังคงดูแลรักษาน้ำในบ่อน้ำนี้อยูเสมอมีการทำความสะอาดบ่อบ่อยๆ แม้จะไม่ได้ใช้น้ำจากบ่อนี้ก็ตามที ศรัทธาประชาชนยังคงมาจุดเทียน ขอพรที่นี่เสมอ

พระพุทธรูปหน้าผา แต่เดิมว่ากันว่าเป็นวิหารหน้าผาที่สวยงาม และมีพระพุทธรูปที่ศักดิ์สิทธิประดิษฐานอยู่ แต่คงถูกทำลายลงในช่วงสงครามกับพม่า ภายหลังชาวไทยใหญ่มาอาศัยอยู่ที่วัด จึงสร้างพระพุทธรูปถวาย พระพุทธรูปที่เห็นอยู่ทุกวันนี้เป็นศิลปกรรมของไทยใหญ่



ต่างจากวัดอีกหลายๆ วัดในเชียงใหม่ที่การบูรณะ อุโบสถ วิหาร หรือเจดีย์ คือการทุบของเก่าทิ้งและสร้างโบสถ์วิหารใหม่เอี่ยม ด้วยจำนวนทุนมหาศาล ติดแก้วแวววับไปทั้งหลัง ทั้งวัดมีแต่คอนกรีต ทันสมัยแต่ไม่คงเหลือร่องรอยความเป็นอดีตให้น่าภาคภูมิใจแม้แต่น้อย แต่ที่นี่โบราณสถานเดิมซึ่งทรุดโทรมไปตามกาลเวลาได้รับการบูรณะโดยยังคงรูปแบบเดิมเอาไว้ เพื่อรักษาไว้ซึ่งความเป็นอัตลักษณ์ของท้องถิ่นและปริศนาธรรมอันทรงค่า กลมกลืนอยู่ท่ามกลางธรรมชาติออันงดงาม
ทางเดินอันร่มรื่น ภายในวัด...

มองไปยังพระวิหาร จากพระพุทธรูปหน้าผา....



นอกจากโบราณสถานที่กล่าวมาแล้ว ภายในวัดก็ได้มีการก่อสร้างอาคารสถานที่และสถาปัตยกรรมที่น่าสนใจและแฝงไว้ด้วยคติธรรมอีกมากมาย
.
ด้วยความนอบน้อม,
ปริม ทัดบุปผา
สิงคโปร์
๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕
...
วัดผาลาด (สกทาคามี) เชียงใหม่ (ตอนที่ ๒ - สถานที่ปฏิบัติธรรมกลางธรรมชาติตามรอยครูบาอาจารย์)
อ่านบันทึกนี้แล้วคิดว่า อาจารย์ปริมกลับมาเยือนเชียงใหม่ซะแล้ว ;)...
กาแฟสักแก้วไหมครับ ;)...
สวัสดีค่ะคุณปริม
ว้าว เห็นภาพแล้วต้องบอกว่า แจ่มมากๆค่ะ ทั้งภาพพริ้วไหว ของสายน้ำตก
อ่านแล้วคิดว่า คุณปริมปิ๊กเมืองเหนือแล้วนะคะเนี่ย ขอบคุณค่ะ
ถ่ายได้อย่างไรคุณน้อง พี่ถ่ายภาพน้ำตกมาหลายที ขนาดมีขาตั้งยังถ่ายไม่ได้อย่างนี้เลย
สุดยอดครับ
ฝากรูปวัดที่ลูกสาวไปปฏิบัติธรรมที่เชียงใหม่มาให้ดู
ท่านอาจารย์ Wasawat Deemarn,
ถ่ายรูปไว้ตั้งแต่ปีที่แล้วค่ะ แต่ไม่ได้เขียนบันทึก ของเก่าเอามาเล่าใหม่
สำหรับกาแฟ ขอเป็นบ่ายนี้ได้ไหมคะ กำลังเป็นที่ต้องการหลังมื้อกลางวัน ตอนค่ำเห็นจะไม่ไหวค่ะเดี๋ยวนอนไม่หลับทั้งคืน ยิ่งพอมีคน เรียกป้าเยอะขึ้นนี่ นอนน้อยอยู่เป็นทุน อิอิ...
สวัสดีค่ะคุณปู
ขอบคุณค่ะ
ยังค่ะปีนี้ยังไม่ได้ปิ๊กบ้านเลย คงต้องหาโอกาสซะแล้ว คิดถึงบ้านตะหงิดๆ
แต่พึ่งกลับมาเดือนกว่าๆ เองค่ะ...
สวัสดีค่ะคุณพี่ คนบ้านไกล
เทคนิคการถ่ายภาพบอกตรงๆ ว่าปริมยังไม่ประสาเท่าไหร่เลยค่ะ กดไป แก้ไขไปเรื่อยๆ
บางทีตอนมองจากจอกล้องไม่สวยเท่าไหร่แต่พอมาโหลดในเครื่งคอมแล้วดูดี
บางทีมองจากจอสวยมาก แต่พอมาขยายแล้ว so so, ก็มีเยอะค่ะ
แต่รู้อย่างหนึ่ง ว่าตอนถ่ายรูป เป็นช่วงที่ "มีสมาธิมาก" นอกจากกล้องในมือกันภาพตรงหน้า ไม่มีอะไรในสมองเลยค่ะ
ขออนุโมทนาบุญกับน้องด้วยนะคะ ไปปฏิบัติธรรมบ่อยมากเลย
อาจารย์กาญจนาคะ
ขอบคุณค่ะ ถ้ามีโอกาสเชิญเลยค่ะ
เห็นว่าท่านเจ้าอาวาสจะสร้างให้เป็นศูนย์ปฏิบัติธรรมด้วยค่ะ
ท่านอาจารย์วิรัตน์,
ขอบคุณค่ะ พยายามจะถ่ายภาพออกมาให้ได้บรรยากาศของความชุ่มชื่น สงบ งาม แต่ก็ยังไม่ได้ดั่งใจมากค่ะ
ถ้าอาจารย์มีเวลาลองแวะขึ้นไปเยี่ยมชมของจริงนะคะ สวยกว่าจากภาพถ่ายมาก
เอาหนังสือดีดีไปนั่งอ่านสักเล่ม นั่งทำสมาธิ เวลาจะผ่านไปเร็วมากค่ะ
มาเจอตอนที่2ก่อนค่ะ ต้องตามมาอ่านตอนที่1 ต่อ
ผ่านไปผ่านมาเสียดายว่า...ทำไมไม่เคยแวะวัดผาลาดสักที ...
ต้องขอขอบคุณค่ะ ^____^
สวัสดีค่ะคุณแแจ๋ว
ขอบคุณค่ะ
ถ้ามีโอกาสลองแวะพัก เยี่ยมชม ไปกราบพระได้ค่ะ
สงบ เย็นดีค่ะ
ขออนุโมทนาชื่นชมบันทึกจากบ้านเกิดเรื่องวัดผาลาด แต๊ ๆ
และจะขอนำข้อความการบอกเล่านี้ไปใช้บ้างเน้อ
สวัสดีค่ะคุณลุง
ขอบคุณค่ะที่กรุณาแวะมาเยี่ยมเยียน ด้วยความยินดีค่ะหากบันทึกนี้จะพอมีประโยชน์อยู่บ้างจะดีใจเป็นอย่างยิ่งค่ะ
ราตรีสวัสดิ์นะคะ