วัดผาลาด (สกทาคามี) เชียงใหม่ (ตอนที่ ๑ - จากอดีตสู่ปัจจุบัน)

ต่างจากวัดอีกหลายๆ วัดในเชียงใหม่ที่การบูรณะ อุโบสถ วิหาร หรือเจดีย์ คือการทุบของเก่าทิ้งและสร้างโบสถ์วิหารใหม่เอี่ยม ด้วยจำนวนทุนมหาศาล ติดแก้วแวววับไปทั้งหลัง ทั้งวัดมีแต่คอนกรีต ทันสมัยแต่ไม่คงเหลือร่องรอยความเป็นอดีตให้น่าภาคภูมิใจแม้แต่น้อย แต่ที่นี่โบราณสถานเดิมซึ่งทรุดโทรมไปตามกาลเวลาได้รับการบูรณะโดยยังคงรูปแบบเดิมเอาไว้ เพื่อรักษาไว้ซึ่งความเป็นอัตลักษณ์ของท้องถิ่นและปริศนาธรรมอันทรงค่า

ความสุขของการเดินทางสำหรับใครๆ อีกหลายคนคงจะอยู่ที่จุดหมายปลายทาง แต่ทว่าสองข้างทางที่เราเดินผ่านก็มักจะเป็นประสปการณ์ที่มีคุณค่าที่จะช่วยเติมความสุขและสร้างความทรงจำที่ดีในระหว่างการเดินทางไม่น้อย

สำหรับผู้ที่ชอบเดินทางไปนมัสการพระบรมสารีริกธาตุที่วัดพระธาตุดอยสุเทพ จังหวัดเชียงใหม่ ในระหว่างเดินทางขึ้นดอยนั้น ท่านอาจแวะไหว้พระ รับพร นั่งสมาธิและชื่นชมบรรยากาศของวัดที่เก่าแก่และสวยงามอีกวัดหนึ่งของเชียงใหม่ ที่ชื่อว่าวัดผาลาด (สกทาคามี)

สมัยพระญากือนา กษัตริย์องค์ที่  ๖ แห่งอาณาจักรล้านนา ราชวงศ์เม็งราย (พ.ศ. ๑๘๙๘ - ๑๙๒๘) ถือเป็นยุคเริ่มต้นของความรุ่งเรืองของพุทธศาสนาในล้านนาโดยเฉพาะในเชียงใหม่ ได้มีการสร้างวัดวาขึ้นหลายวัดด้วยกัน ซึ่งก็รวมไปถึงวัดสวนดอกและวัดพระธาตุดอยสุเทพ เพื่อให้เป็นที่ประดิษฐานของพระบรมสารีริกธาตุ วัดผาลาดก็เป็นอีกวัดหนึ่ง ที่ได้มีการก่อสร้างขึ้นในช่วงนั้น เมื่อประมาณหกร้อยกว่าปีมาแล้ว

ตามตำนานวัดพระธาตุดอยสุเทพกล่าวกันว่า ช้างที่อัญเชิญพระบรมสารีริกธาติได้เดินทางมุ่งหน้าขึ้นดอยอ้อยช้าง (ดอยสุเทพในปัจจุบัน) แล้วได้มาหยุดอยู่ที่ยอดดอยแห่งหนึ่งแล้วย่อเข่าลงสามครั้งแล้วเดินต่อไป พอถึงข้างน้ำตกที่เรียกว่าห้วยผาลาดจึงหยุดพัก แล้วจึงเดินต่อไปแล้วหยุดพักอีกครั้งหนึ่ง ก่อนจะถึงสถานที่ตั้งวัดพระธาตุดอยสุเทพในปัจจุบัน

หลังจากสร้างวัดพระธาตุดอยสุเทพ (ซึ่งอยู่สูงสุด และถือเป็นวัดอรหันต์) เสร็จแล้ว พระญากือนาทรงมีพระราชดำริให้สร้างวัดขึ้นอีก ๓ วัด บริเวณที่ขบวนช้างหยุด เพื่อเป็นอนุสรณ์ตามรายทางการเสี่ยงทายสถานที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุในครั้งนี้ เมื่อสร้างเสร็จก็มอบให้ศรัทธาประชาชนเป็นผู้บำรุงวัดเหล่านี้ วัดทั้งสามวัดคือ

๑. วัดโสดาปันนาราม หรือวัดสามยอบ ตั้งอยู่ที่ยอดดอยที่ช้างย่อเข่าลงสามครั้ง (คนเมืองเรียกการย่อเข่าลงว่า “ยอบ”) ปัจจุบันเป็นวัดร้างอยู่ในเขตของวัดผาลาด
๒. วัดสกทาคามีวนาราม หรือวัดผาลาด ตั้งอยู่บริเวณที่ขบวนช้างหยุดพักริมลำธารห้วยผาลาด
๓. วัดอนาคามีวนาราม หรือวัดม่อนพญาหงส์ ตั้งอยู่ใกล้ๆ กับบริเวณหอดูดาวสิรินธร คาดว่าในบริเวณนั้นคงจะมีหงส์หรือนกยูงอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากในขณะนั้น จึงเป็นที่มาของชื่อวัด ปัจจุบันเป็นวัดร้างที่คงเหลือเพียงซากเจดีย์และซากวิหารเล็กๆ เท่านั้น

เป็นที่น่าสังเกตว่าสถานที่ตั้งของทั้งสี่วัดที่สร้างขึ้น มีจุดเด่นคือสามารถมองเห็นเมืองเชียงใหม่ได้ค่อนข้างชัดเจน อุปมาเหมือน การมองลงมายังโลกมนุษย์ของพระอริยะเจ้าผู้บรรลุธรรรมชั้นต่างๆ แล้ว สำหรับผู้ที่ยังไม่หลุดพ้นก็จะได้เฝ้าเพียรปฏิบัติเพื่อที่จะได้บรรลุมรรผลสูงสุดที่จะสำเร็จเป็นพระอรหันต์..

จากห้วยผาลาด จะมองเห็นเมืองเชียงใหม่อยู่เบื้องล่าง....

 

วัดผาลาดตั้งอยู่ที่ตั้งอยู่เลขที่  ๑๐๑  หมู่ ๑  ตำบลสุเทพ  อำเภอเมือง  จังหวัดเชียงใหม่ มีอาณาบริเวณถึง ๒๓๗ ไร่ แต่พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นป่าเขา ในบริเวณวัดมีลำห้วยผาลาดไหลผ่าน เสียงน้ำตกช่วยทำให้บรรยากาศภายในวัดชุ่มชื่น ชุ่มเย็น เพราะความความเงียบสงบ สถานที่แห่งนี้เมื่อก่อนได้ถูกใช้เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมของครูบาอาจารย์ในเชียงใหม่ หลายๆ ท่านตามตำนานที่เล่าขานกันมา ไม่ว่าจะเป็นท่านมหาเถรจันทร์ ครูบาหลวงวัดฝายหิน ครูบาน้อย ครูบาคำ ครูบาแก้ว (วัดดอกเอื้อง) เป็นต้น


น้ำตกสวย ท่ามกลางธรรมชาติอันเงียบ สงบ...

 

โบราณสถานเก่าแก่ที่ยังคงถูกรักษาเอาไว้รวมไปถึง พระวิหาร เจดีย์ บ่อน้ำทิพย์ พระพุทธรูปบนหน้าผา และวิหารวัดสามยอบ ซึ่งปัจจุบันเหลือเพียงซากแท่นวิหารก่อด้วยหินและศิลาแลง สูงจากพื้นดินประมาณ ๘๐ เซนติเมตร

พระวิหารที่สร้างขึ้นในสมัยพระยากือนาได้พังสลายลงไปแล้ว ตำแหน่งของวิหารเดิมเชื่อว่าเป็นบริเวณสวนหย่อมระหว่างพระวิหารและหอวิปัสนาในปัจจุบัน คงเหลือแต่เพียงปั้นลมของพระวิหารเก่า ซึ่งปัจจุบันได้มีการเก็บรักษาไว้ในพระวิหารหลังปัจจุบัน พระวิหารหลังที่เห็นอยู่นี้สร้างขึ้นใหม่ในสมัยครูบาศรีวิชัย สันนิษฐานว่าน่าจะสร้างก่อน พ ศ ๒๔๖๔ โดยดูจากหลักฐานภาพถ่ายขณะที่ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้เสร็จเชียงใหม่ ในปี ๒๔๖๔ได้มีการจัดตั้งพลับพลาที่ประทับแห่งหนึ่งในบริเวณวัดผาลาด รูปนั้นแสดงให้เห็นวิหาร ๒ หลังตั้งอยู่ติดกัน วิหารสมัยนั้นยังมุงหลังคาด้วยใบตองตึง และได้มีการบูรณะเปลี่ยนหลังคาเป็นกระเบื้องดินขอในภายหลัง

วิหารหลังนี้สร้างขึ้นโดยช่างชาวพม่า ซึ่งเป็นลูกศิษย์ครูบาโสภา (เทิ้ม) และครูบาสิทธิ วัดท่าสะต๋อย สันนิษฐานได้จากตัวหนังสือที่จารึกไว้ที่เสาพระวิหาร ด้านหน้าบันวิหารมีรูปนกยูง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของชาวไทยลื้อ ด้านหลังพระวิหารเป็นรูปกระต่าย ตามปีเกิดของครูบาเทิ้ม เชื่อว่าเพื่อเป็นการบูชาคุณของครูบาผู้นำในการบูรณะวัดครั้งนี้

นกยูงหน้าบันวิหาร...

 

นอกจากนี้สัญลักษณ์ของนกยูงและกระต่ายยังเป็นปริศนาธรรมอันลึกซึ้งอีกด้วย เพราะ คนล้านนาถือว่าพระวิหารคือที่อยู่ของพระพุทธเจ้า ซึ่งพระองค์จะถูกยกย่องให้เป็นใหญ่ในจักรวาล นกยูงในสมัยโบราณใช้เป็นสัญลักษณ์ของพระอาทิตย์ ขนหางที่รำแพนเปรียบดั่งการเปล่งรัศมีอันอบอุ่น แรงกล้าของดวงอาทิตย์ กระต่ายเปรียบดั่งพระจันทร์อันสุข สงบ ร่มเย็น ดังนั้นการสร้างให้นกยูงอยู่ด้านหน้า และกระต่ายอยู่ด้านหลังของพระวิหาร พระพุทธองค์ในวิหารจะเป็นศูนย์กลาง ฉะนั้นพระธรรมคำสั่งสอนของพระองค์จะสามารถเปล่งรัศมีได้ทั้งกลางวันและกลางคืน มิจำกัดเวลา ภูมิปัญญาคนสมัยก่อนช่างแยบยลเสียเหลือเกิน

 

"น้ำต้น และ ขันเงิน" เพื่อใช้สำหรับกรวดน้ำ

 

พระพุทธรูปองค์พระประธานในพระวิหารเชื่อกันว่าสร้างขึ้นในสมัยพระยากือนา เป็นศิลปะของชาวลั๊ว ชาวบ้านอาจช่วยกันหล่อองค์พระแล้วทาด้วยน้ำทอง องค์จึงกลายเป็นสีคล้ำอย่างที่เห็นในปัจจุบัน

 

เจดีย์ หรือธาตุเจดีย์ เคยเป็นที่ประดิษฐานของพระ พระบรมสารีริกธาตุธาตุที่ อัญเชิญมาจากสุโขทัยโดยพระญาลิไท ตั้งอยู่ด้านหลังของพระวิหาร เชื่อกันว่าเจดีย์ที่สร้างตั้งแต่สมัยพระเจ้ากือนาคงจะเป็นทรงล้านนา แต่ขนาดเล็กกว่าและได้รับการบูรณะโดยช่างชาวพม่าในช่วงเวลาเดียวกันกับการสร้างพระวิหาร  ศิลปกรรมแบบพม่าจึงเห็นได้ชัดเจนจากรูปทรงและลวดลายประดับ ได้มีการบูรณะพระเจดีย์มาประมาณ ๑๐ ปีที่ผ่านมา เนื่องจากพระเจดีย์องค์เดิมผุพังลงค่อนข้างมากคาดว่ามีสาเหตุมาจากการลักขุดเอาของมีค่าไปขายในระหว่างที่บ้านเมืองตกอยู่ในภาวะสงคราม ในฤดูฝนทั่วทั้งเจดีย์จะกลายเป็นสีเขียวด้วยตะไคร่น้ำที่ขึ้นเกาะอยู่ บางครั้งผู้คนที่ได้เห็นจึงเรียกเจดีย์นี้ว่า "เจดีย์เขียว"

"มอม" งานประติมากรรมของล้านนา...

องค์พระธาตุยามค่ำคืน...


 

บ่อน้ำหรือบ่อน้ำทิพย์ เชื่อกันว่าสร้างขึ้นครั้งแรกสมัยพระยากือนา โดยช่างที่มาทำการสร้างวัด เอาไว้ใช้กิน ใช้อาบโดยไม่ต้องใช้น้ำจากลำห้วยโดยตรง เพราะถือเป็นวิธีกรองน้ำโดยธรรมชาติ หลังจากนั้น บ่อน้ำก็ได้รับการก่อมณฑปครอบบ่อน้ำในสมัยพม่าครองเมืองเชียงใหม่ และครั้งล่าสุดในสมัยครูบาศรีวิชัย บ่อน้ำก็มีการก่อทับอีกครั้ง ทุกวันนี้ทางวัดยังคงดูแลรักษาน้ำในบ่อน้ำนี้อยูเสมอมีการทำความสะอาดบ่อบ่อยๆ แม้จะไม่ได้ใช้น้ำจากบ่อนี้ก็ตามที ศรัทธาประชาชนยังคงมาจุดเทียน ขอพรที่นี่เสมอ



 

พระพุทธรูปหน้าผา แต่เดิมว่ากันว่าเป็นวิหารหน้าผาที่สวยงาม และมีพระพุทธรูปที่ศักดิ์สิทธิประดิษฐานอยู่ แต่คงถูกทำลายลงในช่วงสงครามกับพม่า ภายหลังชาวไทยใหญ่มาอาศัยอยู่ที่วัด จึงสร้างพระพุทธรูปถวาย พระพุทธรูปที่เห็นอยู่ทุกวันนี้เป็นศิลปกรรมของไทยใหญ่

 

ต่างจากวัดอีกหลายๆ วัดในเชียงใหม่ที่การบูรณะ อุโบสถ วิหาร หรือเจดีย์ คือการทุบของเก่าทิ้งและสร้างโบสถ์วิหารใหม่เอี่ยม ด้วยจำนวนทุนมหาศาล ติดแก้วแวววับไปทั้งหลัง ทั้งวัดมีแต่คอนกรีต ทันสมัยแต่ไม่คงเหลือร่องรอยความเป็นอดีตให้น่าภาคภูมิใจแม้แต่น้อย แต่ที่นี่โบราณสถานเดิมซึ่งทรุดโทรมไปตามกาลเวลาได้รับการบูรณะโดยยังคงรูปแบบเดิมเอาไว้ เพื่อรักษาไว้ซึ่งความเป็นอัตลักษณ์ของท้องถิ่นและปริศนาธรรมอันทรงค่า กลมกลืนอยู่ท่ามกลางธรรมชาติออันงดงาม

ทางเดินอันร่มรื่น ภายในวัด...

มองไปยังพระวิหาร จากพระพุทธรูปหน้าผา....

 

 

นอกจากโบราณสถานที่กล่าวมาแล้ว ภายในวัดก็ได้มีการก่อสร้างอาคารสถานที่และสถาปัตยกรรมที่น่าสนใจและแฝงไว้ด้วยคติธรรมอีกมากมาย

.
ด้วยความนอบน้อม,

ปริม ทัดบุปผา

สิงคโปร์

๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕

...

วัดผาลาด (สกทาคามี) เชียงใหม่ (ตอนที่ ๒ - สถานที่ปฏิบัติธรรมกลางธรรมชาติตามรอยครูบาอาจารย์)

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน บันทึกจากบ้านเกิด



ความเห็น (14)

เขียนเมื่อ 

อ่านบันทึกนี้แล้วคิดว่า อาจารย์ปริมกลับมาเยือนเชียงใหม่ซะแล้ว ;)...

กาแฟสักแก้วไหมครับ ;)...

เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะคุณปริม

ว้าว เห็นภาพแล้วต้องบอกว่า แจ่มมากๆค่ะ ทั้งภาพพริ้วไหว ของสายน้ำตก

อ่านแล้วคิดว่า คุณปริมปิ๊กเมืองเหนือแล้วนะคะเนี่ย ขอบคุณค่ะ

เขียนเมื่อ 

ถ่ายได้อย่างไรคุณน้อง พี่ถ่ายภาพน้ำตกมาหลายที ขนาดมีขาตั้งยังถ่ายไม่ได้อย่างนี้เลย

สุดยอดครับ

ฝากรูปวัดที่ลูกสาวไปปฏิบัติธรรมที่เชียงใหม่มาให้ดู

  • ทุกภาพสวยมากๆเลยค่ะ ยังไม่ได้แวะเลย คงต้องหาโอกาสบ้างแล้วล่ะค่ะ
  • ฝีมือและมุมมองเพื่อถ่ายภาพเล่าเรื่องของดร.ปริมนี่เยี่ยมากเลยนะครับ
  • ภาพน้ำตกนี่ยอมเลยครับ เยี่ยมยอดจริงๆ

ท่านอาจารย์ Wasawat Deemarn,

ถ่ายรูปไว้ตั้งแต่ปีที่แล้วค่ะ แต่ไม่ได้เขียนบันทึก ของเก่าเอามาเล่าใหม่

สำหรับกาแฟ ขอเป็นบ่ายนี้ได้ไหมคะ กำลังเป็นที่ต้องการหลังมื้อกลางวัน ตอนค่ำเห็นจะไม่ไหวค่ะเดี๋ยวนอนไม่หลับทั้งคืน ยิ่งพอมีคน เรียกป้าเยอะขึ้นนี่ นอนน้อยอยู่เป็นทุน อิอิ...

สวัสดีค่ะคุณปู

ขอบคุณค่ะ

ยังค่ะปีนี้ยังไม่ได้ปิ๊กบ้านเลย คงต้องหาโอกาสซะแล้ว คิดถึงบ้านตะหงิดๆ

แต่พึ่งกลับมาเดือนกว่าๆ เองค่ะ...

สวัสดีค่ะคุณพี่ คนบ้านไกล

เทคนิคการถ่ายภาพบอกตรงๆ ว่าปริมยังไม่ประสาเท่าไหร่เลยค่ะ กดไป แก้ไขไปเรื่อยๆ

บางทีตอนมองจากจอกล้องไม่สวยเท่าไหร่แต่พอมาโหลดในเครื่งคอมแล้วดูดี

บางทีมองจากจอสวยมาก แต่พอมาขยายแล้ว so so, ก็มีเยอะค่ะ

แต่รู้อย่างหนึ่ง ว่าตอนถ่ายรูป เป็นช่วงที่ "มีสมาธิมาก" นอกจากกล้องในมือกันภาพตรงหน้า ไม่มีอะไรในสมองเลยค่ะ

ขออนุโมทนาบุญกับน้องด้วยนะคะ ไปปฏิบัติธรรมบ่อยมากเลย

อาจารย์กาญจนาคะ

ขอบคุณค่ะ ถ้ามีโอกาสเชิญเลยค่ะ

เห็นว่าท่านเจ้าอาวาสจะสร้างให้เป็นศูนย์ปฏิบัติธรรมด้วยค่ะ

ท่านอาจารย์วิรัตน์,

ขอบคุณค่ะ พยายามจะถ่ายภาพออกมาให้ได้บรรยากาศของความชุ่มชื่น สงบ งาม แต่ก็ยังไม่ได้ดั่งใจมากค่ะ

ถ้าอาจารย์มีเวลาลองแวะขึ้นไปเยี่ยมชมของจริงนะคะ สวยกว่าจากภาพถ่ายมาก

เอาหนังสือดีดีไปนั่งอ่านสักเล่ม นั่งทำสมาธิ เวลาจะผ่านไปเร็วมากค่ะ

เขียนเมื่อ 

มาเจอตอนที่2ก่อนค่ะ ต้องตามมาอ่านตอนที่1 ต่อ

ผ่านไปผ่านมาเสียดายว่า...ทำไมไม่เคยแวะวัดผาลาดสักที ...

ต้องขอขอบคุณค่ะ ^____^

สวัสดีค่ะคุณแแจ๋ว

ขอบคุณค่ะ

ถ้ามีโอกาสลองแวะพัก เยี่ยมชม ไปกราบพระได้ค่ะ

สงบ เย็นดีค่ะ

ลุง
IP: xxx.204.65.240
เขียนเมื่อ 

ขออนุโมทนาชื่นชมบันทึกจากบ้านเกิดเรื่องวัดผาลาด แต๊ ๆ

และจะขอนำข้อความการบอกเล่านี้ไปใช้บ้างเน้อ

สวัสดีค่ะคุณลุง

ขอบคุณค่ะที่กรุณาแวะมาเยี่ยมเยียน ด้วยความยินดีค่ะหากบันทึกนี้จะพอมีประโยชน์อยู่บ้างจะดีใจเป็นอย่างยิ่งค่ะ

ราตรีสวัสดิ์นะคะ