โตนี่ - ฟาง. GotoKnow.

*ก่อนที่จะนำเรื่องนี้มาลง ผมได้เขียนไปถามความเห็นจากเพื่อนๆก่อนแล้ว  ไม่ได้กลัวว่าใครจะเดินขบวนหรือมาปิดถนน. ผมถามเชิงขออนุญาตเพื่อนแล้วเช่นกัน..พี่แกไม่ตอบรับแต่ก็ไม่เห็นว่าจะปฎิเสธใดใดเลยนี้หว่า !พอรับเมลยืนยันจากเพื่อนอีกครั้ง.ใจถึงขึ้นมาทันทีเอาก็เอาน่า..ยังไงๆเพื่อนกันคงไม่ถึงกับฟ้องร้องผมเป็นแน่..เอ..หรือจะต้องติดคุกตอนแก่อีกครั้ง !

 Re : อาจารย์วิมล‏ taweesak supanan.

 ถึง : panpong lertboonchoo

จาก:

taweesak

ส่งเมื่อ:

29 มกราคม 2555 13:17:32

ถึง:

panpong

หวัดดี เพื่อนโต

คิดว่าเราบันทึกไว้เพื่อเป็นวิทยาทาน..ตามที่เราคิดของเราเองว่าเหมาะสม.ผู้ที่เข้ามาอ่านก็คงจะใช้วิจารณญาณตามแต่สติปัญญาของแต่ละท่าน ซึ่งก็เป็นสิทธิของท่าน .เขาว่ากันว่าสังคมบ้านไม่ค่อยชอบเขียนไม่ค่อยชอบอ่านนะ.ขอบคุณที่แบ่งปันเรื่องราวดีดีนะ.

ขุน        

หมายเหตุ:

เมื่ออ่านจบแล้วผู้เขียนหวังเป็นอย่างยิ่งว่า..คงไม่มีใครอยากจะตำหนิผู้เขียน แต่ถ้ามีจริงๆล่ะก็..ผู้เขียนขอรับผิดแต่เพียงผู้เดียว.

                                                                   

 ขอไว้อาลัยแด่..อาจารย์วิมล.

ปีพ.ศ.๒๕๔๑ ผมกลับจากการไปเป็นล่ามที่บังคลาเทศ  ผมยังมีโอกาสมาร่วมเป็นสักขีพยานในการสมรส ของวินัยและอาจารย์วิมลที่ Ambassador Hotel.ที่รร.แอมบาสเดอร์เมื่อสิบปีก่อน.ไม่เคยคิดเลยว่า..ชีวิตของอาจารย์วิมลจะแสนสั้นเช่นนี้..

๑. ภาพเก่าจากงานสมรสของท่านทั้งสอง. - ที่รร.แอมบาสเดอร์ นาจอมเทียน.ปี ๒๕๔๑.

ภาพในอดีตของทร.๐๙ : ผู้การแฮ๊ฟ - รองบุญเชิด - รองเพชรเกษม - ผู้เขียนและน้องชายวินัย.ที่ห้องอาหารในรร.แอมบาสเดอร์.-จากซ้าย.ผู้เขียนและวินัยลาออกได้ไม่นาน.อาจารย์วิมลก็เออร์รี่ลาออกตามมาด้วย  ช่วงแรกยังไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน  เพราะเงินบำนาญรวมกันก็มากกว่าสามหมื่นบาท.อยากบอกว่าเหลือเฟือเพราะสองคนนี้อยู่กันแบบพอเพียง.จึงเพียงพอ. ผู้เขียนและวินัยเราสนิทกันพอสมควร ทั้งสองคน.  อันเนื่องมาจากร.ท.วินัย เวชสิทธิ์ รน.เป็นเพื่อนนรจ.ทหารเรือรุ่นทร.๐๙ แม้เราจะอยู่คนละตอน. แต่ช่วงที่มาเรียนปีที่๒ที่รร.จ่านย.เราใช้ชีวิตอยู่รวมกัน ๙๒ คน พอเริ่มรับราชการเราก็ยังติดต่อกันเสมอเพราะเป็นเหล่าทหารขนส่งด้วยกัน งานแรกคือ..เราถูกส่งไปเป็นข้าศึกให้กับหลักสูตรรบพิเศษของนย.แขนงลาดตระเวนสะเทินน้ำสะเทินบก.  Recon. รุ่นวิสกี้.  ร.อ.พะเยาว์ บุญสวัสดิ์ รน. เกษียณอายุเป็นนายพลเรือ.เป็นผู้รับผิดชอบหน่วยฝึก. วินัยและผมเป็นจ่าใหม่เหล่าทหารขนส่งน.ย.๒๔ นายที่ต้องใช้ชีวิตร่วมกันประมาณสามเดือน.ภาคที่ตั้งในสนามฝึกของนาวิกวนา ๑ เดือน. เราไปกิน-นอนบน รล.ช้าง.หนึ่งเดือนเต็ม.ในภาคทะเล. จึงกลับมาภาคป่าแถวๆระยอง จันทบุรี. จนจบการฝึก. จากนั้นเราจึงมาฝึกงานกันที่แรกคือ กองร้อยทหารขนส่ง พันบร.นย.ครบหนึ่งปีผมถูกส่งไปประจำที่กองร้อยปืนใหญ่ที่ ๓ กองพันทหารปืนใหญ่ผส.นย. วินัยได้ไปประจำที่กองพันทหารราบที่๑ ที่ตั้งเดิมในนย. ต่อมาได้ย้ายไปตั้งที่ค่ายแสมสารเดิม. หลังจากหน่วยงานทหารบกสหรัฐฯได้ย้ายกลับไปหลังสงครามเวียตนามสงบลง. เท่านั้นยังไม่พอ..ต่อมาเราถูกย้ายไปประจำที่ภาคใต้ สงขลา.                                                                          

๒. ผู้เขียนเองครับ. - ที่กองพันทหารปืนใหญ่ผส.นย. ปี๒๕๑๖.                    

 

ผมประจำที่พันร.๘ ผส.นย. อ.เมือง สงขลา. ต่อมาได้ตั้งชื่อค่ายว่า.ค่ายกรมหลวงสงขลานครินทร์.ส่วนวินัยอยู่หน่วยตรงข้ามสนามบินคือ..กองรปภ.สงขลา และได้เข้าพักในแฟล๊ตส่วนกลางของหน่วย.ตรงข้ามกัน. วินัยได้ไปเรียนการซ่อมบำรุงรถสะเทินน้ำสะเทินบกก่อนผม..ที่แค๊มป์เพ็นเดิลตั้นในปี๒๕๒๑ และวินัยถูกย้ายกลับมาประจำที่กองรนบ.นย. เพื่อมาทำงานใช้ทุน.ปลายปี๒๕๒๗ผมได้รับทุนกองทัพเรือไปศึกษาและ ดูงานที่สหรัฐอเมริการวมสองหลักสูตร   เราจึงมีโอกาสพบกันโดยมิได้นัดหมาย  ที่สถาบันภาษาของกองทัพอากาศสหรัฐฯที่ลั๊คแลนด์ แซนแอนโทนิโอเท๊กซัส. LAFB Sanantonio Texas.ตอนนั้นผมกำลังจะย้าย..ไปเรียนการซ่อมบำรุงรถสายพานฯที่แคลิฟอร์เนียร์ วินัยได้เดินทางมาถึงเราลุยด้วยกันราวสองสัปดาห์.พอเรียนจบ  ผมต้องย้ายไปเรียนกับทหารนย.อม.ที่แค๊มป์เดลม่า โดยทิ้งเพื่อนให้เหงาหงอยเปลี่ยวใจเพียงลำพังที่เท๊กซัส. ผมเรียน Basic AAV. Repairman.การซ่อมรถสายพานสะเทินน้ำสะเทินบกเบื้องต้น. เครื่องยนต์คัมมิ่น. Cummin Engine.ประมาณสองเดือนต่อมาวินัยจึงหายเหงาอีกครั้ง.เพราะพี่แกตามมาเรียนที่เดียวกับผม. แต่คนละหลักสูตร. เป็นการซ่อมบำรุงเบื้องสูง Intermediate AAV. Repairman.เรียนอยู่ในอาคารเดียวกันแต่เป็นคนละด้าน.ผมพักห้องเดียวกับทหารนย.จากประเทศบราซิล และได้ขอย้ายมาอยู่กับวินัยในเวลาต่อมา..จนถึงวันสุดท้าย..       

๓. วินัยกับผู้เขียน. - เรามีโอกาสชนแก้วกันที่เท๊กซัส. ปี ๒๕๒๘.

ผมทิ้งให้วินัยเหงาและหงอยอีกครั้งเพราะ..หลักสูตรของผมจบก่อนนั่นเอง ! พอกลับถึงเมืองไทยยังไงๆเราก็ต้องมาพบกันอีกเพราะคำสั่งนย.ระบุไว้ว่า..มันผู้ใดเอ๊ย !ใครไปศึกษาและดูงานต่างประเทศมาแล้วต้องย้ายมาประจำที่นย. เพื่อจะได้ทำให้หน่วยนั้นๆเจริญขึ้นกว่าเดิม  ผมน่ะเหรอ !ไม่ขัดข้องอยู่แล้วเพราะยึดถือคติเดิมๆว่า..อยู่ที่ไหนก็ต้องทำงาน.แล้วสูเจ้าจะกลัวไปใย.  ผมเขียนตามความรู้สึกครับ. วินัยกับผมจึงกลับมาพบกันอีกตามที่ฟ้าลิขิต..จนถึงวาระสุดท้าย..ผมลาออกไปทำงานบริษัทในเครือขุด-เจาะน้ำมันในพื้นที่สัตหีบ ในปี๒๕๓๙. ช่วงที่เราพบกันที่แค๊มป์เดลม่านั้น เรามิได้พบกันเพียงสองคนเท่านั้น เพราะผมมาทราบภายหลังว่านรจ.นย.รุ่นเดียวกันนั้นยังมีอีกท่านหนึ่งท่าน..ไปเรียนหลักสูตรผู้บังคับบัญชากับทหารนย.อม.ที่ควอนติโก. Staff of Command , Quantico USMC.มลรัฐเวอร์จิเนียร์ พอจบแล้วต้องมาดูงานที่แค๊มป์เพ็นเดิลตั้นเราจึงมีโอกาสชนหรือกระทบกระป๋องกันด้วย. เบียร์กระป๋อง. ถ้าผมไม่เอ่ยนามท่านก็คงจะดูกระไรอยู่..ผมจำยศตอนนั้นไม่ได้เสียแล้ว.ต้องขออภัยครับ.                 

๔. วินัยกับผู้เขียน. - เรายังตามมาชนแก้วกันอีกที่แค๊มป์เพ็นเดิลตั้น. ปี ๒๕๒๘.

แต่รู้ว่าท่านได้เกษียณอายุในยศนาวาเอกครับ น.อ.กองมี ขุนแข็ง รน.   ท่านนี้ก็คือเพื่อนทร.๐๙หรือนย.๑๑ของเรานี่เอง.อย่างน้อยเราสามคนก็ไม่ลืมคติ..ที่เคยจูงใจพวกเรามาก่อนว่า Joy the Navy to see the world. มาเป็นทหารเรือจะได้เห็นโลกกว้าง. ปัจจุบันนี้.ทหารเรือไทยได้ไปราชการกันเกือบทั่วโลกแล้วน๊ะครับ.  ขอยกตัวอย่างให้ทราบดังนี้.ตามประเทศต่างๆที่มีสถานทูตไทยจะมีทูตทหาร บก -เรือ -อากาศ. เมื่อมีผู้ช่วยทูตทหารจะต้องมีเสมียนทูตด้วยเสมอ. เป็นนายทหารชั้นประทวน จ่าตรีถึงพันจ่าเอก. ทางกองทัพเปิดให้สอบแข่งขันกันทุกๆสามถึงสี่ปี  ใครที่ไม่สามารถไปในตำแหน่งนี้ได้ก็มีให้เลือก. แม้จะเสี่ยงไปหน่อย.คือที่ประเทศซูดาน.Sudan.ทหารช่างนย.ไทยไปกันครั้งละ๑๐ถึง๒๐นาย.ที่ประเทศตีมอร์เลสเต้ก็เคยมีทหารนย.ไทยถูกส่งไปเป็นล่ามทหาร.ผมเสียดายที่ลาออกเสียก่อนมิฉะนั้น..คงมีเรื่องดีดีมาเขียนให้ท่านได้อ่านกันบ้าง. ต่อมากองทัพเรือรับงานจากยูเอ็นโดยตรง..ไปกันเป็นลำเรือเลยก็มีครับคือ กองเรือปราบโจรสลัดนั่นเอง !ที่อ่าวเอเดน ประเทศโซมาเลีย.ผมมองแล้วหน่วยงานนี้ดีที่สุดเพราะโอกาสตายมีน้อยมาก.นอกจากตกทะเลตายเอง..                                 

๕. วินัย - ผู้เขียนและเดอะแฮ๊ฟ. - เรายังตามมาชนแก้วกันอีกที่แค๊มป์เพ็นเดิลตั้น. ปี ๒๕๒๘.

ขณะเขียนเรื่องชุดที่สองเพิ่งจะเดินทางกลับกันมาอย่างปลอดภัย..บรรดาทร.๐๙ นั้นคงไม่มีโอกาสได้ไปไหนกันแล้ว.เพราะรับราชการกันมานานพอสมควร..ช่วงแรกหลายคนแพ้ภัยจากการล่อใจด้วยเงินจึงลาออกแบบเออร์รี่รีไทร์  หลายคนดื้อที่จะเกาะสมอกินจนเกษียณอายุ.มือพี่แกคงจะหนียวพอสมควร. เรามักจะหาเวลามาพบและร้องคาราโอเกะกันเสมอ.แน่นอนครับ..การดื่มนั้นมันต้องมีอยู่แล้ว..มิฉะนั้นเสียงอาจจะไม่ตรงคีย์..โด..โด๊..โด่..โด เร มี. การร้องคาราโอเกะของเราก็จะจัดหมุนเวียนกันไปตามโอกาส โดยมากจะไปพร้อมกันตามบ้านเพื่อน ที่มีเครื่องเสียงในการร้องครบครัน..คือที่บ้านผู้การเสรี..ผู้การแฮ๊ฟ..รองสมบัติ..รองรุ่งเรืองสุดท้ายที่บ้านรองอำนวย. ที่บ้านผู้เขียนน่ะเหรอ ? มีแต่วิทยุนาย่า..เครื่องเสียงอื่นๆไม่เคยมี.ที่สำคัญคือไม่สะดวกด้วยประการทั้งปวงเพราะ..เป็นบ้านทาวน์เฮ๊าส์สองชั้น..มีบ้านอยู่ก็บุญแล้วครับเพราะถ้าผมดื้อรับราชการต่อไป..พอเกษียณคงได้แต่เช่าบ้านเขาอยู่จนวันตาย.เริ่มสงสารตัวเองขึ้นมานิดๆ.ดีที่ลาออกไปทำงานบริษัทเสียก่อน.จึงพอมีที่ซุกหัวนอน มีรถมือสอง๑คัน เหลือที่ดินพร้อมขายอีก     ๒แปลง.๖๐และ๑๐๐ตรว. สนใจโทรมาคุยกันที่๐๘๙-๙๓๐๑-๑๐๒ ผู้ที่มาร่วมประกวดเสียงก็มักเป็น คนหน้าเดิม นย.๑๑ นานๆครั้งจะมีทร.๐๙เข้ามาร่วมวงด้วย. 

๖. ภาพเก่าจากงานสังสรรค์ของเรานย.๑๑. - ในพื้นที่สัตหีบ.

ในภาพก็มีผู้การแฮ๊ฟ : ชัยณรงค์ ท.- หน.กกต.ใหญ่ : ผู้การเสรี. - ขวาสุดคือรองรุ่งเรือง. ภาพโดยผู้เขียน.  การพบปะส่วนใหญ่ต่างคนต่างนำกับข้าวและกับแกล้มมาเอง เจ้าบ้านจะเตรียมข้าวสวย น้ำ น้ำแข็ง โซดาไว้.ใครใจถึงก็จะจัดเหล้าเตรียมไว้๑ขวด พวกคอเบียร์มักจะหิ้วกันมาคนละ๒-๓ขวดตามกำลัง..ใครมาตัวเปล่าก็มาดื่มด้วยกัน.แต่อยากบอกตรงนี้ว่า..อย่าทำเช่นนี้บ่อยนัก. ปกติเราจะร้องกันแค่สี่ทุ่ม. อิ่มหนำสำราญแล้วก็..บ้านใคร บ้านมัน..ไอ้เรื่องการติดลมนั้นก็พอมีบ้างครับ..แต่เกลียดจริงๆไม่รู้ว่าเมียใคร ? หล่อนชอบออกมาร้องเพลง.” ดึกแล้วขาคุณเอ๊ย ! คุณขา” สมาชิกจึงต้องค่อยๆทยอยกลับกันแม้ว่าบางคนจะผิดหวังบ้าง.บ่อยครั้งที่อาจารย์วิมลมาร่วมวงด้วยซึ่งน้ำเสียงของอาจารย์. ถือว่าอัดแผ่นได้ทันทีถ้า..มีหมาหรือแมวมาแอบมอง.ผมยังชอบมากครับโดยเฉพาะเพลงเก่าที่ชื่อ..สนต้องลมของบรรดานักร้องอาวุโสอย่างคุณรวงทองหรือคุณมัณฑนา โมลากุล   รวมถึงท่านนักร้องเก่าๆ..ประทับใจสิครับ. ต่อไปใครจะร้องให้ผู้เขียนฟังล่ะครับ ? ตอนนั้นผมยังทำงานในเครือขุดเจาะน้ำมันอยู่ที่คลัง๕  ในการท่าเรือสัตหีบ. ผมจึงชวนให้วินัยลงไปทำงานบนแท่นเจาะน้ำมัน ของบริษัทซันตาเฟ่ ในอ่าวไทย.เป็นริคแจ๊คอั๊พ.สมัยนั้นการเดินทางยังต้องไปกับเรือพีลีแกน Pelican.เป็นเรือที่เช่ามาจากประเทศสิงคโปร์ เพื่อรับ-ส่งลูกเรือโดยเฉพาะ.Crewchange Boat.ตัวเรือทำด้วยอะลูมิเนียม ความเร็วสูงพอสมควรในห้องโดยสารมีแอร์เย็นเฉียบ  บรรทุกผู้โดยสารได้ราว ๖๐คน บนดาดฟ้าสามารถบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์อาหาร และอุปกรณ์ในการขุดเจาะต่างๆได้มากพอสมควร..เวลาวินัยไปลงเรือนอกจากผมที่ต้องไปส่งตามหน้าที่แล้ว..มักจะมีเพื่อนๆทร.๐๙ที่ว่างงานมาส่งกันเหมือนส่งคนไปต่างประเทศก็ไม่ปาน. เวลาวินัยกลับมาพักล่ะก็ผมชอบมากครับ เพระพี่แกมักจะเรียกผมไปผสมเหล้าด้วยเสมอๆ.เชียร์..คัมพาย..เขามักจะคุยประสบการณ์ต่างๆบนแท่นเจาะให้ผมฟังเสมอๆ.

๗. ภาพริคซานตาเฟ่. เข้าซ่อมทำที่ท่าเรือแหลมฉบัง. - ผู้เขียนและนายแบ๊งค์ช่วงทำงานที่บจก.อมฤตฯ.

ผมเองเคยมีโอกาสไปกับเรือลำนี้ด้วยหนึ่งครั้ง..ช่วงที่ทางสำนักงานใหญ่ส่งไปแปลเรื่องการใช้เครนให้กับลูกค้าจากสิงคโปร์  หลายๆคนอยากลงไปทำงานบนแท่นเจาะน้ำมัน ไม่ว่าจะเป็นของบริษัทใด ? แต่ไปไม่ได้..หลายคนพอได้ไปแล้วก็ไม่อยากทำด้วยเหตุผลต่างๆของแต่ละคน..ดังนั้นในที่สุดวินัย  ทนเสียงรบเร้าจากอาจารย์วิมลไม่ได้..จึงลาออกจากงานมาอยู่บ้านเตรียมทำสวนมะพร้าวและสวนดอกไม้..หลังจากไปทำบนแท่นเจาะได้ ๒งวด.ทำงาน๒๘วันพัก๑๔ วัน :หนึ่งงวด. หักภาษี - หักประกันสังคมแล้วรับประมาณสองหมื่นเศษๆ กินฟรีอยู่ฟรีสิครับ.พอกลับมาขึ้นบกแล้ว..สองคนตายายก็มาทำสวนมะพร้าว และสวนดอกไม้..ก็พอมีรายได้บ้างตามควร.

* ร.ท.วินัย เวชสิทธิ์ นรจ.รุ่น ๐๙ ขอเรียนเชิญร่วมพิธีพระราชทานเพลิงศพ อ.วิมล เวชสิทธิ์ณ ฌาปนสถานวัดสัตหีบ ในวันที่ ๒๖ มกราคม ๒๕๕๕ เวลา ๑๖๐๐ น.

 ขออภัยที่ไม่ได้เรียนเชิญด้วยตนเอง.

 ขอให้ไปสู่สุขคติเถอะครับอาจารย์วิมล. - ที่วัดสัตหีบ. ปี๒๕๕๕.

ขอบคุณภาพจากเว๊ปทร.๐๙.

อาจารย์วิมลมักจะมาร้องคาราโอเกะกับพวกเราเสมอๆ นอกจากจะเสียงดีแล้วอาจารย์ยังมีอัธยาศัยดีกับสมาชิกทุกคน. ปี๒๕๕๔อาจารย์มาชวนพวกเราไปรดน้ำสงกรานต์กันที่บ้านญาติของเธอ ในชีวิตผมไม่เคยมีใครมารดน้ำมาก่อน..ผมซาบซึ้งมากที่อาจารย์มารดน้ำแล้วอวยพรให้ผมหายจากโรคกระดูกไวๆแม้จะเป็นไปไม่ได้แต่ทำให้ผมประทับใจมากครับในที่สุด..ผมยังแข็งแรงดี..แต่โรคภัยได้เข้ามารุมเร้าอาจารย์วิมลอย่างต่อเนื่อง.จนเธอต้องเข้า - ออกๆรพ.ศิริราชบ่อยๆ. พออาจารย์ย้ายมารักษาตัวต่อที่ร.พ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติติ์ ผมและครอบครัวได้แวะไปเยี่ยมอาจารย์ทุกครั้งที่ไปพบแพทย์ และตั้งใจว่าจะไปเยี่ยมอาจารย์อีกครั้งในการไปพบแพทย์ครั้งต่อไป แต่ไม่ทันเสียแล้วครับ.ในที่สุดอาจารย์วิมลก็ต้องมาจบชีวิตลงด้วยการติดเชื้อในกระแสร์เลือด..ที่รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิตติ์..อาจารย์วิมลได้จากครอบครัว..ญาติมิตร และพวกเราไปด้วยวัยที่ยังไม่สมควร ทร.๐๙และครอบครัว “ขอให้วิญญาณของอาจารย์วิมล”..ไปสู่สุขคติภพด้วยเทอญ.

ด้วยความระลึกถึงจากเพื่อนๆทร.๐๙

พ.จ.อ.พันธ์พงศ์ เลิศบุญชู

ข้าราชการบำนาญกองทัพเรือ.

๒๘ ม.ค.๒๕๕๕

ขอให้ดวงวิญญาณของ อาจารย์วิมล เวชสิทธิ์  สู่สุขคติในสัมปรายภพ.

ขอนำลงให้เพื่อนร่วมรุ่นและญาติมิตร...ที่ไม่สามารถมาร่วมงาน..ได้มีโอกาสไว้อาลัยและอ่านเป็นครั้งสุดท้าย ความดีงามต่างๆขอยกให้อาจารย์วิมลผู้ล่วงลับสิ่งใดที่ดีไม่เท่าที่ควร.ผู้เขียนขอรับไว้เอง.*ผู้เขียนขอนำปาฐกถาธรรมบางตอน..โดย พระธรรมโกศาจารย์  ปัญญานันทภิกขุ.ซึ่งได้แจกให้กับท่านที่มาร่วมงาน  บางท่านมิได้รับเพราะหมดเสียก่อน. เนื่องจากแขกผู้มีเกียรติมากันเนืองแน่น ผู้เขียนขอนำบางส่วนมาเขียนให้ท่านที่ไม่มีโอกาสได้อ่านจากที่ใดมาก่อน..ได้อ่านบ้างเป็นบางส่วน..

รู้ทัน รู้เท่า - ไม่เศร้าไม่ทุกข์.

พระพุทธเจ้า..ท่านสอนให้เราคิดไว้ก่อนล่วงหน้าเช่น หลักธรรม๕ประการ  :

- เราจะต้องแก่เป็นธรรมดา  เราหนีความแก่ไปไม่ได้.

- เราจะต้องเจ็บไข้บ้างเป็นธรรมดา  เราหนีความเจ็บไข้นั้นไม่ได้.

- เราจะต้องตายไปวันหนึ่ง  เราหนีความตายไปไม่พ้น.

- เราจะต้องพลัดพราก..จากสิ่งที่เรามี เราได้ไว้.                                      

- เราทำกรรมอย่างใด เราได้อย่างนั้น ทำดีก็ได้ความดี ทำชั่วก็ได้ความชั่ว ทำเหตุให้เกิดทุกข์ก็ได้ความทุกข์ ทำเหตุให้ได้เกิดสุขเราก็ได้ความสุขคิดได้คิดไว้บ่อยๆ.

วันหนึ่งๆเราก็คิดไว้บ้างเพื่อเป็นเครื่องเตือนใจ เป็นเครื่องช่วยให้เกิดปัญญารู้ว่าอะไรเป็นอะไร.พอมีอะไรเกิดขึ้นเราก็..อ้อ..มันเป็นอย่างนี้ ธรรมชาติมันเป็นอย่างนั้นเอง ธรรมดามันเป็นอย่างนั้นเอง. เราก็ไม่ต้องร้องไห้เพราะ..ร้องไห้ก็ไม่ได้อะไรคืนมา เสียเวลาเปล่าๆ ไม่ได้เรื่องอะไร. ในสมัยโบราณเคยมีตัวอย่าง พ่อคนหนึ่ง..ลูกตาย..แล้วก็ไปนั่งร้องไห้ที่ป่าช้าทุกวันที่หลุมศพ.. ลูกไปเกิดเป็นเทวดาเพราะทำดีไว้มาก เห็นพ่อนั่งร้องไห้ก็อยากสอนให้พ่อคิดได้ จึงลงมาอยู่ที่ปากทางตรงที่พ่อจะไปป่าช้า แล้วนั่งป้อนหญ้าให้กับวัวที่ตายแล้ว โดยบอกว่า..ลุกขึ้นเถิด กินหญ้าที่ฉันนำมามอบให้..พ่อเดินมาเห็นเข้า. ไอ้ที่คนอื่นทำตัวเรามองเห็น แต่เวลาตัวเองทำกลับไม่รู้  คนโบราณเขาว่า “หัวเราแตกมองไม่เห็น แต่หัวคนอื่นแตกมองเห็นง่าย”  ตัวเองผิดแต่ไม่รู้ว่าผิด พอคนอื่นผิดเรารู้ว่าเขาผิด พ่อจึงถามว่ากำลังทำอะไรอยู่ ? กำลังเอาหญ้าให้วัวกิน. มันจะกินได้อย่างไรเพราะมันตายไปแล้ว..อย่างนั้นหรือ ? ผมเอาหญ้ามาให้วัวตายกินท่านเอาอาหารไปให้ลูกชายที่ตาย วัวตายมันนอนอยู่นี่ฉันเห็นตัวมัน  แต่ลูกชายของท่านตายแล้วไปไหนก็ไม่รู้  ไม่เคยเห็นมันจะกินได้อย่างไร ? ไม่เคยเห็น.พอพ่อได้ยินเช่นนั้น จึงนึกขึ้นมาได้ว่าอ้อ..เรานี่มันไม่เข้าเรื่อง เอาอาหารไปวางให้ศพที่อยู่ใต้ดินจะขึ้นมากินได้อย่างไร ? ไม่มีประโยชน์ มันเป็นไปไม่ได้ ก็เลยรู้สึกตัวแล้วก็ไม่เศร้าโศก ไม่ทำอย่างนั้นต่อไป มันก็เกิดการละวางขึ้น แล้วความคิดที่ถูกต้องก็ตามมา..

มีกลอนอีกหนึ่งบท..พออ่านจบผมคิดว่าควรนำมาลงให้ท่านทั้งหลายได้อ่านเพื่อเตือนใจ กันบ้าง แม้ท่านพระธรรมโกศาจารย์ ได้เขียนไว้นานแล้ว  ใครเคยได้รับหนังสือประเภทนี้ไปแต่ไม่เคยนำมาอ่านแม้แต่ตัวเดียวก็จะไม่เข้าใจ ไม่เห็นประโยชน์. อาจมีคนนำไปพับถุงบ้างก็ไม่ว่ากันเพราะ อย่างน้อยอาจมีคนซื้อของและมีเวลาอ่านข้อความบนถุงใบน้อยนิดก็เป็นได้.ผมจึงขอคัดลอกมาลงเป็นบางบท..เพื่อเตือนใจทุกท่านต่อไป.                                                                  

ศั ต รู คื อ ผู้ จู่ ม า ส อ บ ไ ล่.

อันศัตรูคือผู้จู่มาสอบไล่                           ให้รู้ได้ว่าเรามีดีเท่าไหน

หรือดีแต่จะโกรธยืนเป็นฟืนไฟ                   บังคับใจไว้ไม่อยู่สักครู่เดียว

อันศัตรูคือผู้สรรสวรรค์ให้                      ตรงที่ได้มีจิตคิดเฉลียว

ว่าอดกลั้นนั่นแหละนะเป็นพระเทียว            ไม่อด,เลี้ยว ไปเป็นมารพล่านนรก

อันศัตรูคือผู้สอนสัจจธรรม                     ว่าอาฆาตนั้นคือน้ำสกปรก  

อย่าเก็บไว้ในใจให้ใจฟก                          จะเวียนวกว่ายสงสารนานนักเอย

เหตุฉะนั้นศัตรูคือผู้ให้                           แต่กลายเป็นผู้ร้ายเหตุไรเหวย

เพราะผู้รับรับไม่เป็นอย่างเช่นเคย                ถ้ารับเป็นพวกเราเอ๋ยหมดศัตรูฯ

ผมบอกภรรยาว่าเที่ยวนี้จะไปฟังสวดทุกคืน เพราะเที่ยวแรกก็ไม่สามารถไปงานได้เนื่องจากเพิ่งจะลาออกมาและไปทำงานบริษัทได้ไม่กี่วัน..จึงยังไม่กล้าจะขอลากิจ.ผมขาดไป๑คืนเพราะรู้สึกไม่ค่อยดีเหมือนกัน คงจะแก่แล้วจริงๆ. คืนต่อมาก็สามารถมาฟังสวดได้ครบ..สุดท้ายผมขอมอบแต่สิ่งที่ดีให้ผู้อ่านทุกท่าน   บุญกุศลใดใดที่จะส่งกลับมาที่ผม..ขอมอบให้อาจารย์ วิมล เวชสิทธิ์. เป็นครั้งสุดท้าย.

 *  สายวันที่ ๑ ก.พ.๕๕ ขณะกลับจากการตรวจเลือดที่ร.พ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติติ์ เพื่อนผม..วินัย เวชสิทธิ์.สามีของอาจารย์วิมล ได้โทรมาแจ้งให้ทราบว่า..เขาได้อ่านเรื่องเขียนแล้วและอนุญาตให้นำเรื่องลงในบล๊อคได้แต่..ขอให้แก้ไขชื่อร.พ.ให้สมบูรณ์หน่อย ผมรับปากและรีบดำเนินการทันทีที่กลับมาหน้าจอ  ก่อนวางสายเขาย้ำว่า..เย็นนี้อย่าลืมวิสกี้ทายม์ Whisky time..ที่บ้านผู้การเส..ใครที่คิดว่าผมปฎิเสธล่ะก็..อยากบอกว่าท่านคิดผิด..ไม่ได้คะแนน.

โตนี่ - ฟาง.

๑ ก.พ.๕๕