อยากเป็นมนุษย์

ตอนเด็กๆผมเป็นแฟนนิยายวิทยาศาสตร์ (science fiction) ตั้งแต่ตัวเล็กๆ ...จะว่าไปเป็นแฟนนิยายกำลังภายในด้วย เพราะพ่ออ่านทุกเรื่อง ทุกเล่มที่ออกมาจากโรงพิมพ์ สมัยก่อนเป็นเล่มบางๆ หน้าปกเป็นรูปวาดสไตล์จีนสวยงาม ออกทุกวันอังคาร ต้องไปซื้อที่วังบูรพา บางอาทิตย์ก็ดันออกมาตั้งสองสามเรื่องพร้อมๆกัน เรื่องหนึ่งมักจะมีเป็นสิบเล่มกว่าจะจบ ต้องจำพระเอกนางเอกตัวละครให้ได้แยกกัน เพราะเดี๋ยวอาทิตย์ถัดไปจะสับสน เป็นแฟนการ์ตูนด้วย เบบี้ หนูจ๋า ตุ๊กตา โตมาก็มีต่วย'ตูน (ที่ไม่ใคร่มีการ์ตูนเท่าไหร่เลยนะลุงต่วย) และ series พล นิกร กิมหงวนของคุณปรีชา อินทรปาลิต เบื่อขึ้นมาก็ย้ายไปอ่านพงศาวดารจีน ซ้องกั๋ง ผู้ยิ่งใหญ่เขาเหลียงซาน เปาบุ่นจิ้น เลียดก๊กบ้าง พงศาวดารไทย รามเกียรติ สังข์ทอง โสนน้อยเรือนงาม ปลาบู่ทองบ้าง ผมอ่านจนเพื่อนพี่สาวที่มาเที่ยวบ้านบ่อยๆนึกว่าผมเป็นง่อย เพราะมาทีไรก็เจอนอนแอ้งแม้งบนโซฟา กระดิกแต่มือข้างเดียวที่จับหนังสือ (จะหาว่าคุย ผมถือหนังสือและพลิกหนังสือด้วยมือเดียวได้ตั้งแต่เด็กๆ) แต่แกไม่กล้าถามพี่สาวผมว่าเป็นอะไร วันดีคืนดี ผมลุกไปห้องน้ำ แกสะดุ้งเฮือกเลย นึกว่าเกิดมหัศจรรย์ หายจากเป็นง่อย!!

อืม.. เลยมาไกล เอาใหม่ ผมชอบอ่านนิยายของไอแซก อาซิมอฟ มาก ที่จริงของอาเธอร์ ซี คล้ากก็อ่าน แต่ของตาคล้ากอ่านยากกว่า ของไอซิมอฟจะมีผสมปนเปกับ theme อื่น เช่นนักสืบ (series อีไลจา เบลี) การเมืองสังคมศาสตร์ (series The Foundations สถาบันสถาปนาอันโด่งดัง) แต่ที่โดนใจที่สุดคือ Sci-fi แท้ๆ series Robot และวันนี้ผมนึกถึงหนึ่งในหนังสือของ series นี้ที่ผมชอบมากที่สุดคือ The Bicentennial Man หรือ มนุษย์สองร้อยปี

Synopsis เรื่องมีอยู่ว่าบริษัทผลิตหุ่นยนต์ ทดลองผลิตหุ่นยนต์ขึ้นมาใช้งาน แล้วก็มีรุ่นนึง พึ่งออกใหม่ เป็นหุ่นรับใช้ในบ้าน มีโปรแกรมการเรียนรู้สูงมาก (เพื่อเอาใจเจ้านายมนุษย์ และเผื่อเรียนรู้งานบ้านใหม่ๆ) เนื่องจากใหม่มาก ก็เลยลองใช้อยู่ไม่กี่บ้าน ไม่มีใครรู้ว่าจะออกหัวออกก้อย ตัวเอกของเราเป็นหุ่นยนต์ชื่อแอนดรู (ที่จริงมาจากรหัส NDR''@#$5 อะไรสักอย่างซึ่งไม่มีใครจำได้ ลูกสาวเจ้าของบ้านเลยเรียกชื่อนี้แทน ตั้งแต่นั้น) ปรากฏว่าแอนดรูทำงานเป็นหุ่นเลี้ยงเด็กได้อย่างสุดยอด ชอบอ่านหนังสือ ตำรับตำรา วันดีคืนดีเกิดอารมณ์ศิลป์ ไปอ่านวิธีสลักไม้แล้วลองเอาไม้มาท่อนนึง แกะออกมาเป็นจี้ไม้สวยสุดๆให้ลูกสาวนาย นายเห็นถึงกับทึ่ง เพราะลายสลักมันกลมกลืนกับลายไม้แบบแยกไม่ออก ละเอียดยิบ นายก็เลยสนับสนุน หา materials หาตำรับตำราเรื่องนี้มาให้แอนดรูเต็มไปหมด วันดีคืนดีลองเอางานของแอนดรูไปตีราคา ก็สุดทึ่งอึ้งกิมกี่

ก่อนที่จะกลายเป็นเล่าทั้งเรื่อง (แนะนำว่าใครสนใจก็ไปหาอ่านดู รับประกันว่าอ่านแล้วจะ... เอ่อ... ได้อ่านแน่นอน แหะๆ) ขอเอาสองประเด็นในเรื่องนี้มาสะท้อน

นั่นคือ วันดีคืนดี แอนดรูบอกนายของเธอว่าเขาอยากเป็นอิสระ และวันดีคืนดีแอนดรูก็บอกว่าเขาอยากเป็นมนุษย์

อันที่จริงแอนดรูไม่ได้ทำงานเป็นทาส เป็นอะไรเลย ในบ้านมาร์ติน (นามสกุลนาย) ทุกๆคนก็ไม่ได้คิดว่าแอนดรูเป็นหุ่นรับใช้ แต่มีความสัมพันธ์ยาวนานกับทั้งครอบครัว (หุ่นยนต์ไม่มีวันตาย และนายก็ make sure ว่าเมื่อมีอะไร update ใหม่ๆในบริษัทหุ่นยนต์ แอนดรูก็จะได้ประโยชน์จาก upgrade นั้นไปด้วยเสมอ เป็น post-sale services) ดังนั้นตอนที่แอนดรูไปบอกนายว่า "ผมอยากได้ freedom" นั้น นายก็อึ้ง และเคืองอยู่นานทีเดียว (ที่จริงน่าจะแปลกใจ เพราะ freedom นั้น เป็น abstract thinking) และเรื่องนี้ก็ไม่เคยมีใครในโลกนี้คุยถึงมาก่อน หุ่นยนต์ก็เป็นแค่สิ่งของ เครื่องจักร จะมี "อิสรภาพ" ได้อย่างไร

กฏสามข้อของหุ่นยนต์ (Three Laws of Robot)

  1. A robot may not injure a human being or, through inaction, allow a human being to come to harm.
  2. A robot must obey the orders given to it by human beings, except where such orders would conflict with the First Law.
  3. A robot must protect its own existence as long as such protection does not conflict with the First or Second Laws.

Isaac Asimov

เรื่องของเรื่องก็คือ หุ่นยนต์ทุกตัว จะมี ground rules เป็นภาคบังคับเรียกว่า "กฏสามข้อของหุ่นยนต์" ข้อที่สามว่าด้วยหุ่นยนต์ต้องรับฟังคำสั่งของมนุษย์ทุกประการในเงื่อนไขที่กำหนด คือไม่ขัดกับกฏสองข้อแรก วันดีคืนดีแอนดรูเดินเล่นใน park อยู่ดีๆ ก็เจอวัยรุ่นห่ามๆมาเห็นเข้า แล้วก็สั่งให้แอนดรูยืนขาเดียว ถอดเสื้อผ้า (แอนดรูเป็นหุ่นยนต์ที่ชอบสวมเสื้อผ้ามนุษย์) ดีที่ลูกนายมาเจอเข้า ไม่งั้นอาจจะถูกสั่งให้รื้อตัวเองทิ้งซะก็ยังได้

ถึงแม้ว่า idea ที่ว่าหุ่นยนต์ลุกขึ้นมาประท้วงขออิสรภาพจะดูตลก แต่ครอบครัวมาร์ติน (ที่เผอิญเป็นสำนักงานกฏหมายที่ใหญ่มาก) ก็ดันเรื่องนี้ไปถึงศาล และต่อสู้กันเชิงความหมาย นัยยะ กันอย่างดุเดือด

ศาล: หุ่นยนต์จะมีอิสระได้ยังไง? ถ้าเป็นอิสระแล้วยังไงต่อ?

แอนดรู/มาร์ติน: ทุกอย่างเหมือนเดิมขอรับใต้เท้า เพียงแค่แอนดรูอยากจะได้ความคุ้มครองบ้าง ไม่ใช่เด็กที่ไหนก็มีสิทธิที่จะมาทำร้าย แกล้ง แม้แต่สัตว์เลี้ยงเรายังให้การป้องกันเลย

ศาล: มนุษย์เท่านั้นที่มีสิทธิ์ที่จะมีอิสรภาพได้ในความเห็นของศาลนะ

แอนดรู: ศาลที่เคารพ กระผมได้ศึกษาหนังสือ ประวัติศาสตร์ และอีกมากมาย ในความเห็นของผมนั้น ไม่ใช่ใครทุกคนที่จะมีอิสรภาพได้ แต่เฉพาะมนุษย์ที่ "ปราถนาอิสรภาพ" จึงมีอิสรภาพ และ "ผมปราถนาอิสรภาพ" นั้น

ศาล: ศาลขอตัดสินว่า ศาลไม่มีอำนาจใดๆ ในการยับยั้งสิ่งที่ทรงภูมิปัญญาจนสามารถเข้าใจความหมายของอิสรภาพ ไม่ให้มีอิสรภาพได้

 


"อิสรภาพ" จะเริ่มมีนัยยะก็ต่อเมื่อสองกรณีก็คือ หนึ่งเมื่อเราให้ความหมายและความสำคัญ และสองเมื่อเราขาดมันไป ผมคิดว่าเรื่องนี้น่าสนใจมาก

Values หลายๆอย่าง ในขณะที่มัน "แฝงเร้น" หรือเรามีอยู่แต่ไม่ได้สนใจมัน เราจะเรียกว่าเรา "มี" มันได้หรือไม่? บางคนบอกว่าได้ ฉันมีของมากมายเป็นสมบัติของชั้น ที่ชั้นลืมไปแล้วด้วยซ้ำไปว่ามี แต่มันก็ยังเป็นของๆชั้น ซึ่งก็จริง แต่ตอนที่ของชิ้นนี้ "ไม่มีความหมาย" กับเราเลย ความเป็นเจ้าของของเรานั้นไม่ได้ใช้ และไม่มีปฏิสัมพันธ์ใดๆกับของนั้น พูดง่ายๆก็คือ เรากับมันไม่ได้มีอะไรเชื่อมโยง เกี่ยวพันกันเลย

เราจะรู้สึกว่าเรามี (หรือจริงๆคือเรามีอำนาจ) อะไรได้ บางทีมันจะชัดกว่า "ตอนที่เราจะใช้ แต่ใช้ไม่ได้" ด้วยซ้ำไป นั่นคือขณะที่เราทำอะไรก็ได้ตามใจปราถนา (มี freedom มีอิสรภาพ) เราไม่ได้ "รู้สึก" ถึงอิสรภาพนั้นสักเท่าไร แต่จะ "รู้สึก" ขึ้นมา เมื่อเราถูกห้าม ถูกยับยั้งไม่ให้ทำ เมื่อนั้นที่เราจะเริ่ม "ทุกข์" ถ้าเราเอา "เวทนา" มาจับ น่าสนใจที่ attachment มันมาตอนไหนเหมือนกัน

ในปัจจุบัน เรามีเสรีภาพเยอะมากนะผมว่า แต่พอเรามองหาว่าอะไรที่เราไม่มี มันก็ผุดปรากฏขึ้นมาได้เยอะแยะไปหมด อันนี้อาจจะเรียกเป็น poverty mentality VS prosperity mentality (ทัศนะขัดสน กับ ทัศนะมั่งคั่ง) เราไม่ค่อยได้ enjoy เสรีภาพที่เรามี (หายใจ กิน นอน ขับถ่าย รัก ถูกรัก) แต่เราไป focus ที่ทุกข์กับอะไรบางอย่างที่เราไม่มี และไม่ใช่ไม่มีเฉยๆนะ ประเภทพอไม่มีปุ๊บก็อยากได้ทันทีด้วยมันถึงจะทุกข์สมใจ!

แน่นอน ในหนังสือเรื่องนี้ เพราะแอนดรูให้ความสำคัญ ให้ความหมายกับอิสรภาพ จึงเกิดความปราถนาขึ้น และต่อสู้เพื่อที่จะได้มา ผมชอบที่ asimov เพิ่มแรงผลักเพื่อการอยู่รอดของแอนดรูลงไปอีกประเด็น มิฉะนั้นมันจะดูเลื่อนลอยยังไงชอบกล แต่การที่แอนดรูได้ status freedom มานี้ สำคัญต่อประเด็นที่สองมาก คือเมื่อแอนดรูอยากเป็นมนุษย์


บริษัทหุ่นยนต์มองแอนดรูด้วยสายตาไม่เป็นมิตร แน่นอน ไม่มีใครชอบ product สินค้าที่สามารถเรียกร้องความเป็นไทของตัวเองได้แน่ๆ ตอนหลังก็เลยไม่ค่อยฮิตมีหุ่นยนต์เดี่ยวๆขายออกมาสักเท่าไหร่ แอนดรูได้รับมฤดกจากนาย จดทะเบียนสำนักงานกฏหมายเป็นทรัสต์เดี่ยว ซึ่งในความเห็นของแอนดรู "มีคุณสมบัติอย่างหนึ่งเหมือนหุ่นยนต์คือ -ไม่มีวันตาย" แอนดรูกลายเป็นนักประดิษฐ์ และมีอิทธิพลมากในการออกแบบอวัยวะเทียม

ผ่านทางสนง.ตนเอง แอนดรูวางแผนทีละขั้นตอนอย่างใจเย็น อันดับแรกด้วยการให้ศาลพิจารณาว่ามนุษย์จะยังคงความเป็นมนุษย์อยู่เสมอ ไม่ว่าจะมีอวัยวะเทียมเป็นกี่เปอร์เซนต์ของร่างกายก็ตาม เพราะตอนนี้หลังจากได้อิสรภาพมา แอนดรูก็มุ่งไปหาความปราถนาประการที่สองที่ใหญ่กว่าคือ "อยากได้เป็นมนุษย์"

มนุษย์ยุคนั้นๆ ตายยากขึ้นเรื่อยๆ เพราะมีอวัยวะเทียมเกือบทุกอย่าง ยกเว้นอย่างเดียวคือสมองเท่านั้นเองที่เปลี่ยนไม่ได้ แต่เทคโนโลยีทีก้าวหน้าขึ้น แม้แต่สมองก็เริ่มมีการ designed และออกแบบทดแทนเป็นส่วนๆไปได้แล้ว และเมื่อเป็นเช่นนั้นแอนดรูก็ขอให้ศาลพิจารณาว่า "เขาขอให้ศาลมอบความเป็นมนุษย์ให้เขา" แน่นอน เกิดการตีความ debate และศึกในขั้นศาลหลายขั้นตอน หลายระดับ และคำถามยากๆว่า "มนุษย์คืออะไร?" เมื่อไหร่ที่มนุษย์ "หมด" ความเป็นมนุษย์ หรือ "ความสามารถอะไรที่แสดงความเป็นมนุษย์"

แน่นอน คนไข้ coma ที่นอนเป็นผัก ก็ยัง "คงความเป็นมนุษย์" คนไข้ที่เปลี่ยนอวัยวะเทียมไป 90% ของร่างกาย ก็ยังคงความเป็นมนุษย์

ทำไมแอนดรูถึงจะไม่ได้รับพิจารณาว่าเป็นมนุษย์?

สุดท้ายแอนดรูตีความว่า สาเหตุที่มนุษย์ยอมให้เขาได้เป็นมนุษย์ไม่ได้นั้น เพราะมีประการหนึ่งที่เขาจะไม่มีวันเหมือนมนุษย์ที่เหลืออยู่เลยก็คือ "เขาไม่มีวันตาย" แอนดรูสามารถปรับเปลี่ยน ซ่อมแซม และอยู่ต่อไปจากเทคโนโลยีที่ดีขึ้นๆทุกวัน "ตลอดกาล" ซึ่งเป็น psychological barrier ที่มนุษย์ทนไม่ได้แน่นอนที่จะมีมนุษย์คนไหน ได้อภิสิทธิ์นี้ไป 

ในศาลสุดท้าย

แอนดรู: ศาลที่เคารพ ผมขอยื่นคำร้องขอเป็นมนุษย์อีกครั้งหนึ่ง

ศาล: แอนดรู เธอสู้คดีนี้มาจนตอนนี้ เธออายุ 199 ปีแล้ว ยังจะมีอะไรเสนออีกหรือ

แอนดรู: ผมคิดว่า ผมหาวิธีแก้ปัญหาที่มนุษย์ไม่สามารถทำใจมอบความเป็นมนุษย์ให้ผมได้แล้วขอรับ ด้วยการปรับเปลี่ยนทางเดินของพลังงาน หลังจากนี้อีก 365 วัน จะเป็นวันที่พลังงานขับเคลื่อนในตัวผมหยุดทำงานอย่างถาวร นั่นคือ ผมจะตายในวันนั้น


แน่นอนอย่างที่เราทราบ แอนดรูได้รับคำตัดสินในอีกหนึ่งปีต่อมา วินาทีก่อนที่เขาจะจากไป (หรือตาย??) ว่าเขาจะถูกจารึกและจดจำในฐานะหนึ่งเดียวในประวัติศาสตร์โลกว่าเป็น "แอนดรู มาร์ติน มนุษย์อายุสองร้อยปี"

นิยายเรื่องนี้เกิดคำถามในใจของผมว่า "อะไรคือความเป็๋นมนุษย์"? เราต้องทำอะไรไหมจึงจะได้ความเป็นมนุษย์ และเรา "สูญเสียความเป็นมนุษย์" ได้หรือไม่ ถ้าได้ ได้อย่างไร และถ้าไม่ได้ ทำไมไม่ได้?

เราคงจะไม่คิดว่าอวัยวะภายในหรือภายนอกของเราเป็นตัว "คงสถานะความเป็นมนุษย์" ใช่หรือไม่ ในทางกฏหมายยังต้องมีการตีความเลยว่า ตัวอ่อนในครรภ์มารดาตั้งแต่เมื่อไรที่เริ่มมีสิทธิแห่งความเป็นมนุษย์ขึ้นมา

ประเด็นที่น่าสนใจต่อเนื่อง สมมติว่าพวกเราจะ "ไม่มีวันสูญเสียความเป็นมนุษย์" ถ้าอย่างนั้น แวบหนึ่งที่ผมรู้สึกขึ้นมาก็คือ ผมรู้สึกว่า "คุณค่าความเป็นมนุษย์มันลดลงไปเยอะเลย" เพราะอะไรก็ตามที่เป็น "สถานะ" ที่อัตโนมัติ ไม่ต้องดิ้นรนขวนขวายหามาได้ ไม่ต้องกระเสือกกระสนพยายามรักษาไว้ เพราะไม่มีวันเสื่อมสลาย มันก็ไม่เห็นต้องไปให้คุณค่า อะไรกับมันเลย แต่ในคติของเรา (พุทธๆ) สิ่งที่เป็นนิจฺจํ แบบนี้มันไม่มี ทุกอย่างเป็น "อนิจฺจํ" หมด เกิดมาก็ดับไป

เราก็บอกว่านั้นไง เราสูญเสียความเป็นมนุษย์ก็ตอนเราตายไปไง

จริงหรือ? เราไม่ต้องทำอะไรเลย ขอเพียงมีชีวิตอยู่ เราการันตีความเป็นมนุษย์ได้ทันที

ก็ดีเหมือนกัน