พอเห็นป่าทึบ ขุนเขาตระหง่าน ต้นไม้ใหญ่ คนไทยเราต่างกราบไหว้ เจ้าป่าเจ้าเขาและรุกขเทวดา เอาผ้าเหลืองไปผูก ส่วนฝรั่งอยากพิชิตให้ได้ด้วยการบุกป่า ปีนเขา ปีนต้นไม้

(ผมได้เขียอารัมภบทเรื่องนี้ไว้แต่เมื่อประมาณ ๙-๑๐ กย. ๒๕๑๑ แล้วลืมไปเลย วันนี้จำได้เลยเอาขึ้นมาให้ท่านผู้สนใจได้อ่านกันดู)

(บทความเก่าเขียนไว้นานปีที่เอามาปัดฝุ่นเสนอใหม่)

 

ผมแสวงหาคำตอบต่อคำถามที่ว่า “ทำไมไทยไม่เจริญเท่าฝรั่ง” มานานโขตั้งแต่พศ. ๒๕๑๓ เมื่ออายุได้ ๑๕ กระมัง บัดนี้พศ. ๒๕๔๕ 

 

ผมว่า ที่ฝรั่งเจริญกว่าไทยเรานั้นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งเพราะเขามี “ความกล้า” มากกว่าเรา

 

ที่ว่ากล้านี้หมายถึง กล้าที่จะเรียนรู้ กล้าที่จะแสวงหา  กล้าถาม นะครับ ไม่ได้หมายถึงกล้าสงคราม

 

ผมเห็นว่าคนไทยเราส่วนใหญ่ไม่ค่อยกล้าที่จะรู้  เช่นสมัยเด็กๆ แค่เรียนในห้องเรียน เวลาสงสัย ไม่เข้าใจ ยังไม่กล้ายกมือถามครูเลย ส่วนนักเรียนฝรั่งเขาจะยกมือถามกันมาก เพียงแค่นี้มันก็มีผลมหาศาล เพราะการช่างซัก ช่างถามเป็นการเปิดประตูไปสู่อะไรอีกร้อยแปดอย่าง

 

ผมสรุปว่าการที่เด็กไม่กล้า มีสาเหตุมาจากครูไม่กล้านั่นเอง มันเป็นเรื่องแม่ปู ลูกปู ง่ายๆนี่เอง

 

ครั้งหนึ่งผมเข้าประชุมผู้บริหารระดับสูงของสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ ด๊อกเตอร์ 200 กว่าคน แปรสภาพกลายมาเป็นนักเรียน ให้ดร. ที่เก่งและแก่มากที่สุดคนหนึ่งเป็นวิทยากร ท่านวิทยากรได้พูดคำศัพท์ย่อคำหนึ่งเป็นภาษาปะกิดซ้ำๆอยู่นั่นแหละ จนในที่สุดผมทนไม่ไหว ก็ยกมือถามท่านว่า “คำนี้ย่อมาจากอะไรขอรับ และมีความหมายว่ากระไร” 

 

ปรากฏว่าท่านวิทยากรคิดอยู่นาน แต่ตอบไม่ได้  ในที่สุดท่านแก้สถานการณ์ด้วยการรับปากว่า “แล้วจะไปค้นมาให้” 2 วันต่อมาท่านก็สำเนาความหมายส่งมาให้ผมเสีย 3 หน้ากระดาษ

 

ผมรับรองได้เลยว่าผู้ฟังทุกคนก็ไม่รู้หรอกว่าย่อมาจากอะไร (ขนาดครูที่พูดติดปากมานานยังไม่รู้เลย)  แต่ไม่กล้าถาม กลัวเสียฟอร์มว่าไม่รู้คำย่อภาษาอังกฤษ (ที่คนอื่นๆทุกคนเขาคงรู้ก้นดีหมดแล้ว)

 

ทำให้ต้องถามด้วยความกล้าหาญต่อไปว่า ทำไมฝรั่งกล้าในสิ่งที่เรากลัว

 

ผมเชื่อว่าเป็นเพราะสังคมฝรั่งเป็นสังคมที่มีลักษณะปัจเจกชนนิยม (individualism) ซึ่งค่อยๆพัฒนามาหลายร้อยปี ผิดกับสังคมไทยที่มีลักษณะกลุ่มนิยม/อำนาจนิยม

 

ลักษณะปัจเจกฯนี้นักสังคมวิทยาไทยมักเข้าใจกันว่าเป็นลักษณะของ “ตัวใครตัวมัน” “เห็นแก่ตัว” ซึ่งผมว่าก็ไม่ผิด แต่ก็ไม่ถูกเสียหมด ถ้ามองในแง่ดีลักษณะนี้นำมาซึ่ง “การพึ่งตนเอง”(มากกว่าพึ่งกลุ่มหรือพึ่งอำนาจ)  ก่อให้เกิด “ความมั่นใจในตนเอง”

 

เมื่อต้องพึ่งตนเอง เขาก็เลยต้องรู้ให้มากพอ(ที่จะพึ่งตนเองได้)  ก็เลยต้องขวนขวายด้วยการกล้าถาม ส่วนของเรา..ไม่เป็นไร ถ้าไม่ถาม ไม่รู้ ก็ยังมีพ่อแม่ พี่น้อง เพื่อน ช่วยกัน ในลักษณะแบบอิงกลุ่ม ยังไงก็คงไม่อดตายหรอก

 

ลองสังเกตดูสิเวลาฝรั่งเที่ยวมักนิยมเที่ยวคนเดียวหรือสองคน ส่วนไทยเราขนกันไปโขยง ไม่งั้นไม่สนุก เรื่องเที่ยวคนเดียวนี้คนไทยทำไม่ได้จริงๆ ส่วนผมมักตะแบงไปเสียหมดทุกเรื่องแหละ ไปคนเดียวรอบประเทศไทยมาหลายครั้งแล้ว ไปคนเดียวก็มีเวลามาก ก็เลยได้สังเกตเห็นแหม่มฝรั่งเดินทางมาเที่ยวเมืองไทยคนเดียวจำนวนมาก บางคนไปมาหลายประเทศมาแล้วด้วย บางคนสาวสวยขนาดนางแบบก็มี แต่(กล้า)มาคนเดียว ไม่ต้องพูดถึงพวกผู้ชายที่มาคนเดียวก็ยิ่งมีจำนวนมากกว่าเสียอีก

 

การแยกออกจากกลุ่มมาอยู่คนเดียวเสียบ้างจะทำให้เราเรียนรู้ได้มาก เพราะมีเวลาคิดมากกว่าเวลาพูดเจื้อยแจ้วกับหมู่คณะ ดังนั้นพระพุทธเจ้าจึงทรงสอนให้ทำการปลีกวิเวก เพราะมีอานิสงส์ยิ่ง

 

แม้นักวิทยาศาสตร์เอกที่คิดค้นศาสตร์และวิทยาการทั้งหลายให้เป็นสมบัติโลกทุกวันนี้ ต่างคิดค้นได้หลังจากปลีกวิเวกในห้องทดลอง กองหนังสือ เป็นเวลาหลายปีด้วยกันทั้งสิ้น แต่อ่านแล้ว คิดแล้ว เขาไม่เชื่อตามนั้นเสมอไปถ้าไม่มีเหตุผลเพียงพอ เขา “กล้า” ที่จะคิดแหกคอกออกไป ...ส่วนของเราไม่กล้า เพราะกลัวเป็นการ “นอกคอก” “นอกครู”

 

พอเห็นป่าทึบ ขุนเขาตระหง่าน ต้นไม้ใหญ่ คนไทยเราต่างกราบไหว้ เจ้าป่าเจ้าเขาและรุกขเทวดา  เอาผ้าเหลืองไปผูก ส่วนฝรั่งอยากพิชิตให้ได้ด้วยการบุกป่า ปีนเขา ปีนต้นไม้ เมื่อเห็นแม่น้ำใหญ่ฝรั่งอยากสำรวจ ไปหาแหล่งต้นน้ำว่ามาจากไหน ส่วนไทยเราบูชาพระแม่คงคา ลอยกระทง

 

ผมไม่ได้กำลังบอกว่าใครดีเลวกว่ากันนะ เพียงแต่ชี้ให้เห็นว่าโลกทัศน์ฝรั่งกับไทยต่างกันมาก

 

ที่น่าขำคือฝรั่งที่ดูเหมือนว่าแสนกล้านั้นในขณะเดียวกันก็ช่างขี้ขลาดเหลือใจ เช่นมาเมืองไทยก็ไม่กล้ากินอาหาร ไม่กล้ากินน้ำ  เพราะกลัวไปหมด เช่นกลัวเชื้อโรค ว่าจะทำให้ท้องเสีย เป็นโรคอะไรร้อยแปดตามที่อ่านมาจากหนังสือนำเที่ยว ส่วนไทยเรานั้นกล้ากว่าฝรั่งร้อยเท่าในประเด็นพวกนี้ เช่น กล้าขายอาหารหน้าห้องส้วม ริมทางที่ฝุ่นปลิวว่อน กลางน้ำครำเฉอะแฉะที่เปี่ยมไปด้วยเชื้อโรค

 

..เออ มันก็กล้ากันคนละอย่างเนาะ เรากล้าโง่ ส่วนเขากล้าฉลาด (ซึ่งผมว่าเรากล้ามากกว่าเขานะ และถ้าเรากล้าที่จะผันความกล้าเชิงลบให้มาเป็นความกล้าเชิงบวกเมื่อไร เราคงไปโรจน์ (โลด) แน่ๆ)

 

...โปรดติดตามอ่านตอนต่อไป (มีประมาณ ๒๐ ตอน)

 

...คนถางทาง (๒๗ มกราคม ๒๕๕๕)

ปล. เพิ่งดูรายการอะไรก็ไม่ทราบทาง TPBS  เกี่ยวกับหอไอเฟิล พิธีการวิเคราะห์ว่า มันเป็นสัญลักษณ์แห่งความกล้าของคนฝรั่งเศส โดยเฉพาะ “กล้า” ที่จะเรียนรู้ กล้าแสวงหา