การที่ผมตั้งใจไปแสดงความยินดีกับลูกศิษย์ที่เข้าพิธีวิวาห์ในงานเลี้ยงกลางคืนเมื่อเย็นที่ผ่านมา ผมทำได้แค่นำซองมาไว้หน้างาน รับของที่ระลึก เขียนสมุดแสดงความยินดี และกลับบ้าน

ความตั้งใจที่อยู่รับประทานอาหารและบันทึกภาพร่วมกับทางเจ้าสาวเจ้าบ่าวก็เลิกล้มไป

 

มันมีหลายสาเหตุที่ทำให้ผมรู้สึกว่า ...

 

"ที่นี่ไม่ใช่ที่ของผม"


"ผมไม่ควรจะมายืนอยู่ตรงนี้"

 

ผมยังถามตัวเองอยู่เลยว่า "อะไรคือสิ่งที่ทำให้ผมคิดแบบนั้น"

คือ ผมพิจารณาจากอุปนิสัยของตัวเอง

 

"ผมไม่กินเหล้า"

"ผมไม่สูบบุหรี่"

"ผมไม่เที่ยวกลางคืน"

"ผมไม่ชอบงานรื่นเริง"

 

และเป็นแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไร

 

สิ่งที่ผมได้เห็นในวันนี้ คือ งานเลี้ยงวิวาห์เป็นงานกลางคืน แขกเกรื่อที่มางานก็ล้วนแต่เป็นญาติสนิท มิตรสหาย รุ่นน้อง รุ่นพี่ ของเจ้าบ่าวเจ้าสาว การแต่งกายคือ เหมือนทางตะวันตกที่เวลามีงานปาร์ตี้หรู ๆ ผู้หญิงก็ชุดราตรี ผู้ชายก็ทักซิโด้

ผมอาจจะเป็นคนขวางโลก เป็นพวกออกนอกสังคมกระแสหลักก็ได้

คือ ผมไม่พิสมัยงานแบบนี้เท่าไหร่นัก กิน - ดื่ม - คุย - สังคม

หรือไม่ผมคงเข้าร่วมงานสังคมลักษณะนี้น้อยเกินไป ทำให้ไม่ใคร่ความอยากเท่าไหร่ที่จะตามกระแสแบบนั้น

 

ผมเรียนจบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยต่างจังหวัด สาขาวิชาผมเวลามีงานเลี้ยงส่งรุ่นพี่ที่กำลังจะจบ ผมก็จะเห็นพวกรุ่นน้องที่กำลังเรียนอยู่ แต่งแบบอย่างที่ว่า มาอวดกัน

ใครแต่งยังไง ผมจำได้ว่า ผมไม่สนใจ ผมเคยลากแตะ กางเกงวอร์ม สะพายย่าม เข้างานด้วย จนอาจารย์ที่ปรึกษาเรียกไปต่อว่า แต่งตัวแบบนี้มาได้ยังไง

แต่ผมก็รู้สึกเฉย ๆ เพราะไม่มีเหตุผลอะไรที่ผมจะเอาเงินพ่อแม่มาเช่าชุด ตัดเสื้อผ้าที่ใช้แค่ปีละครั้งแบบนี้ ผมเท่ห์ อาจารย์ยอมรับ แต่พ่อแม่ผมอดข้าว ใครจะมาช่วยผมครอบครัวผมไม่ทราบ ผมคิดแบบนี้

แต่ในครั้งต่อ ๆ มา ผมก็ถือว่า ให้เกียรติต่ออาจารย์ที่ปรึกษา โดยไม่แต่งแบบนั้นอีก แต่ก็ใ่ส่ชุดนักศึกษามาปกติ แต่อาจารย์ก็ไม่ยังคงไม่ชอบเท่าไหร่อยู่ดี (เพราะไม่กินเหล้ากับเขา)

 

เมื่อผมโตขึ้น เรียนอีกระดับ ก็พบว่า นักศึกษาปริญญาตรีในหลายคณะที่นี่ ก็ยังคงมีประเพณีปฏิบัติแบบนี้ ซึ่งผมก็ไม่ชอบอีกนั่นแหละ คนมีเงินคงไม่เป็นไร แต่คนที่ฐานะไม่ดีล่ะ จะเป็นยังไง

 

เมื่อทำงานแล้ว ผมยังคงเหมือนเดิม ไม่เคยเปลี่ยนแปลงในการใช้ชีวิตแบบนี้

 

"ผมไม่กินเหล้า"

"ผมไม่สูบบุหรี่"

"ผมไม่เที่ยวกลางคืน"

"ผมไม่ชอบงานรื่นเริง"

 

ผมคิดว่า ...


สิ่งที่ดีควรทำ สิ่งที่เลวควรหลีกเลี่ยง

เรารู้อยู่แล้วไม่ดี เราจะทำไปเพื่ออะไร


เพื่อให้เพื่อนมารักเรา เพื่อให้สังคมมารักเรา ด้วยวิธีการแบบนี้หรือ ผมคงไม่

 

งานแต่งงานค่ำนี้ ... พบลูกศิษย์หลายคนที่เป็นเพื่อนร่วมรุ่นเจ้าสาว แต่งกายอย่างที่ผมบอก พวกเขาไม่ได้เติบโตมาในคณะผลิตครู แต่เขาเติบโตมาจากสายวิชาชีพเฉพาะที่ขาดแคลน ดังนั้น กระบวนการหล่อหลอมรุ่นพี่ รุ่นน้องของคณะเขาเป็นแบบนี้มานานแล้ว เพราะเขาไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่า ความคุ้นเคยที่ชินตาและชินใจ ไม่จำเป็นต้องตั้งคำถามอะไรให้มากกว่านี้ เป็นเรื่องของ "สังคม" และอื่น ๆ ที่มากกว่านี้

ผมเดินเข้างานแล้วออกมา ยังพูดลอย ๆ กับลูกศิษย์ที่พบว่า "ครูน่ะ .. บ้านนอกไปเลย เวลางานมาแบบนี้"

 

อืมม ให้จินตนาการเหมือน พรอมพ์ (เขียนแบบนี้หรือไม่) ของพวกฝรั่ง เวลาเราดูจากหนังครับ แบบนั้นแหละ

 

"ที่นี่ไม่ใช่ที่ของผม"

 

ผมควรจะกลับไปอยู่ปลายดอย ยอดเขา ใต้ต้นไม้ มากกว่าที่จะมายืนอยู่ตรงนี้

 

 

แต่ันั่นก็ไม่ได้หมายความว่า ผมไม่ชอบสังคม

ผมชอบสังคมเพื่อการเรียนรู้ มากกว่า สังคมตามกระแสแบบนี้เท่านั้นเอง โดยเฉพาะสังคมที่แหล่งอโคจรทั้งหลาย

 

ใครสักคนมาทานกาแฟสักคนละแก้ว พูดคุยเรื่องราว

เรื่องเล่าในแง่มุมต่าง ๆ ที่สร้างสรรค์และกล่อมเกลาความคิด พูดไป หัวเราะไป

"เครื่องดื่มที่มีอัลกอฮอล์ ... ไม่ต้อง"

"เสียงเพลงดัง ๆ ... ไม่ต้อง"

"โชว์ต่าง ๆ ... ไม่ต้อง"

มีคนที่พูดคุยกับเราสักคนแล้วมีความสุขด้วยกัน ... ก็เพียงพอแล้ว

 

เีราไม่จำเป็นต้องมีเพื่อนเยอะ ๆ มีเพื่อนสนิทและเ้ข้าใจเราสักคน ก็พอแล้วมิใช่หรือครับ

 

สิ่งที่เป็นเปลือกนอก ค่านิยมผิด ๆ ในสังคม นับถือวัตถุนิยม กิเลส ตัณหา ราคะ อำนาจ เราจะวิ่งเข้าไปหา หรือ รับเข้ามาเพื่ออะไรกัน

เพื่อให้สังคมยอมรับกระนั้นหรือ

 

ผมคง "ขวางโลก" มากเลยใช่ไหมครับที่ริอาจ "ทวนกระแส"

ผมคงเป็นปลาตัวหนึ่งที่พยายามเอาชีวิตรอดด้วยการว่ายน้ำทวนกระแสสังคมอยู่

และผมก็คงเป็นเพียง "คนบ้า" คนหนึ่งเท่านั้น ไม่จำเป็นสลักสำคัญมากกว่าใคร ๆ

เพราะผมพบว่า ความเงียบ คือ ความว่าง และ ความว่าง ก็คือ ความสุขสงบที่แท้จริง

คนบ้าคิดได้แค่นี้เองครับ

ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย

 

บุญรักษา คนดีทุกท่าน ;)...