การนำหลักการของเซลล์กระจกเงา (Mirror Neuron) มาใช้ Mirror Therapy บำบัดรักษาผู้ป่วยอัมพาตโดยการประยุกต์ใช้ทางกิจกรรมบำบัดได้ ^^

“ Mirror Neuron หรือ เซลล์สมองกระจกเงา ” เป็นเซลล์ประสาทที่สมอง สามารถตอบสนองต่อพฤติกรรมการเรียนรู้ของมนุษย์ผ่านการสังเกตและเลียนแบบผู้อื่น เช่น การมองเห็น ได้ยิน ได้กลิ่นและการเคลื่อนไหว โดยตัวกระตุ้นที่รับผ่านประสาทสัมผัสจะผ่านการกระทำของผู้อื่น พบว่าบริเวณสมองที่เรียกว่า พรีมอเตอร์ คอร์เทค ( Premotor cortex ) จะถูกกระตุ้นในการเคลื่อนไหว ตามตำแหน่งของกล้ามเนื้อ จึงทำให้เรื่องของเซลล์กระจกเงามาทำงานวิจัยคิดค้นกันมากขึ้น ทั้งในการพัฒนาเด็กออทิสติก, ผู้ป่วยโรคอัมพาต สามารถกระตุ้นการทำงานของเซลล์กระจกเงา การรักษานี้คือ Mirror Therapy

                “ Mirror Therapy ” เป็นแนวทางในการใช้ควบคุมบริเวณที่ไม่มีการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ จากการเลียนแบบหรือจินตนาการ เทคนิคการรักษานี้เริ่มใช้ครั้งแรกในปี 1994 โดย Ramchandran และคณะ เพื่อใช้ฟื้นฟูผู้ป่วยอาการ Phantom limb pain โดยการทดลองวิจัยนี้ ได้ใช้กระจกเงาวางในแนว sagtital plane ระหว่างแขนทั้งสองข้าง ทำให้ภาพสะท้อนของแขนข้างปกติไปตกทับ amputate limb จึงเกิดภาพลวงตา ผลการทดลองพบว่าผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นจากอาการปวด จากนั้นจึงมีการค้นคว้าพัฒนางานวิจัยต่อไป

 

 จากการรับฟังการนำเสนอของเพื่อน ในเรื่อง Mirror Box Therapy ในผู้ป่วยโรคอัมพาต มีวิธีการดังนี้

1. ผู้ป่วยนั่งหันหน้าเข้ากระจกโดยอยู่กึ่งกลางกระจก

2. ให้ผู้ป่วยเอามีด้านที่อ่อนแรงใส่ในกล่อง ข้างกล่องจะมีกระจกเงาติดอยู่

3. ให้ผู้ป่วยใช้มือด้านมีแรงทำกิจกรรม

จากการทำกิจกรรม : ผู้ป่วยจะเห็นภาพสะท้อนของการทำงานของมือข้างมีแรง ทำให้มือด้านที่อ่อนแรงเกิดการเลียนแบบการเคลื่อนไหว เพราะการมองภาพลวงตาในกระจกจะกระตุ้นการทำงานของเซลล์สมองกระจกเงา (Mirror Neuron) จะช่วยให้ motor และ sensory recovery

 

Mirror Therapy สามารถรักษาโรคอัมพาตได้ดังนี้ 

- เพิ่มการรับความรู้สึกสัมผัสแผ่วเบา (light touch) แรงกด (pressure)  และอุณหภูมิ (temperature pain)

- ส่งเสริมการฟื้นตัวของการเป็นอัมพาตขั้นรุนแรง

- เพิ่มสมาธิในการฝึก

- กระตุ้นการใช้งานของมือ

- การใช้ Mirror Therapy ไม่ส่งผลให้เกิดอาการเกร็งของข้างที่อ่อนแรง

 

การประยุกต์ใช้ทางกิจกรรมบำบัด

            จากที่ได้กล่าวถึงกระบวนการของ Mirror Therapy ข้างต้น สามารถนำมาใช้ได้ทางกิจกรรมบำบัดได้โดยนำกรอบอ้างอิงทางกิจกรรมบำบัดคือ “ MOHO ” ในการให้ผู้ป่วยได้มีส่วนร่วมในการเลือกกิจกรรมที่อยากทำเพื่อเกิดความสนใจและคุณค่าในการทำกิจกรรม (Interest, Value) เมื่อได้กิจกรรมแล้วต้องผ่านการวิเคราะห์กิจกรรมเพื่อให้ผู้ป่วยสามารถทำได้ ( Performance ) เช่น กิจกรรมเกี่ยวกับกิจกวัตรประจำวัน (ADL), การใช้มือหยิบแก้วน้ำดื่ม (มือข้างดี) และในแต่ละกิจกรรมต้องคำนึงถึงนิสัย (Habituation) ของผู้รับบริการ เหตุผลส่วนบุคคล และบริบทแวดล้อมภายนอก จะเชื่อมโยงกับ “ กรอบอ้างอิง PEOP ” ที่ต้องคำนึงถึงตัวผู้ป่วย (P: Person)ที่ต้องปรับสภาวะแวดล้อมภายนอก(E: Environment)ในการทำกิจกรรมที่มีคุณค่า (Occupation) จากความสามารถที่มีอยู่ (P: Performance) โดยให้ผู้รับบริการดูภาพสะท้อนระหว่างการทำกิจกรรมด้วยมือด้านมีแรง และกระตุ้นจินตนาการให้เกิดว่าด้านที่อ่อนแรงงก็ทำกิจกรรรมนั้นเช่นกัน เช่น กิจกรรมการหวีผม, การวาดภาพ เป็นต้น 


ขอบคุณเพื่อนที่ได้นำความรู้เรื่องนี้มาเพื่อได้ประมวลความคิดของดิฉัน  หากผู้อ่านมีความรู้เพิ่มเติมแบ่งปันกันได้นะคะ^_^