มาถึงตอนนี้การปรับพฤติกรรมก็ผ่านมาเป็นเวลา ประมาณ 3 เดิอนแล้ว ก้มาถึงช่วงประเมินผลการปรับพฤติกรรมกันแล้วล่ะ 

        สำหรับข้าพเจ้าตอนแรกก็อยู่ในระยะเตรียมตัวเพราะว่าก่อนหน้านี้ก็คิดอยู่บ่อย ๆ เหมือนกันว่าจะปรับพฤติกรราการรับประทานอาหารรสจัด ก็เพราะว่าปกติข้าพเจ้าก็เป็นโรคลำไส้เล็กอักเสบอยู่แล้ว ปวดท้องทุกครั้งหลังรับประทานอาหารดังกล่าว ได้มาเรียนวิชานี้ก็ถือว่าเป็นโอกาสดี สำหรับการปรับพฤติกรรมครั้งนี้สามารถสรุปปัจจัยส่งเสริม อุปสรรค และมีเทคนิคที่ข้าพเจ้าทำแล้วได้ผล ดังนี้

        ด้านอุปสรรค

        1. อุปสรรคที่คิดว่ามีผลต่อการปรับพฤติกรรมครั้งนี้มากที่สุด คือ แหล่งอาหาร คือข้าพเจ้าจะรับประทานอาหารเหล่านี้เกือบทุกครั้งถ้าไปสถานที่ที่มีขายอยู่ เช่น โรงช้างก็จะไปรับประทานทุกครั้งถ้าไปเต้นแอร์โรบิกที่โรงยิม โดยวิธีแก้อุปสรรดเหล่าก็กระทำได้โดย หลีกเลี่ยง หรือไม่เดินผ่านไปบริเวณดังกล่าว และหาเมนูใหม่ที่อร่อย ๆ มารับประทานแทนตอนนี้ที่คิดว่าอร่อยไม่แพ้ก๋วยเตี๋ยว คือ ข้าวหมกไก่สมุนไพร

        2. เพื่อนคือมีบางวันที่เพื่อนซื้อพวกส้มตำ ลาบ ซุปหน่อไม้มารับประทานที่ห้อง เพื่อนก็จะชวนทุกครั้งถ้าเราไม่รับประทานเพื่อนก็จะพูดว่าทำไมไม่กินรังเกียจเหรอ ด้วยความที่กลัวพื่อนเกลียดเลยต้องกิน วิธีแก้ปัญหานี้คือไปรับประทานพอเป็นพิธีสัก 2-3 คำก็พอ แล้วก็ดื่มน้ำตามเยอะ ๆ นอกจากนี้เพื่อนเขาก็ซื้อน้ำปลามาฝากจากตราดแต่มันก็ไม่ค่อยเค็มนะ จะออกหวาน ๆ มากกว่าเราจะมีโอกาสได้ทานก็เฉพาะตอนที่ซ้ออข้าวใส่ห่อมาทานที่หอนั่นแหละ  ดังนั้นวีธแก้ปัยหาคือ พยายามซื้อข้าวมาทานที่หอให้น้อยที่สุดหรือถ้าจำเป็นจริง ๆก็ให้ใส่แค่เล็กน้อยก็พอ โดยให้เพื่อนมาคอยห้ามตอนใส่ก็ได้

         3. ช่วงประจำเดือนมาจะรู้สึกอยากทานอาหารพวกนี้มาก ก็แก้ปัญหาโดยหาอาหารที่รสเปรี้ยวแต่ไม่มากและได้ประโยชน์มาทานแทน เช่น ฝรั่ง ส้ม เป็นต้น

         4. บางครั้งถ้าเราซื้อของมารับประทานที่ห้องคือซื้อใส่ถุงมา ก็อย่าราดแกงนั้นบนข้าวไปทั้งหมดเลย เช่นผัดเผ็ดปลาดุก ซึ่งรสจัดมาก ถ้าเกิดใส่ลงไปหมดบนข้าวเลยทีเดียวเนี่ยมันก็เผ็ด รสก็จัด ไม่ดีนะ ต้องเอาใส่ถ้วยดีกว่าจะได้ค่อย ๆ ตักมาทาน และเราสามารถกำหนดปริมาณได้

         ด้านปัจจัยส่งเสริมหรือแรงเสริมและเทคนิค

         1. การให้รางวัลกับตัวเองเมือสามารถกระทำตามเกณฑ์ที่วางไว้ เช่น ถ้าไม่ทานอาหารรสจัดได้เป็นเวลา 2 อาทิตย์ก็จะซื้อที่ใส่ดินสอให้ตัวเอง 1 อัน ตอนนี้ที่มาก็ 2 ชิ้นแล้วก็แสดงว่าเราสามารถทำได้แม้จะไมได้ติดต่อกันเป็นเดือนก็ตาม (ข้อนี้ใช้ทฤษฎีการใช้เงื่อนไขของพาฟลอป)

         2. มีบางคาบเรียนที่อาจารย์ได้สอนเกี่ยวกับโรคระบบทางเดินอาหารทำให้เห็นภาพซึ่งน่ากลัว และมีบางครั้งที่ได้ค้นหาข้อมูลจากหนังสือกี่ยวกับโทษของการรับประทานอาหารรสจัดซึ่งก็มีหลายโรค เช่น โรคเกี่ยวกับระบบประสาท ทางเดินอาหาร ก็ทำให้เป็นแรงกระตุ้นอย่างหนึ่ง

         3. การได้เจอกับผลเสียนั้นด้วยตนเอง เช่น จะรู้สึกแสบทวารมากตอนถ่าย นอกจากนี้ก็มีอาการปวดท้องเวลาทานอาหารพวกนี้ไปแล้ว

         4. อากาศและอูณภูมิ คือจะไม่รู้สึกอยากรับประทานพวกอาหารรสเผ็ดตอนหน้าหนาวหรือตอนอากาศเย็น ๆ แต่อยากรับประทานพวกของทอด อุ่น ๆ พวกอาหารทางแป้งมากกว่า

         5. เพื่อน คือมีบางครั้งที่เพื่อนเห็นเราจะทานแต่เขาก็พูดเตือนสติ

         6. ระยะทางที่ไกลของแหล่งอาหาร คือ โรงช้าง หรือ ประตู 108 ก็ไกลนะซึ่งสถานที่ดังกล่าวก็มีของที่เราชอบทานอยู่เยอะ ทำให้บางทีขี้เกียจเดินไปเพราะไม่มีรถ

         7. สุดท้ายที่ขาดไม่ได้คือกำลังใจจากอาจารย์และเพื่อน ๆ ที่น่ารักทุกท่าน   

          มาถึงตอนนี้ข้าพเจ้าก็คิดว่าตนเองนั้นกำลังอยู่ในระยะ action คือกำลังลงมือปฏิบัติอยู่ จากช่วงเวลาที่ผ่านมาทำให้ความรู้หรือผลพลอยได้หลายอย่าง เช่น ทำให้ทาบว่าการที่คนเราจะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมนั้นมันยากมาก ๆ ต่อไปเราก็ต้องไปเป็นพยาบาลที่บางครั้งเราต้องแนะนำให้ผู้รับบริการเปลี่ยนพฤติกรรมเราก็สามารถเข้าใจถึงความรู้สึกเขาได้ รวมทั้งสามารถแนะนำหรือมีวิธีที่จะทำให้เขาประสบความสำเร็จได้ง่ายขึ้น เพราะเราได้มีประสบการณ์มาแล้ว ทั้งนี้ก็ต้องคำนึงถึงข้อจำกัดของแต่ละบุคคลด้วย และข้าพเจ้าก็ยังคงปรับพฤติกรรมต่อไป เพราะที่ผ่านมาก็เห็นการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น เช่น ไม่ปวดท้อง ไม่แสบทวารตอนถ่ายอุจจาระ สู้ ๆ ต่อไปนะ และขอเป็นกำลังใจให้เพื่อน ๆทุกคนด้วยจ้า!!!!!!!