ผมมีโอกาสได้ร่วมเวทีมหกรรมสุขภาพชุมชน ครั้งที่ ๒ ซึ่งจัดขึ้นระหว่าง ๑๘-๒๐ มกราคม ๒๕๕๕ ที่อิมแพคเมืองทองธานี โดยได้รับเชิญให้เป็นผู้ดำเนินการอภิปรายและนำเสนอบทเรียนกรณีศึกษาจากชุมชนต่างๆ ๕ กรณีศึกษา ในห้องย่อย หัวข้อ พลังวิชาการผสานพลังชุมชน : ดุลยภาพของการเสริมสร้างพลังชุมชน ซึ่งผมต้องทำหน้าที่ดำเนินการเวทีย่อยในหัวข้อดังกล่าวเพียงวันเดียว คือ วันพฤหัสบดีที่ ๑๙ มกราคม ๒๕๕๕ แต่ผมเห็นความสำคัญของเวทีนี้ ซึ่งคุณหมอโกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ เป็นผู้นำทีมในการกุมคอนเซ็ปและออกแบบกระบวนการคิดสร้างสรรค์ และคุณหมอช้าง แพทย์หญิงสุพัตรา ศรีวนิชชากร ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาสุขภาพอาเซียน มหาวิทยาลัยมหิดล กับสำนักงานระบบประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช) และทีมวิชาการจากมหาวิทยาลัยมหิดล เป็นผู้ดูแลด้านวิชาการ จึงเดินทางไปตั้งแต่วันที่ ๑๗ มกราคม ๒๕๕๕ หากจะต้องเตรียมตัวเพิ่มที่ต้องประสานงานและทำด้วยกันเร็วๆ จะได้พอมีเวลาสำรองเผื่อเหลือเผื่อขาดไว้ และหากมีกิจกรรมที่น่าสนใจหลังเสร็จสิ้นภารกิจที่ได้รับมอบหมาย ก็จะได้ไปเข้าร่วมได้ตามความสนใจ
ผมจองตั๋วเครื่องบินราคาถูกของนกแอร์ เพื่อเดินทางด้วยเที่ยวบินกว่า ๑๑ โมงเช้า แต่เนื่องจากผมต้องอาศัยรถที่ภรรยาและเพื่อนๆที่ทำงานคณะแพทย์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ด้วยกัน เดินทางไปทำงานแบบแวะรับเพื่อนร่วมทางเพื่ออาศัยไปรถคันเดียวกันตั้งแต่เช้า ออกจากบ้านห้วยส้มสันป่าตอง ๗ โมงเช้าและถึงคณะแพทย์โรงพยาบาลสวนดอกก่อน ๘ โมงเช้า เมื่อไปถึงผมก็แยกไปสนามบินเพื่อเช็คอินและนั่งรอเที่ยวบินที่จองไว้ ๑๑ โมงเช้า
แต่วิธีการอย่างนี้ก็กลายเป็นได้ความสะดวกสำหรับเดินทางจากบ้านห้วยส้มซึ่งอยู่นอกตัวเมืองเชียงใหม่ไปยังสนามบิน ทว่า ก็ให้มีอันทุกข์ทรมานไปกับอากาศหนาวเย็นเกือบ ๑๐ องศาของเช้าวันที่เดินทาง กับการต้องนั่งรอเป็น ๒-๓ ชั่วโมง ผมต้องหาที่นั่งกลางแดดอยู่นอกอาคารสนามบินอยู่เกือบครึ่งชั่วโมง จากนั้น ก็เข้าไปนั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ในสนามบิน และกินกาแฟร้อนแบบกาแฟชงจิบน้ำชาพอให้ร่างกายได้ความอบอุ่นเล็กน้อย
กระนั้น เวลาก็ยังเหลืออยู่อีกเป็นชั่วโมงสองชั่วโมงอยู่ดี จึงนั่งหาวจนเบื่อ ระหว่างนั้น ก็เหลือบไปเห็นร้านหนังสือ เลยได้ความคิดว่าเดินไปหาหนังสือมานั่งอ่าน เพื่อใช้เวลาต้นปีอย่างนี้ ติดตามการสรุปสถานการณ์และได้เห็นความเคลื่อนไหวใหม่ๆของโลกกว้างดีกว่า ระหว่างที่เดินไปนั้น ผมก็นึกถึงอยู่ในใจว่าจะมองหาหนังสือไทม์หรือไม่ก็ไทม์ของเอเชียหรือเอเชียวีค และนิวส์วีค
แต่พอไปถึงแล้ว ก็เห็นปกและเรื่องจากปกของหนังสือไทม์และเอเชียวีคไม่น่าสนใจเสียแล้ว อีกทั้งเป็นฉบับเก่า และประเด็นสังคมโลกที่โปรยบนปกก็เป็นเรื่องที่ผมเหมือนกับได้อ่านไปแล้ว เลยมองหาหนังสือและแมกกาซีนอื่นๆที่มีเรื่องราวน่าสนใจแบบไม่ได้กะเกณฑ์ว่าจะต้องเป็นหัวหนังสืออะไร สักพักหนึ่งก็ไปสะดุดเรื่องบนปกของแมกกาซีน Knowledge ฉบับล่าสุด ซึ่งนำเสนอเรื่องเด่นที่น่าสนใจมากเกี่ยวกับการดำเนินชีวิต วิถีการงาน และการพักผ่อนหย่อนใจของผู้คนในสังคมอนาคต รวมทั้งนำเสนอเนื้อหาเกี่ยวกับความรู้และวิทยาการทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประวัติศาสตร์ เศรษฐกิจและสังคมโลก หน้าปก เนื้อใน และภาพประกอบในเล่มพิมพ์ ๔ สีอาบมันเกือบทั้งหมด ราคาตามปกเป็นเงินไทยฉบับละ ๒๔๐ บาท กองบรรณาธิการและสำนักพิมพ์อยู่ที่ยุโรป จำหน่ายเผยแพร่ทั่วทุกภูมิภาคของโลก
แต่แรกเลยนั้น ทั้งเนื้อหาและแนวหนังสือที่ทำงานสื่อสารความรู้กับสังคมวงกว้าง ก็ทำให้ผมหยิบขึ้นมาถือและเตรียมจ่ายเงินซื้อทันที ผมอยากเห็นการนำเสนอทรรศนะทางวิชาการทางสื่ออย่างนี้ว่า เขาใช้ปัจจัยอะไรมาบ่งชี้และอ่านสัญญาณแนวโน้มความเปลี่ยนแปลงของโลกที่จะสะท้อนลงสู่วิถีชีวิต การงาน คุณภาพชีวิต สุขภาวะสังคม และโลกด้านในของมนุษย์ สิ่งที่คาดการณ์เป็นอย่างไรบ้าง น่าศึกษาวิธีใช้ความรู้สะท้อนสถานการณ์โลก โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวกับคนและสุขภาวะของสังคมอย่างนี้
ความรู้ต่อสภาวการณ์สังคมโลก รวมทั้งการได้เห็นปัจจัยแนวโน้มความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญและใกล้ชิดกับตัวเราอย่างนี้ จะมีความหมายมากต่อการได้เตรียมความพร้อม การใช้วิจารณญาณในชีวิตประจำวัน การมีกุศโลบายและความแยบคายอยู่เสมอต่อการสร้างคน สร้างความรู้ และพัฒนาการเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงของสังคมสู่อนาคต ที่ต้องเท่าทันและมีความมั่นใจได้อยู่เสมอว่าได้หมั่นทำเหตุปัจจัยที่เหมาะสม พอเพียงและเพียงพอ ทัดเทียมกับความจำเป็นตามเงื่อนไขของเราเอง สั่งสมกันอย่างสืบเนื่องไปบนความเป็นปัจจุบันขณะของตน
แต่ระหว่างนั้น สายตาก็เหลือบไปเห็นแมกกาซีนอีกเล่มหนึ่ง หัวหนังสือว่า NEW DAWN หรือ รุ่งอรุณของวันใหม่ และความโปรยแนะนำเรื่องเด่นในฉบับอีกหลายเรื่อง เป็นต้นว่า ปลุกความตื่นรู้ศักยภาพอันแท้จริงของเรา....Awakening our true potential, จากอียิปต์โบราณสู่วิทยาศาสตร์สมัยใหม่ : ข้อต่อที่ถูกลืม .... From ancient Egypt to modern science, the forgotten link เหนือกว่าผัสสะทั้ง ๕..Beyon the 5 senses พระอาทิตย์ สร้างบุคลิกภาพของมนุษย์ได้อย่างไร .... How the sun shapes human personality....และอีกหลายเรื่องฯ
ทั้งชื่อหนังสือและเรื่องเด่นขึ้นปก ทำให้ผมอุทานในใจว่ามันจะขนาดนั้นทีเดียวรึ เพราะเป็นความกล้าเล่นในทุกมิติเลยทีเดียว นับแต่ลากให้เรื่องราวของอียิปต์โบราณข้ามยุคมาเจอกับวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ กับการลากเอาพลังของพระอาทิตย์(และดวงดาว)มาอธิบายสิ่งที่ศาสตร์ทางด้านจิตวิทยาสังคมและวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ทำหน้าที่ให้กับสังคมในปัจจุบัน เลยอดไม่ได้ที่จะหยิบขึ้นมาพินิจพิจารณา
เมื่อดูที่ปกหลังนอก ก็ออกจะรู้สึกแปลกๆไปสักหน่อย เนื่องจากมีแต่โฆษณาเกี่ยวกับการให้คำปรึกษาชีวิตของนักจิตวิทยา นักจิตบำบัด การให้คำปรึกษาในการหาคู่ที่ใช้ทั้งหลักจิตวิทยา โหราศาสตร์ และไสยศาสตร์ แต่เมื่อดูแนวหนังสือและเนื้อหาในเล่มแล้ว ก็ไม่ใช่แนวที่จะโน้มน้าวผู้อ่านไปในทางงมงาย เพราะเป็นการแสดงแนวทางในการมองสิ่งที่เรียกว่าวิทยาการ ความรู้ และภูมิปัญญาของมนุษย์ ด้วยทรรศนะที่เปิดกว้างออกไปสู่ความเป็นจริงของสรรพสิ่งจากหลากหลายจุดยืน มากกว่าจะนำเสนอเพื่อทำให้เชื่อและศรัทธาสิ่งต่างๆอย่างขาดการใช้ปัญญา
อีกทั้งในเล่มก็ให้บทสรุปเกี่ยวกับความเป็นแมกกาซีนเล่มนี้ของตนเองว่า ภูมิปัญญาโบราณ, ด้วยวิธีคิดใหม่ และตัวโปรยที่อยู่ด้านบนทุกหน้าของแมกกาซีนว่า Mind Body Spirit : ใจ กาย จิตวิญญาณ และที่ทำให้ผมได้ยินความคิดอันกังวานของงานหนังสือเล่มนี้มากเข้าไปอีก ก็ตรงวรรคปิดท้ายบทบรรณาธิการซึ่งเหมือนกับพูดแทนตัวหนังสือและบอกจุดยืนความเป็นเวทีชุมชนทางปัญญาของเขาก็คือ.... New Dawn is a doorway to this new way of thinking and seeing the world around us. .... ทำนองว่า New Dawn คือประตูที่เปิดสู่แนวทางใหม่ๆของการคิดและวิธีมองใหม่ๆต่อโลกรอบตัวเรา ....
เข้าท่าครับเข้าท่า นี่เป็นการแสดงวิธีคิดที่แตกต่างจากวิธีคิดในกระแสหลักอย่างหนึ่ง เนื่องจากโดยทั่วไปนั้น วิถีความรู้และการให้ความหมายต่อการพัฒนาต่างๆของโลกนั้น โดยมากแล้ว มักจะมองความเป็นสิ่งใหม่และอนาคตการพัฒนาของโลกด้วยวิธีคิดแบบเส้นตรง มุ่งเดินไปข้างหน้าตลอด รื้อทิ้งหรือทิ้งของเก่าเพียงจะให้ได้ชื่อว่ามีสิ่งใหม่หรือได้สร้างความทันสมัยเท่านั้น เหมือนรถที่มีเกียร์เดินหน้าอย่างเดียว มุ่งทะยานไขว่คว้าไปข้างหน้า ออกไปสู่สิ่งที่ยังมาไม่ถึงและอยู่นอกกายใจของมนุษย์ เสียสมดุลมิติจิตใจกับวัตถุ และไกลตัวออกไปเรื่อยๆ สุดพรมแดนจักรวาลและเอกภพก็สู้เอาทั้งโลกลงทุนเพื่อไปรู้ให้หมด แต่ใส่ใจและลงทุนน้อยกับการสร้างความรู้วิธีเรียนรู้เพื่อเดินทางเข้าสู่โลกด้านในตนเองให้เข้าถึงความเป็นสัมมาในมิติต่างๆของชีวิต ซึ่งนำมาสู่แง่มุมที่แมกกาซีนใช้กระตุกความคิดผู้อ่านว่า ปลุกความตื่นรู้ศักยภาพอันแท้จริงในตัวเรา นั่นเอง
หนังสือนี้ จึงเป็นการจุดประกายความคิดให้เราได้เห็นโอกาสพัฒนาความสามารถค้นพบสิ่งใหม่ๆ ตลอดจนเห็นคุณค่าและความหมายใหม่ๆ ได้จิตใจและตัวปัญญาใหม่ๆ ในท่ามกลางยุคสมัยและบริบททางสังคมวัฒนธรรมที่เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา จากสิ่งที่มีอยู่แล้ว นับแต่เดินเข้าสู่โลกด้านในและจิตใจดวงเดิมของเรา กระทั่งการหมุนเวียนสร้างสิ่งใหม่ๆอย่างไม่รู้จบสิ้นได้ จากสิ่งที่มีอยู่เป็นทุนเดิมอยู่แล้วในสังคมและอารยธรรมมนุษย์ ดังคำโปรยบอกเนื้อหาในเล่มหนังสือที่ว่า...ภูมิปัญญาโบราณ ด้วยวิธีคิดใหม่
ที่สำคัญคือ หนังสือเล่มนี้บอกเลยละครับว่าเขานำเสนอความคิด มุมมอง และการให้จินตนาการจากความรู้สึกและท่าทีใหม่ๆต่อโลกรอบข้างที่เหมือนกับเป็นสิ่งเดิมๆ ราคาหน้าปกคิดเป็นเงินไทย ๓๗๕ บาท ในขณะที่คุณภาพการพิมพ์เป็นสีเดียวเกือบทั้งเล่ม และความหนาก็บางกว่าฉบับแรก แต่แพงกว่ากันเกือบ ๒ เท่า ซึ่งการสร้างให้เกิดคุณค่าและมูลค่าเพิ่มมากขึ้นให้กับปัจจัยความรู้และการสื่อสารความรู้เพื่อสังคม ด้วยการเติมปัจจัยความคิดเข้าไปในลักษณะนี้ นับว่าเป็นการสร้างวัฒนธรรมความรู้ ให้มีบทบาทและสามารถดำรงอยู่ในโลกความเป็นจริงได้ ที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย
แมกกาซีนฉบับแรกเป็นแนวขายข้อมูล ความรู้ ข่าวสารวิทยาการ และการฉายภาพอนาคตจากข้อเท็จจริง ในขณะที่ฉบับหลังนี้ กล่าวได้ว่าเป็นการผ่านเลยจากการขายข่าวสารและความรู้อย่างฉบับแรก ไปสู่การขายฝัน ขายจินตนาการ การให้ความรู้สึก ตระหนัก ตื่นรู้ และสิ่งที่ให้คุณค่าทางจิตใจ ซึ่งนอกจากคุณค่าในตนเองของเนื้อหาในเล่มแล้ว ปรากฏการณ์ทั้งหลายบนความเป็นหนังสืออย่างนี้ ก็สื่อสะท้อนสภาพสังคมโลกในอีกมิติหนึ่ง ที่กำลังเป็นอยู่และกำลังพัฒนาการไป ได้เป็นอย่างดีมากเช่นกัน
ผมอยากจะซื้อแมกกาซีนทั้งสองฉบับนี้ด้วยการมีความน่าสนใจสำหรับผมไม่แพ้กัน แต่ตอนนี้ในหัวผมนึกถึงแต่ร้านกาแฟกับห้องเอนกประสงค์สำหรับจัดประชุม ภาวนา เวทีเสวนา และจัดแสดงงานศิลปะ ที่อยากทำในบ้าน และจำเป็นต้องเก็บหอมรอมริบอย่างสุดฤทธิ์ เลยต้องหมั่นรู้ประมาณและกำกับความอยากได้หนังสือของตนเองไว้อยู่เสมอว่า ในแต่ละเดือนนั้น ผมไม่ควรซื้อหนังสือเกินวงเงิน ๒ พัน (แต่วันนี้ได้ซื้อหนังสือคุณหมอโกมาตรไปเสียแล้วกว่า ๕ ร้อยบาท) เลยยืนชั่งน้ำหนักดูอยู่ครู่ใหญ่เลยทีเดียว
ในที่สุด ก็ตกลงใจได้เมื่อพิจารณามาถึงข้อที่ว่า ประเด็นอนาคตเกี่ยวกับสภาวการณ์สังคมนั้น เป็นความรู้และรายงานข่าวการวิเคราะห์สภาวการณ์ที่น่าสนใจมาก อีกทั้งเป็นแง่มุมหนึ่งที่อยู่ในสาขาซึ่งเป็นประโยชน์ต่อชีวิตการงานของผมด้วย แต่ความรู้และการวิเคราะห์สิ่งเหล่านี้ ก็ไม่น่าจะเกินไปกว่าความรู้และการวิเคราะห์เพื่อชี้นำความเข้าใจสภาวการณ์ต่างๆ ที่เราจะสามารถสร้างขึ้นได้ด้วยตัวเราเองเมื่อต้องการ ดังนั้น แม้จะเป็นข้อมูลทางวิชาการมากกว่าและราคาถูกกว่า ก็เป็นสิ่งที่ผมเองน่าจะพอเรียนรู้และประเมินได้เอง อีกทั้งบางแง่มุมก็น่าจะดี แม่นยำ และสอดคล้องกับบริบทจำเพาะตนได้มากกว่าเสียอีก ไม่ต้องซื้อก็ได้
แต่อีกฉบับหนึ่งซึ่งแม้จะแพงกว่านั้น เป็นวิธีคิดและวิธีสร้างทรรศนะต่อสิ่งต่างๆของนักเขียนและนักสังเกตปรากฏการณ์ต่างๆของสังคมโลก ที่ต้องสามารถก้าวเดินออกจากความรู้ ตกผลึกมวลประสบการณ์ แล้วผลิตความคิด มุมมอง และการสะท้อนการเห็น ออกมาให้คนอื่นได้สัมผัส จึงย่อมให้ความกว้างขวางและสร้างความรอบด้านหลายอย่าง ที่ต้องนับว่าเป็นปัญญาญาณและพลังความสร้างสรรค์ของมนุษย์อย่างจำเพาะตน ข้อมูลและความรู้จากข้อเท็จจริงชุดเดียวกัน จะบอกเล่าออกมาจากตนเองแต่โดยลำพัง ให้ผู้คนสามารถอ่านและได้ความคิดดีๆเหมือนกันไปหมดทุกคน ไม่ได้ ผมน่าจะซื้อความคิดของงานเขียนในแมกกาซีนฉบับนี้ดีกว่า
ในที่สุด ผมจึงค่อยๆวางแมกกาซีน Knowledge ลง แล้วก็เดินไปจ่ายเงิน ๓๗๕ บาทเพื่อซื้อแมกกาซีน New Dawn ฉบับเดียว ซึ่งเป็นหนังสือผลิตงานความคิด แต่แพงและเผยแพร่กว้างขวางมากกว่าสื่อสิ่งพิมพ์ที่เน้นนำเสนอความรู้กับข่าวสารวิทยาการของโลก ในชุมชนหนังสือและเครือข่ายทางปัญญาระดับสากล ผมนั่งอ่านและเดินทางไปกับความคิดของเรื่องราวต่างๆด้วยอย่างเพลิดเพลิน ทำให้การรอคอยเที่ยวบินอันน่าเบื่อและน่ารำคาญแต่เดิม ผ่านไปอย่างรวดเร็ว.
อรุณสวัสดิ์ศุกร์สุขสันต์ค่ะท่านอาจารย์เซียนศิลป์
แค่เห็นชื่อ ก็ ว้าว เลยนะคะ รุ่งอรุณของวันใหม่
เราจะมีความหวัง เสมอ ใช่ไหมคะ ขอบคุณค่ะ :)
สวัสดีครับคุณ Poo ครับ
น่าสนใจดีเนาะ ในวัฒนธรรมต่างๆนั้น ให้ความหมาย 'ความเป็นรุ่งอรุณ' เพื่อรองรับแนวดำเนินชีวิตและวิถีประพฤติปฏิบัติของสังคม ตลอดจนหลักความเชื่อ ที่มีบทบาทต่อการพัฒนาตนเองของมนุษย์และการสร้างการอยู่ร่วมกันในสังคม ที่อาจจะไม่เหมือนกันไปเลยทีเดียว เช่น ในพุทธศาสนา ซึ่งเน้นการลงมือสร้างมรรคผลทางการปฏิบัติ พร้อมกับสังเกตตนเองเพื่อกล่อมเกลาและฝึกอบรมภาวะด้านในตนเองผ่านการปฏิบัติต่างๆไปด้วย ก็ย่อมถือว่าการได้ลงมือปฏิบัติดีปฏิบัติชอบนั้น เป็นรุ่งอรุณของการศึกษาอบรมและขัดเกลาตนเองทุกเมื่อ
การมุ่งทำเหตุปัจจัยที่ดีเป็นรุ่งอรุณของมรรควิถีทางการปฏิบัติที่ดี ไม่ขึ้นต่อฤกษ์ยามและไม่มีคำว่าสายเกินไป ซึ่งก็อาจจะสอดคล้องกับการมีความหวังอยู่เสมอ อย่างที่คุณ Poo ว่านั่นเองนะครับ และด้วยวิธีคิดอย่างนี้ ก็จะเห็นว่าเสริมกำลังใจให้เรามุ่งเรียนรู้การปฏิบัติเพื่อเป็นนายกำหนดความหวังใหม่ๆของเราเองได้อยู่เสมอ การพึ่งการปฏิบัติตนเองได้ของมนุษย์ จึงเป็นโอกาสการบรรลุจุดหมายแห่งชีวิตได้มั่นคงยั่งยืนกว่าอย่างอื่น
ในวัฒนธรรมที่เน้นความหวังและความฝันที่เชื่อว่าจะนำความเปลี่ยนแปลงใหม่ๆมาสู่ผู้คน รุ่งอรุณของวันใหม่ซึ่งมีธรรมชาติหมุนเวียนอยู่แล้ว ก็มีหมายถึงการมีความหวังอยู่เสมอ ในวิถีชีวิตที่มีการแข่งขันกับผู้คนและกาลเวลา ความเป็น 'รุ่งอรุณ' ก็ย่อมหมายถึงการได้เริ่มต้นก่อนใคร การมีโอกาสเลือกและเข้าถึงสิ่งดีมากกว่าใคร เช่น ในคติฝรั่ง มีคำกล่าวทำนองว่า 'นกที่ตื่นเช้าจึงได้กินหนอน'
มีความสุขมากๆครับผม
ขอบคุณท่านอาจารย์ Wasawat Deemarn ครับ
ที่นำดอกไม้มาทักทายและให้กำลังใจกันแต่ย่ำรุ่งเลยนะครับ
ว่าแต่ วันนี้ว่าอาจารย์ตื่นขึ้นมาแต่เช้าและเริ่มต้นชีวิตประจำวันในยามรุ่งอรุณ
หรือว่าทำงานจนยังไม่ได้นอนล่ะครับเนี่ย
กราบนมัสการท่านพระอาจารย์มหาแลที่เคารพครับ
อย่างที่พระคุณเจ้านำเอาภูมิปัญญาและเรื่องราวเก่าๆของหนองบัวมามองและเล่าถ่ายทอดใหม่ รวมทั้งเรียนรู้ที่จะสร้างแนวปฏิบัติใหม่ๆในการทำให้พุทธธรรมและพระศาสนา ตลอดจนค่านิยมเก่าๆ ให้มีบทบาทต่อการสร้างเสริมสุขภาวะชุมชนและสังคมในเงื่อนไขแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปของปัจจุบัน ก็จัดว่าสอดคล้องกับกระแสธารความคิดร่วมสมัยของสากล ที่สะท้อนอยู่ในแมกกาซีนที่ผมนำมาเล่าในบันทึกนี้เลยนะครับ
ขอบคุณคะ อาจารย์ เมื่ออ่านบทความนี้ ก็ได้รับรู้ กระบวนการเปรียบเทียบคุณค่า ระหว่าง "ข้อมูล" กับ "วิธีคิด วิธีสร้างทรรศนะ"
มีข้อสังเกตหนึ่งว่า หนังสือ non-fiction ที่ขายดี ใน Amazon นั้น อ้างอิงงานวิจัย ข้อมูล ชุดเดียวกับหนังสือที่ขายไม่ดี
เพียงผู้เขียน มีวิธีการสะท้อน ประยุกต์กับชีวิตจริงได้เห็นภาพชัดเจนกว่า
สวัสดีครับอาจารย์หมอ ป.ครับ
สวัสดีค่ะอาจารย์
ขอบคุณค่ะ อ่านบันทึกของอาจารย์แล้วนึกถึงที่ทำงาน มีช่วงหนึ่งที่เริ่มมีการแนะนำ Knowledge Management ของกลุ่ม Operational Excellence ก็มีโปรเจคหนึ่งที่จะรวบรวม ข้อมูล ที่เกี่ยวกับการผลิตยาในแต่ละตัวไว้ในแทบจะทุกด้านเท่าที่ข้อมูลจะเอื้ออำนวย ในหลายๆ Database เพื่อจะได้แบ่งปันข้อมูลกับเพื่อนร่วมงานในประเทศต่างๆ ทั่วโลก และจะได้เปิดโอกาสให้นักเคมี หรือวิศวกรที่ดูแลตัวยานั้นๆ ได้มีโอกาสเปลี่ยนงาน ไปทำอย่างอื่นเพื่อการพัฒนาทักษะให้รอบด้าน โดยความรู้จะได้ไม่สูญ...
ดีค่ะดี เป็นวิธีการเก็บรักษาและสะสมข้อมูลที่ดีเยียม แต่จบจวนบัดนี้หน้าที่ได้เปลี่ยนไป ข้าพเจ้ายังได้รับ email หรือ โทรศัพท์สอบถาม เกี่ยวกับตัวยาที่เคยดูแลมาแล้วเกือบสิบปี (แต่ตอนนี้คนอื่นดูแลอยู่) เวลามีปัญหา เราก็จะได้รับเชิญให้ไปช่วยฟังและให้คำแนะนำเสมอ ยังคิดกับตัวเองบ่อยๆ ว่าข้อมูลที่เราสะสมเก็บไว้คงยังไม่กระจ่างพอ ต้องปรับปรุงวิธีการให้ดีขึ้นในงานที่ทำอยู่ เพื่อนร่วมงานแซวเล่นว่าทำไงได้ก็เป็น "กูรู" ของยาตัวนี้ไปแล้ว ก็เลยตอบกลับไปว่า มิน่าล่ะเราถึงยังไม่ตกงาน
เมื่อมีข้อมูล การรู้จักนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในการพัฒนา Continuous improvement การมองปัญหา และการแก้ปัญหาโดยใช้ข้อมูลที่มี อาศัยมุมมองที่สั่งสมมาจากประสบการณ์ค่ะ
เพราะทำงานมานาน เป็นนกแก่ จึงแพงมั้งคะอาจารย์ :)
อาจารย์ย้ายขึ้นเชียงใหม่หรือคะ ยินดีต้อนรับค่ะ บ้านปริมอยู่สารภีเองค่ะ
สวัสดียามบ่ายๆ ค่ะ
สวัสดีครับ ดร.ปริมครับ
กราบขออภัยค่ะอาจารย์ นกแก่ ที่พูดถึง ปริมพูดถึงตัวเองค่ะ ให้เข้ากับหัวข้อ วิธีคิด การเห็น และมุมมองต่อโลก แพงกว่าความรู้ ที่ทำงานเลยยังจ้างเราอยู่
ขออภัยค่ะ ปริมมิกล้าจะปล่อยมุขกับอาจารย์ไวปานนั้น :)
คงได้มีโอกาสไปกราบสวัสดีอาจารย์ที่เชียงใหม่สักวันค่ะ
สุขสันต์วันศุกร์นะคะ
เป็นการถ่อมตนมากเลยนะครับ แต่ก็เป็นตัวบอกการมีความแก่จากหลายอย่างที่มีอยู่ในตัวเองนะครับ ทั้งจากการมีความแก่ด้วยประสบการณ์, ความเก่งที่สะท้อนอยู่ในผลของการทำงานที่ผ่านมา, การเป็นที่รำลึกถึงของผู้ที่เป็นรุ่นถัดไปเมื่อจากกัน ความมีอัธยาศัยที่ทำให้คนอื่นยังรู้สึกว่าเป็นแหล่งประสบการณ์ที่พึ่งกันได้อยู่เสมอ รวมกันหลายอย่าง ที่ล้วนทำให้เรายังได้ช่วยเป็นกำลังหนุนเสริมการทำงานให้กับคนรุ่นหลังๆ อย่างนี้นี่ ดูๆไปก็เหมือนกับว่า การได้ไปอยู่อีกที่ทำงานหนึ่ง ก็นับว่าเป็นการขยายประสบการณ์และยิ่งเกิดเครือข่ายความร่วมมือส่งเสริมกันที่กว้างขวางขึ้นเลยนะครับ
อรุณสวัสดิ์เสาร์วันจ่ายค่ะอาจารย์เซียนศิลป์
เมื่อคืนฝนตกพรำพรายฝั่งใต้นี้ เช้าตรู่ลุกมาเอาขยะไปทิ้ง สังเกตน้องฟ้ากะนายเมฆยังทะมึนๆครึ้มฝนหลง
แล้วกลับมาเปิดทีวีดู ก็เจอรายการ สวรรค์สีเขียวเที่ยวเชิงอนรักษ์ มีบ้านบนต้นไม้ด้วยนะคะอาจารย์ ว้าว เลย
หากไม่ลุกมาเช้าตรู่คงพลาดแน่ๆ
ปูเพิ่งรู้ว่าตัวเองเป็นคนหัวเช้า (Morning Person) เพิ่งได้ศัพท์นี้จากเพื่อนฝรั่ง ที่มีพลังเฉพาะยามเช้า พอเข้ายามเย็น ค่ำนิด ตาจะปิดอยู่เรื่อยเลย :) เคยโดนน้องสาวแซวว่า พอพระอาทิตย์ตกดิน พี่ปูก็หมดแรงแล้ว ฮา เอ ท่านอาจารย์เป็นคนยามเช้า หรือยามค่ำ หรือทุกๆ ยาม แบบพลังมิมีวันหมด เอ่ยคะ (จริงๆ เราทุกคนคงอยากจะเป็นคนทุกๆ ยาม ที่มีพลังมิมีวันหมด นะคะ คง ว้าว :)
อ้อ ปูเคยแต่งกลอนเกี่ยวกับ อรุณรุ่งแห่งชีวิตด้วยเจ้าค่ะ http://gotoknow.org/blog/lanandaman/360236 แต่ช่วงนี้ gtk ไม่ทราบว่าเป็นอันหยัง พอสุดสัปดาห์ ก็พาลจะแฮงค์ๆ (หรือ gtk ระบบเน็ตทั้งหลายจะเป็น คนหัวค่ำเพราะมักจะแรงเร็ว ดึกๆ ดื่น ๆ:)
สุขสันต์เทศกาลวันจ่าย วันไหว้ และวันเที่ยวค่ะอาจารย์ :)
ว้า ขออภัยค่ะ ทำไมกลายเป็นอย่างนั้น ... สงสัยน้องคอมพ์อยากพักนะคะ ขอตัวไปชม ท่องแคว้นแดนน้ำพุร้อน ก่อนค่ะอาจารย์ อิ่ม ลำ ยามเช้า โตยเจ้า :)
สวัสดีครับคุณ Poo
สวัสดีค่ะ
ชอบอ่านสำนวนการเขียนของอาจารย์ค่ะ
" สามารถก้าวเดินออกจากความรู้ ตกผลีกมวลประสบการณ์ แล้วผลิตความคิด มุมมองและสะท้อนการเห็นออกมาให้คนอื่นได้สัมผัส....."
ได้แนวความคิดที่ดีมากค่ะ
ขอบคุณค่ะอาจารย์ แหม ปูกำลังจะเรียนถามพอดี เพราะเห็นศิลปิน ติสท์ ส่วนใหญ่ มักตานกฮูก ท่านอาจารย์เซียนศิลป์ จึงเป็นคนหัวค่ำ แถมด้วย คนหัวไม่นิ่ง อีก ชอบๆศัพท์นี้ค่ะ
พูดถึงนิตยสารศิลป์ ๆ ทำให้นึกถึงอีกหัวที่มีชื่อว่า 3D (หากจำไม่ผิดนะคะ) มีมานานแล้วค่ะ ขนาดเล่มยังกะกระดาษอาร์ตวาดเขียน ภายในมีแต่งานสถาปัตย์ วิศวกรรมไอเดียศิลป์ บรรเจิดๆ เน้นภาพเป็นหลัก ไม่ค่อยมีบทความอะไรมากนัก ไม่แน่ใจยังมีตามแผงไหมนะคะ ไว้หากเจอจะมารายงานความคืบหน้าต่อ ถ้าเห็นแนวนี้ก็ ใช่เลย ต้องนึกถึงอ. เซียนศิลป์ :)
ระบบเริ่มเวิร์คแล้ว ก่อนจะถึงรุ่งอรุณของวันใหม่ ขอฝากบันทึก ดวงเดียวกันทั้งพระจันทร์และหัวใจ ไว้ในอ้อมแขนอาจารย์ฯ ๕ ๕ ฝันดีนะคะ :)
สวัสดีครับคุณครู Krudala ครับ
คงจะได้อารมณ์เดียวกันที่เกิดกับผมเมื่อตอนที่ทำให้ต้องซื้อหนังสือและได้นำมาเล่านี้เลยนะครับ ขอบพระคุณมากอย่างยิ่งครับ เป็นการสะท้อนให้เกิดกำลังใจอย่างยิ่งครับ
สวัสดีครับคุณ Poo
ได้แวะเข้าไปดูมุมถ่ายทอดความบันดาลใจชีวิตในยามรุ่งอรุณตะวันฉานฉายที่คุณ Poo ลิ๊งก์ไปให้แล้ว ด้วยความขอบคุณครับ
นิตยสารทางศิลปะในบ้านเรานี่ หาอ่านยากจังเลยนะครับ เมื่อก่อนนี้ก็อาศัยได้อ่านจากหนังสือและนิตยสารต่างๆ เช่น จากหนังสือทางศิลปะและวรรณกรรม จากบ้านและสวน ตบแต่ง 3D บางครั้งก็ได้เห็นหนังสือ Fine Art ของกลุ่มคนทำหนังสือที่รวมตัวกันที่เชียงใหม่ ซึ่งสำหรับผมแล้ว ก็คิดว่าเป็นแนวนิตยสารทางศิลปะที่ครอบคลุมมิติต่างๆได้ดีที่สุดของบ้านเราเท่าที่มี ณ เวลานี้ แต่ก็ไม่กล้าบอกว่ายังไม่ได้อย่างที่อยากเห็นให้เป็นตัวเลือกสำหรับชีวิตการอ่าน เพราะหากให้ทำเองบ้าง ก็คงทำไม่ได้อย่างเขาหรอก ผมเจอหนังสือแนวนี้ก็มักจะซื้อครับ ทั้งซื้อด้วยต้องการอ่านและต้องการช่วยกันบริโภคเพื่อสร้างสังคมแห่งวัฒนธรรมความรู้และสังคมการอ่าน เป็นกำลังให้คนทำได้อยู่ได้
ในบล๊อกของผมหัวข้อหนึ่งผมได้เขียนเรื่องทางศิลปะ ในบางแง่ที่เขียนด้วยการนึกถึงสภาพของตนเองที่เมื่ออยากอ่านและอยากให้มีในสังคมการอ่านแล้วมันไม่ค่อยมี ดังนั้น ต้องเขียนมันเสียเองเพื่อทำให้คนรุ่นหลังได้มีโอกาสดีกว่าเรา
ชอบหนังสือแบบที่อาจารย์แนะนำเพราะได้แนวคิดดีจากหนังสือที่นำเสนอแนวคิด ผลิตงานความคิดแต่ปัจจุบันหายากมาก ล่าสุดผมโดนหนังสือที่ผมอ่านมานาน ขโมยรูปไปลงแล้วไม่บอก พอทักท้วงบอกว่าเอามาจาก google โดยบอกปัดว่าคิดว่าไม่มีลิขสิทธิ์ ปกติเราสอนนิสิตเรื่อง Plagiarism แต่ไม่คิดว่าจะพบในหนังสือสุดสัปดาห์ฉบับดัง เลยว่าจะต้องทำอะไรสักหน่อย อาจารย์คิดอย่างไรครับ
http://www.gotoknow.org/blogs/posts/474983
สวัสดีครับอาจารย์ ดร.ขจิตครับ