ผมมีโอกาสได้ร่วมเวทีมหกรรมสุขภาพชุมชน ครั้งที่ ๒ ซึ่งจัดขึ้นระหว่าง ๑๘-๒๐ มกราคม ๒๕๕๕ ที่อิมแพคเมืองทองธานี โดยได้รับเชิญให้เป็นผู้ดำเนินการอภิปรายและนำเสนอบทเรียนกรณีศึกษาจากชุมชนต่างๆ ๕ กรณีศึกษา ในห้องย่อย หัวข้อ พลังวิชาการผสานพลังชุมชน : ดุลยภาพของการเสริมสร้างพลังชุมชน ซึ่งผมต้องทำหน้าที่ดำเนินการเวทีย่อยในหัวข้อดังกล่าวเพียงวันเดียว คือ วันพฤหัสบดีที่ ๑๙ มกราคม ๒๕๕๕ แต่ผมเห็นความสำคัญของเวทีนี้ ซึ่งคุณหมอโกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ เป็นผู้นำทีมในการกุมคอนเซ็ปและออกแบบกระบวนการคิดสร้างสรรค์ และคุณหมอช้าง แพทย์หญิงสุพัตรา ศรีวนิชชากร ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาสุขภาพอาเซียน มหาวิทยาลัยมหิดล กับสำนักงานระบบประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช) และทีมวิชาการจากมหาวิทยาลัยมหิดล เป็นผู้ดูแลด้านวิชาการ จึงเดินทางไปตั้งแต่วันที่ ๑๗ มกราคม ๒๕๕๕ หากจะต้องเตรียมตัวเพิ่มที่ต้องประสานงานและทำด้วยกันเร็วๆ จะได้พอมีเวลาสำรองเผื่อเหลือเผื่อขาดไว้ และหากมีกิจกรรมที่น่าสนใจหลังเสร็จสิ้นภารกิจที่ได้รับมอบหมาย ก็จะได้ไปเข้าร่วมได้ตามความสนใจ

ผมจองตั๋วเครื่องบินราคาถูกของนกแอร์ เพื่อเดินทางด้วยเที่ยวบินกว่า ๑๑ โมงเช้า แต่เนื่องจากผมต้องอาศัยรถที่ภรรยาและเพื่อนๆที่ทำงานคณะแพทย์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ด้วยกัน เดินทางไปทำงานแบบแวะรับเพื่อนร่วมทางเพื่ออาศัยไปรถคันเดียวกันตั้งแต่เช้า ออกจากบ้านห้วยส้มสันป่าตอง ๗ โมงเช้าและถึงคณะแพทย์โรงพยาบาลสวนดอกก่อน ๘ โมงเช้า เมื่อไปถึงผมก็แยกไปสนามบินเพื่อเช็คอินและนั่งรอเที่ยวบินที่จองไว้ ๑๑ โมงเช้า

แต่วิธีการอย่างนี้ก็กลายเป็นได้ความสะดวกสำหรับเดินทางจากบ้านห้วยส้มซึ่งอยู่นอกตัวเมืองเชียงใหม่ไปยังสนามบิน ทว่า ก็ให้มีอันทุกข์ทรมานไปกับอากาศหนาวเย็นเกือบ ๑๐ องศาของเช้าวันที่เดินทาง กับการต้องนั่งรอเป็น ๒-๓ ชั่วโมง ผมต้องหาที่นั่งกลางแดดอยู่นอกอาคารสนามบินอยู่เกือบครึ่งชั่วโมง จากนั้น ก็เข้าไปนั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ในสนามบิน และกินกาแฟร้อนแบบกาแฟชงจิบน้ำชาพอให้ร่างกายได้ความอบอุ่นเล็กน้อย

กระนั้น เวลาก็ยังเหลืออยู่อีกเป็นชั่วโมงสองชั่วโมงอยู่ดี จึงนั่งหาวจนเบื่อ ระหว่างนั้น ก็เหลือบไปเห็นร้านหนังสือ เลยได้ความคิดว่าเดินไปหาหนังสือมานั่งอ่าน เพื่อใช้เวลาต้นปีอย่างนี้ ติดตามการสรุปสถานการณ์และได้เห็นความเคลื่อนไหวใหม่ๆของโลกกว้างดีกว่า ระหว่างที่เดินไปนั้น ผมก็นึกถึงอยู่ในใจว่าจะมองหาหนังสือไทม์หรือไม่ก็ไทม์ของเอเชียหรือเอเชียวีค และนิวส์วีค

แต่พอไปถึงแล้ว ก็เห็นปกและเรื่องจากปกของหนังสือไทม์และเอเชียวีคไม่น่าสนใจเสียแล้ว อีกทั้งเป็นฉบับเก่า และประเด็นสังคมโลกที่โปรยบนปกก็เป็นเรื่องที่ผมเหมือนกับได้อ่านไปแล้ว  เลยมองหาหนังสือและแมกกาซีนอื่นๆที่มีเรื่องราวน่าสนใจแบบไม่ได้กะเกณฑ์ว่าจะต้องเป็นหัวหนังสืออะไร สักพักหนึ่งก็ไปสะดุดเรื่องบนปกของแมกกาซีน Knowledge ฉบับล่าสุด ซึ่งนำเสนอเรื่องเด่นที่น่าสนใจมากเกี่ยวกับการดำเนินชีวิต วิถีการงาน และการพักผ่อนหย่อนใจของผู้คนในสังคมอนาคต รวมทั้งนำเสนอเนื้อหาเกี่ยวกับความรู้และวิทยาการทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประวัติศาสตร์ เศรษฐกิจและสังคมโลก หน้าปก เนื้อใน และภาพประกอบในเล่มพิมพ์ ๔ สีอาบมันเกือบทั้งหมด ราคาตามปกเป็นเงินไทยฉบับละ ๒๔๐ บาท กองบรรณาธิการและสำนักพิมพ์อยู่ที่ยุโรป จำหน่ายเผยแพร่ทั่วทุกภูมิภาคของโลก

แต่แรกเลยนั้น ทั้งเนื้อหาและแนวหนังสือที่ทำงานสื่อสารความรู้กับสังคมวงกว้าง ก็ทำให้ผมหยิบขึ้นมาถือและเตรียมจ่ายเงินซื้อทันที ผมอยากเห็นการนำเสนอทรรศนะทางวิชาการทางสื่ออย่างนี้ว่า เขาใช้ปัจจัยอะไรมาบ่งชี้และอ่านสัญญาณแนวโน้มความเปลี่ยนแปลงของโลกที่จะสะท้อนลงสู่วิถีชีวิต การงาน คุณภาพชีวิต สุขภาวะสังคม และโลกด้านในของมนุษย์ สิ่งที่คาดการณ์เป็นอย่างไรบ้าง น่าศึกษาวิธีใช้ความรู้สะท้อนสถานการณ์โลก โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวกับคนและสุขภาวะของสังคมอย่างนี้

ความรู้ต่อสภาวการณ์สังคมโลก รวมทั้งการได้เห็นปัจจัยแนวโน้มความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญและใกล้ชิดกับตัวเราอย่างนี้ จะมีความหมายมากต่อการได้เตรียมความพร้อม การใช้วิจารณญาณในชีวิตประจำวัน การมีกุศโลบายและความแยบคายอยู่เสมอต่อการสร้างคน สร้างความรู้ และพัฒนาการเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงของสังคมสู่อนาคต ที่ต้องเท่าทันและมีความมั่นใจได้อยู่เสมอว่าได้หมั่นทำเหตุปัจจัยที่เหมาะสม พอเพียงและเพียงพอ ทัดเทียมกับความจำเป็นตามเงื่อนไขของเราเอง สั่งสมกันอย่างสืบเนื่องไปบนความเป็นปัจจุบันขณะของตน

แต่ระหว่างนั้น สายตาก็เหลือบไปเห็นแมกกาซีนอีกเล่มหนึ่ง หัวหนังสือว่า NEW DAWN หรือ รุ่งอรุณของวันใหม่ และความโปรยแนะนำเรื่องเด่นในฉบับอีกหลายเรื่อง เป็นต้นว่า ปลุกความตื่นรู้ศักยภาพอันแท้จริงของเรา....Awakening our true potential, จากอียิปต์โบราณสู่วิทยาศาสตร์สมัยใหม่ : ข้อต่อที่ถูกลืม .... From ancient Egypt to modern science, the forgotten link เหนือกว่าผัสสะทั้ง ๕..Beyon the 5 senses พระอาทิตย์ สร้างบุคลิกภาพของมนุษย์ได้อย่างไร .... How the sun shapes human personality....และอีกหลายเรื่องฯ

ทั้งชื่อหนังสือและเรื่องเด่นขึ้นปก ทำให้ผมอุทานในใจว่ามันจะขนาดนั้นทีเดียวรึ เพราะเป็นความกล้าเล่นในทุกมิติเลยทีเดียว นับแต่ลากให้เรื่องราวของอียิปต์โบราณข้ามยุคมาเจอกับวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ กับการลากเอาพลังของพระอาทิตย์(และดวงดาว)มาอธิบายสิ่งที่ศาสตร์ทางด้านจิตวิทยาสังคมและวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ทำหน้าที่ให้กับสังคมในปัจจุบัน เลยอดไม่ได้ที่จะหยิบขึ้นมาพินิจพิจารณา

เมื่อดูที่ปกหลังนอก ก็ออกจะรู้สึกแปลกๆไปสักหน่อย เนื่องจากมีแต่โฆษณาเกี่ยวกับการให้คำปรึกษาชีวิตของนักจิตวิทยา นักจิตบำบัด การให้คำปรึกษาในการหาคู่ที่ใช้ทั้งหลักจิตวิทยา โหราศาสตร์ และไสยศาสตร์ แต่เมื่อดูแนวหนังสือและเนื้อหาในเล่มแล้ว ก็ไม่ใช่แนวที่จะโน้มน้าวผู้อ่านไปในทางงมงาย เพราะเป็นการแสดงแนวทางในการมองสิ่งที่เรียกว่าวิทยาการ ความรู้ และภูมิปัญญาของมนุษย์ ด้วยทรรศนะที่เปิดกว้างออกไปสู่ความเป็นจริงของสรรพสิ่งจากหลากหลายจุดยืน มากกว่าจะนำเสนอเพื่อทำให้เชื่อและศรัทธาสิ่งต่างๆอย่างขาดการใช้ปัญญา

อีกทั้งในเล่มก็ให้บทสรุปเกี่ยวกับความเป็นแมกกาซีนเล่มนี้ของตนเองว่า ภูมิปัญญาโบราณ, ด้วยวิธีคิดใหม่ และตัวโปรยที่อยู่ด้านบนทุกหน้าของแมกกาซีนว่า Mind Body Spirit : ใจ กาย จิตวิญญาณ และที่ทำให้ผมได้ยินความคิดอันกังวานของงานหนังสือเล่มนี้มากเข้าไปอีก ก็ตรงวรรคปิดท้ายบทบรรณาธิการซึ่งเหมือนกับพูดแทนตัวหนังสือและบอกจุดยืนความเป็นเวทีชุมชนทางปัญญาของเขาก็คือ.... New Dawn is a doorway to this new way of thinking and seeing the world around us. .... ทำนองว่า New Dawn คือประตูที่เปิดสู่แนวทางใหม่ๆของการคิดและวิธีมองใหม่ๆต่อโลกรอบตัวเรา ....

เข้าท่าครับเข้าท่า นี่เป็นการแสดงวิธีคิดที่แตกต่างจากวิธีคิดในกระแสหลักอย่างหนึ่ง เนื่องจากโดยทั่วไปนั้น วิถีความรู้และการให้ความหมายต่อการพัฒนาต่างๆของโลกนั้น โดยมากแล้ว มักจะมองความเป็นสิ่งใหม่และอนาคตการพัฒนาของโลกด้วยวิธีคิดแบบเส้นตรง มุ่งเดินไปข้างหน้าตลอด รื้อทิ้งหรือทิ้งของเก่าเพียงจะให้ได้ชื่อว่ามีสิ่งใหม่หรือได้สร้างความทันสมัยเท่านั้น เหมือนรถที่มีเกียร์เดินหน้าอย่างเดียว มุ่งทะยานไขว่คว้าไปข้างหน้า ออกไปสู่สิ่งที่ยังมาไม่ถึงและอยู่นอกกายใจของมนุษย์ เสียสมดุลมิติจิตใจกับวัตถุ และไกลตัวออกไปเรื่อยๆ สุดพรมแดนจักรวาลและเอกภพก็สู้เอาทั้งโลกลงทุนเพื่อไปรู้ให้หมด แต่ใส่ใจและลงทุนน้อยกับการสร้างความรู้วิธีเรียนรู้เพื่อเดินทางเข้าสู่โลกด้านในตนเองให้เข้าถึงความเป็นสัมมาในมิติต่างๆของชีวิต ซึ่งนำมาสู่แง่มุมที่แมกกาซีนใช้กระตุกความคิดผู้อ่านว่า ปลุกความตื่นรู้ศักยภาพอันแท้จริงในตัวเรา นั่นเอง

หนังสือนี้ จึงเป็นการจุดประกายความคิดให้เราได้เห็นโอกาสพัฒนาความสามารถค้นพบสิ่งใหม่ๆ ตลอดจนเห็นคุณค่าและความหมายใหม่ๆ ได้จิตใจและตัวปัญญาใหม่ๆ ในท่ามกลางยุคสมัยและบริบททางสังคมวัฒนธรรมที่เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา จากสิ่งที่มีอยู่แล้ว นับแต่เดินเข้าสู่โลกด้านในและจิตใจดวงเดิมของเรา กระทั่งการหมุนเวียนสร้างสิ่งใหม่ๆอย่างไม่รู้จบสิ้นได้ จากสิ่งที่มีอยู่เป็นทุนเดิมอยู่แล้วในสังคมและอารยธรรมมนุษย์ ดังคำโปรยบอกเนื้อหาในเล่มหนังสือที่ว่า...ภูมิปัญญาโบราณ ด้วยวิธีคิดใหม่

ที่สำคัญคือ หนังสือเล่มนี้บอกเลยละครับว่าเขานำเสนอความคิด มุมมอง และการให้จินตนาการจากความรู้สึกและท่าทีใหม่ๆต่อโลกรอบข้างที่เหมือนกับเป็นสิ่งเดิมๆ ราคาหน้าปกคิดเป็นเงินไทย ๓๗๕ บาท ในขณะที่คุณภาพการพิมพ์เป็นสีเดียวเกือบทั้งเล่ม และความหนาก็บางกว่าฉบับแรก แต่แพงกว่ากันเกือบ ๒ เท่า ซึ่งการสร้างให้เกิดคุณค่าและมูลค่าเพิ่มมากขึ้นให้กับปัจจัยความรู้และการสื่อสารความรู้เพื่อสังคม ด้วยการเติมปัจจัยความคิดเข้าไปในลักษณะนี้ นับว่าเป็นการสร้างวัฒนธรรมความรู้ ให้มีบทบาทและสามารถดำรงอยู่ในโลกความเป็นจริงได้ ที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย

แมกกาซีนฉบับแรกเป็นแนวขายข้อมูล ความรู้ ข่าวสารวิทยาการ และการฉายภาพอนาคตจากข้อเท็จจริง ในขณะที่ฉบับหลังนี้ กล่าวได้ว่าเป็นการผ่านเลยจากการขายข่าวสารและความรู้อย่างฉบับแรก ไปสู่การขายฝัน ขายจินตนาการ การให้ความรู้สึก ตระหนัก ตื่นรู้ และสิ่งที่ให้คุณค่าทางจิตใจ ซึ่งนอกจากคุณค่าในตนเองของเนื้อหาในเล่มแล้ว ปรากฏการณ์ทั้งหลายบนความเป็นหนังสืออย่างนี้ ก็สื่อสะท้อนสภาพสังคมโลกในอีกมิติหนึ่ง ที่กำลังเป็นอยู่และกำลังพัฒนาการไป ได้เป็นอย่างดีมากเช่นกัน

ผมอยากจะซื้อแมกกาซีนทั้งสองฉบับนี้ด้วยการมีความน่าสนใจสำหรับผมไม่แพ้กัน แต่ตอนนี้ในหัวผมนึกถึงแต่ร้านกาแฟกับห้องเอนกประสงค์สำหรับจัดประชุม ภาวนา เวทีเสวนา และจัดแสดงงานศิลปะ ที่อยากทำในบ้าน และจำเป็นต้องเก็บหอมรอมริบอย่างสุดฤทธิ์ เลยต้องหมั่นรู้ประมาณและกำกับความอยากได้หนังสือของตนเองไว้อยู่เสมอว่า ในแต่ละเดือนนั้น ผมไม่ควรซื้อหนังสือเกินวงเงิน ๒ พัน (แต่วันนี้ได้ซื้อหนังสือคุณหมอโกมาตรไปเสียแล้วกว่า ๕ ร้อยบาท) เลยยืนชั่งน้ำหนักดูอยู่ครู่ใหญ่เลยทีเดียว

ในที่สุด ก็ตกลงใจได้เมื่อพิจารณามาถึงข้อที่ว่า ประเด็นอนาคตเกี่ยวกับสภาวการณ์สังคมนั้น เป็นความรู้และรายงานข่าวการวิเคราะห์สภาวการณ์ที่น่าสนใจมาก อีกทั้งเป็นแง่มุมหนึ่งที่อยู่ในสาขาซึ่งเป็นประโยชน์ต่อชีวิตการงานของผมด้วย แต่ความรู้และการวิเคราะห์สิ่งเหล่านี้ ก็ไม่น่าจะเกินไปกว่าความรู้และการวิเคราะห์เพื่อชี้นำความเข้าใจสภาวการณ์ต่างๆ ที่เราจะสามารถสร้างขึ้นได้ด้วยตัวเราเองเมื่อต้องการ ดังนั้น แม้จะเป็นข้อมูลทางวิชาการมากกว่าและราคาถูกกว่า ก็เป็นสิ่งที่ผมเองน่าจะพอเรียนรู้และประเมินได้เอง อีกทั้งบางแง่มุมก็น่าจะดี แม่นยำ และสอดคล้องกับบริบทจำเพาะตนได้มากกว่าเสียอีก ไม่ต้องซื้อก็ได้

แต่อีกฉบับหนึ่งซึ่งแม้จะแพงกว่านั้น เป็นวิธีคิดและวิธีสร้างทรรศนะต่อสิ่งต่างๆของนักเขียนและนักสังเกตปรากฏการณ์ต่างๆของสังคมโลก ที่ต้องสามารถก้าวเดินออกจากความรู้ ตกผลึกมวลประสบการณ์ แล้วผลิตความคิด มุมมอง และการสะท้อนการเห็น ออกมาให้คนอื่นได้สัมผัส จึงย่อมให้ความกว้างขวางและสร้างความรอบด้านหลายอย่าง ที่ต้องนับว่าเป็นปัญญาญาณและพลังความสร้างสรรค์ของมนุษย์อย่างจำเพาะตน ข้อมูลและความรู้จากข้อเท็จจริงชุดเดียวกัน จะบอกเล่าออกมาจากตนเองแต่โดยลำพัง ให้ผู้คนสามารถอ่านและได้ความคิดดีๆเหมือนกันไปหมดทุกคน ไม่ได้ ผมน่าจะซื้อความคิดของงานเขียนในแมกกาซีนฉบับนี้ดีกว่า

ในที่สุด ผมจึงค่อยๆวางแมกกาซีน Knowledge ลง แล้วก็เดินไปจ่ายเงิน ๓๗๕ บาทเพื่อซื้อแมกกาซีน New Dawn ฉบับเดียว ซึ่งเป็นหนังสือผลิตงานความคิด แต่แพงและเผยแพร่กว้างขวางมากกว่าสื่อสิ่งพิมพ์ที่เน้นนำเสนอความรู้กับข่าวสารวิทยาการของโลก ในชุมชนหนังสือและเครือข่ายทางปัญญาระดับสากล ผมนั่งอ่านและเดินทางไปกับความคิดของเรื่องราวต่างๆด้วยอย่างเพลิดเพลิน ทำให้การรอคอยเที่ยวบินอันน่าเบื่อและน่ารำคาญแต่เดิม ผ่านไปอย่างรวดเร็ว.