เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับชาวมาเลเซียเชื้อสายไท
มีนักวิชาการหลายคนได้ศึกษาในส่วนที่เกี่ยวข้องกับชาวมาเลเซียเชื้อสายไทไว้บ้างแล้วในหลายประเด็น กล่าวคือ
ทวีศักดิ์ ล้อมลิ้ม ได้วิจัยเรื่อง การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับหัวเมืองประเทศราชมลายูในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น (พ.ศ. 2325 – 2411) เมื่อปี พ.ศ. 2515 การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายประการสำคัญคือ เพื่อศึกษาปัญหาการปกครองหัวเมืองประเทศราชมลายูของไทย พร้อมทั้งพระบรมราโชบายของกษัตริย์ไทยในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น ในการศึกษาวิเคราะห์เอกสารประเภทจดหมายเหตุในสมัยรัชกาลที่ 1 ถึงรัชกาลที่ 3 ทั้งที่ยังไม่ได้ตีพิมพ์และตีพิมพ์แล้ว ทั้งเอกสารของไทยและเอกสารของต่างประเทศ สาระสำคัญว่าด้วยการจัดการปกครองหัวเมืองประเทศราชมลายูของไทย ได้แก่ ปัตตานี ไทรบุรี กลันตัน และตรังกานู ตั้งแต่รัชกาลที่ 1 ถึง รัชกาลที่ 4(1)
ธำรง อายุวัฒนะ ได้ศึกษาเรื่อง ไทยในมาเลเซีย กล่าวถึงการอพยพของคนไทยสู่ดินแดนคาบสมุทรมลายูเรียกว่า สะการามาเซ็น แปลว่าดินแดนแห่งทะเลเค็ม ซึ่งหมายถึงดินแดนที่เป็นประเทศมาเลเซียในปัจจุบัน การอพยพของคนไทยในดินแดนแถบนี้เกิดขึ้นนับพันปี มีความเป็นระยะ ๆ อย่างต่อเนื่องพร้อม ๆ กับชนชาติอื่นอีกหลายเชื้อชาติ ในระยะต่อมามีคนไทยตั้งถิ่นฐานอยู่ในหลายรัฐของประเทศมาเลเซีย เช่น เกดะห์ ปะลิส เประ กลันตัน ตรังกานู ปีนัง และ สลังงอร์ ส่วนใหญ่จะอาศัยอยู่ในรัฐตอนเหนือของประเทศ นับถือพระพุทธศาสนา ใช้ภาษาไทยในชีวิตประจำวัน มีขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมอย่างคนไทย2
กิ่งแก้ว นิคมขำ(3) ได้วิจัยเรื่อง การเจรจาและข้อตกลงระหว่างไทยกับอังกฤษเกี่ยวกับหัวเมืองมลายูในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ระหว่าง พ.ศ. 2443 ถึง 2452 เมื่อปี พ.ศ. 2519 ผู้วิจัยได้ใช้เอกสารชั้นหนึ่งส่วนใหญ่มาจากกองบรรณาสาร กระทรวงการต่างประเทศและสถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สาระสำคัญของการเจราข้อตกลงระหว่างไทยและอังกฤษนั้น ไทยเองมีปัจจัยผลักดันอยู่เบื้องหลัง 4 ประการคือ ความต้องการยกเลิกปฏิญญาลับ (ซึ่งรัฐบาลไทยสัญญาว่าจะไม่ยกดินแดนตั้งแต่เมืองบางตะพานลงไปหรือให้สิทธิหรือผลประโยชน์พิเศษในดินแดนดังกล่าวแก่รัฐบาลหรือคนในบังคับมหาอำนาจชาติที่สามโดยปราศจากการยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรจากรัฐบาลอังกฤษ) ความต้องการแก้ไขสิทธิภาพนอกอาณาเขต สภาพการณ์ที่ไม่น่าพึงพอใจในหัวเมืองมลายู และความต้องการสร้างทางรถไฟสายใต้ตามสนธิสัญญาฉบับนี้ไทยต้องยอมยกเมืองกลันตัน ตรังกานู ไทรบุรี และปะลิสให้แก่อังกฤษ หลักฐานจากการค้นคว้าบ่งชัดว่าไทยยอมเสียดินแดนครั้งนี้เพื่อแลกกับการยกเลิกปฏิญญาลับเป็นจุดประสงค์ใหญ่ ส่วนสิทธิสภาพนอกอาณาเขตนั้นจุดประสงค์รอง นอกจากนั้นสนธิสัญญานี้ยังผลให้เกิดการยุติการขยายอิทธิพลของอังกฤษเข้ามาในดินแดนภาคใต้ รวมทั้งขจัดปัญหาความ ขัดแย้งทางเศรษฐกิจระว่างประเทศทางแหลมมลายูด้วย
ปัญญ์ ยวนแหล และคนอื่น ๆ เขียนบทความเรื่องเยี่ยมคนไทยในกลันตัน ในวารสารรูสมิแล กล่าวถึงปัญหาด้านความเป็นอยู่ของคนไทยในรัฐกลันตันในฐานะที่เป็นชนกลุ่มน้อยในประเทศสหพันธรัฐมาเลเซีย และกล่าวถึงจำนวนคนไทยในประเทศสหพันธรัฐมาเลเซียว่ามีประมาณ 60,000 คน คนเหล่านี้ยังคงรักษาประเพณีวัฒนธรรมไทยไว้ได้เป็นอย่างดี4
สกรรจ์ จันทรัตน์ (5) ได้วิจัยเรื่อง ปัญหาการปกครองมณฑลไทรบุรีในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (พ.ศ. 2440 – 2452) เมื่อ พ.ศ. 2522 เพื่อศึกษาถึงการคุกคามของมหาอำนาจตะวันตกในหัวเมืองมลายูของไทย สภาพการณ์ทางการเมือง เศรษฐกิจในมณฑลไทรบุรี และสาเหตุที่รัฐบาลไทยตัดสินใจยกดินแดนส่วนใหญ่ของมณฑลไทรบุรีให้กับรัฐบาลอังกฤษใน พ.ศ. 2452 ผลการศึกษาปรากฏว่าดินแดนหัวเมืองมลายูตะวันตกมีการปกครองภายในอิสระจากรัฐบาลที่กรุงเทพฯ การคุกคามของอังกฤษเป็นสาเหตุหนึ่งที่รัฐบาลไทยเร่งปรับปรุงการปกครองให้รัฐบาลกลางมีอำนาจมากขึ้น จึงได้ประกาศรวมเมืองไทรบุรี เมืองปะลิส เมืองสตูล เป็นมณฑล ไทรบุรีใน พ.ศ. 2440 เนื่องจากสถานการณ์ทางการเมืองภายในมณฑลไทรบุรีเปิดโอกาสให้รัฐบาลสเตรสเสเตลเมนต์เข้ามาแทรกแซงตลอด รัฐบาลกลางไม่สามารถควบคุมและแก้ไขสถานการณ์ให้ดีขึ้นได้ ในที่สุดรัฐบาลไทยพิจารณาเห็นว่าสิทธิการครอบครองเมืองไทรบุรี เมืองปะลิสมีความสำคัญน้อยกว่าการมีอธิปไตยที่สมบูรณ์ในดินแดนของไทยในคาบสมุทรมลายูอื่น ๆ
และการที่มีเอกราชทางศาลดังนั้นมีการเจรจาแลกเปลี่ยนอธิปไตยเหนือเมืองไทรบุรี เมืองปะลิส และเมืองมลายูอื่น ๆ กับการยกเลิกอนุสัญญาลับ พ.ศ. 2440 และการยกเลิกสิทธิสภาพนอกอาณาเขตกับรัฐบาลอังกฤษใน พ.ศ. 2452 แต่เมืองสตูลเป็นเมืองหนึ่งในมณฑลไทรบุรี ยังอยู่ในอธิปไตยของรัฐบาลไทยตลอดมาปัจจุบันคือจังหวัดสตูล1
ฉันทัส ทองช่วย ได้วิจัยเรื่อง ภาษาไทยที่ใช้ในปัจจุบันในรัฐกลันตัน ไทรบุรี และปะลิส เมื่อปี พ.ศ. 2525 งานวิจัยนี้มุ่งศึกษาระบบเสียง คำ ความหมายของคำบางคำ และลักษณะการเรียงคำของประโยค ในภาษาท้องถิ่นที่ใช้ในปัจจุบันในรัฐกลันตัน ไทรบุรี และปะลิสประเทศมาเลเซีย เพื่อศึกษาเปรียบเทียบเรื่องราวต่าง ๆ เหล่านี้ในภาษาถิ่นที่วิจัยทั้ง 3 ถิ่นกับภาษากรุงเทพฯ และศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาษาถิ่นที่วิจัยแต่ละถิ่นที่พูดในมาเลเซียกับภาษาไทยถิ่นใต้ที่พูดในเมืองไทย จากการศึกษา พบว่า ภาษาถิ่น 3 ถิ่นนี้มีทั้งลักษณะที่คล้ายคลึงกันและแตกต่างกันโดยเฉพาะภาษาไทยไทรบุรีกับปะลิสคล้ายคลึงกันมากในเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้เกือบทุกด้านแตกต่างจากภาษาไทยกลันตันอย่างเห็นได้ชัด และทั้ง 3 ภาษานี้จะแตกต่างจากภาษากรุงเทพฯ แต่จะคล้ายคลึงกับภาษาไทยถิ่นใต้ ภาษาถิ่นที่วิจัยทั้ง 3 ถิ่นได้รับอิทธิพลจากภาษามลายูในเรื่องต่าง ๆ ทั้งในระบบเสียง โครงสร้างของคำ การใช้ศัพท์และการเรียงลำดับคำ6
พันธ์ทิพย์ พันธ์คำ เขียนหนังสือสหพันธ์มาเลเซีย กล่าวถึงรายละเอียดทั่วไปของประเทศสหพันธรัฐมาเลเซีย และเขียนถึงคนไทยในประเทศสหพันธรัฐมาเลเซียว่าเป็นชนกลุ่มหนึ่งในสังคมหลายเชื้อชาติของประเทศสหพันธรัฐมาเลเซีย ที่มากที่สุดในรัฐไทรบุรี การแต่งกายยังคงเหมือคนไทยในชนบททั่วไปของประเทศไทย มีการศึกษาภาษาไทยแต่ยังไม่แพร่หลาย ลักษณะนิสัยใจคอไม่กระตือรือร้น ชอบอยู่เป็นหลักแหล่ง ไม่ค่อยยอมเคลื่อนย้ายที่ทำกิน แม้บางครั้งจะถูกกดดันจากคนมาเลเซียก็ตาม7
Arun A / L Boontiang. (8) คนไทยบ้านทุ่งควาย ตำบลทุ่งควาย อำเภอเปิ้นดัง รัฐไทรบุรี ประเทศสหพันธรัฐมาเลเซีย ศึกษาเรื่อง Kesedarn Dan Tindakan Politik Di Kalangan Masyarakat Minoroti Siam : Satu Kajian Kes Di Daerah Pendang, Kedah Darulaman กล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า ในศตวรรษที่ 18 – 19 เกิดปัญหาทางเศรษฐกิจที่เมืองสงขลาและนครศรีธรรมราช ราษฎรส่วนหนึ่งจึงอพยพมาบุกเบิกที่ดินทำกินในรัฐไทรบุรี ซึ่งขณะนั้นมีที่ดินกว้างขวางอุดมสมบูรณ์และผู้ปกครองมีนโยบายอย่างแน่ชัดในการส่งเสริมการเพาะปลูกนอกจากนี้ยังได้กล่าวถึงคนไทยในมาเลเซียด้วยว่า จากการสำรวจของรัฐบาลมาเลเซียเมื่อ พ.ศ. 1980 พบว่ามีทั้งหมด 31,095 คน คิดเป็นร้อยละ 0.22 ของประชากรชาวมาเลเซียทั้งหมด 13.9 ล้านคน รัฐที่มีมากที่สุดคือ ไทรบุรี 16,062 คน คิดเป็นร้อยละ 51.6 ของจำนวนคนไทย
พร้อมกันนี้ยังได้กล่าวถึงความตื่นตัวทางการเมืองของคนไทยในมาเลเซียด้วยทางการมาเลเซียให้การยอมรับว่าคนไทยเหล่านี้เป็นชาวมาเลเซียโดยถูกต้องตามกฎหมาย มีสิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้งสมัครสมาชิกสภา ผู้แทนราษฎรเหมือนชาวมาเลเซียทั่วไป แต่เนื่องจากว่าการเมืองในมาเลเซียแต่ละกลุ่มชนจะมีพรรคการเมืองเป็นของตนเอง แต่กลุ่มคนไทยไม่มีพรรคการเมือง อาจเป็นเพราะมีฐานเสียงน้อยหรือมีความสามารถไม่ถึงจึงไม่มีอำนาจต่อรอง ไม่มีความแข็งแกร่งทางการเมืองจึงสมควรให้คนไทยมีพรรคการเมืองเป็นของตนเองเพื่อช่วยเหลือคนไทยและให้คนไทยมีการติดต่อและกลมเกลียวกันทั้งประเทศ
สังเกตได้ว่าประเทศสหพันธรัฐมาเลเซียได้รับเอกราชจากอังกฤษมานานแล้วถึง 35 ปี แต่ไม่เคยมีคนไทยเป็นสมาชิกสภาจังหวัดหรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเลย1
คำนวณ นวลสนอง ได้วิจัยเรื่อง การศึกษาพัฒนาการทางสังคมและวัฒนธรรมของชนชาติไทในรัฐตอนเหนือของมาเลเซีย เพื่อศึกษาพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของชนชาติไทในรัฐตอนเหนือของมาเลเซียและความต่อเนื่องของพัฒนาการทางสังคมและวัฒนธรรมของชาวมาเลเซียเชื้อสายไทในรัฐตอนเหนือของมาเลเซีย พบว่า ได้แบ่งพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ชนชาติไทในรัฐตอนเหนือของมาเลเซียออกเป็น 5 ช่วง คือ ชนชาติไทในยุคเริ่มแรกในมาเลเซียจนถึงสมัยกรุงธนบุรี สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นถึงรัชกาลที่ 5 ไทยเสียดินแดนในรัฐตอนเหนือของมาเลเซียให้แก่อังกฤษ ชนชาติไทในรัฐตอนเหนือของมาเลเซียภายใต้การปกครองของอังกฤษ และชาวมาเลเซียเชื้อสายไทกับการเป็นพลเมืองของมาเลเซีย และได้ศึกษาความต่อเนื่องของพัฒนาการทางสังคมและวัฒนธรรมของชนชาติไทในรัฐตอนเหนือของมาเลเซีย การทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา การจัดตั้งองค์กรชุมชนให้เข้มแข็ง การสืบทอดวัฒนธรรมไทย การใช้ชื่อและนามสกุลที่เป็นภาษาไทย และการผสมผสานระหว่างชาติพันธุ์9
Mohammed Yusoff Ismail ศึกษาเรื่อง Buddhism and Ethnicity Social Organization of a Buddhist Temple in Kelantan กล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างพุทธศาสนากับชาติพันธุ์สยาม ความสัมพันธ์ทางด้านประวัติศาสตร์ระหว่างกลันตันและสยาม การปกครองคณะสงฆ์ในกลันตัน และได้เลือกศึกษาวิถีชีวิตของชาวมาเลเซียเชื้อสายไทที่บ้านกลาง อำเภอตุมปัต รัฐกลันตัน10
Ryoko Nishii ศึกษาเรื่อง Emergence and Transformation of Social Ethnicity : Sam Sam on the Thai – Malaysian Border ซึ่งเป็นเรื่องของปรากฏการณ์และการเปลี่ยนแปลงระหว่างชาติพันธุ์ที่ไร้ขอบเขต กรณีของกลุ่มชนซัมซัมที่อาศัยอยู่ในบริเวณชายแดนไทย – มาเลเซีย บริเวณพื้นที่รัฐเกดะห์ ปะลิสของมาเลเซีย และจังหวัดสงขลาและสตูลของประเทศไทย การผสมผสานระหว่างชาติพันธุ์ที่เกิดขึ้นมีทั้ง ภาษา ศาสนา ขนบธรรมเนียมประเพณี และอื่น ๆ11
อ้างอิงเชิงอรรถ
1 ทวีศักดิ์ ล้อมลิ้ม.( 2517). ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับหัวเมืองประเทศราชมลายูในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น (พ.ศ. 2325 – 2411) . หน้า 220 .
2 ธำรงศักดิ์ อายุวัฒนะ. (2517). ไทยในมาเลเซีย. หน้า567 .
3 กิ่งแก้ว นิคมขำ. (2519). การเจรจาและข้อตกลงระหว่างไทยกับอังกฤษเกี่ยวกับหัวเมืองมลายูในสมัยยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ระหว่าง พ.ศ. 2443 ถึง 2452. หน้า. 241.
4 ปัญญ์ ยวนแหล และคนอื่น ๆ .( มปป ). เยี่ยมคนไทยในกลันตัน . รูสมิแล. 3(5) : 4 – 11, 8 ; พฤศจิกายน – ธันวาคม 2517.
5 สกรรจ์ จันทรัตน์. ( 2522 ). ปัญหาการปกครองมณฑลไทรบุรีในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (พ.ศ. 2440 – 2452). หน้า. 283
6 ฉันทัส ทองช่วย. ( 2525 ). ภาษาไทยที่ใช้ในปัจจุบันในรัฐกลันตัน ไทรบุรี และปะลิส. หน้า. 553
7 พันธ์ทิพย์ พันธ์คำ. ( 2525 ). สหพันธ์มาเลเซีย. หน้า 81 .
8 Arun A / L Boontiang. (1990). Kesedarn Dan Tindakan Politik Di Kalangan Masyarakat Minoroti Siam : Satu Kajian Kes Di Daerah Pendang, Kedah Darulaman.P. 6 – 7.
9 คำนวณ นวลสนอง. ( 2546 ). การศึกษาพัฒนาการทางสังคมและวัฒนธรรมของชนชาติไทในรัฐตอนเหนือของมาเลเซีย. หน้า 212.
10 Mohammed Yusoff Ismail. (1983). Buddhism and Ethnicity Social Organization of a Buddhist Temple in Kelantan. P 165.
11 Ryoko Nishii. (2000). Emergence and Transformation of Social Ethnicity : Sam Sam on the Thai – Malaysian Border. P. 191 – 200.