3. ประวัติศาสตร์มลายูในช่วงอยู่ภายใต้อิทธิพลของต่างชาติจนถึงการได้รับเอกราช (พ.ศ. 2054 – 2500) เมื่อโปรตุเกสเข้ามาปกครองมะละกาก็เข้าไปมีอิทธิพลในรัฐอื่นที่เป็นของชาวมลายูด้วย โดยโปรตุเกสพยายามผูกขาดการค้าเครื่องเทศไว้ในกำมือของตนเอง ครั้งถึงพุทธศตวรรษที่ 22 ฮอลันดาและยะโฮร์ได้ร่วมมือกันกำจัดอำนาจของโปรตุเกส จนถึงปี พ.ศ. 2184 โปรตุเกสแพ้สงคราม มะละกาก็ถูกครอบงำโดยฮอลันดา และได้พัฒนาเมืองยะโฮร์เป็นเมืองแห่งการค้าด้วย จนกระทั่งถึงต้นศตวรรษที่ 24
เกิดสงครามปฏิวัติฝรั่งเศส ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนี้ฮอลันดาต้องร่วมรบกับฝรั่งเศสต่อสู้กับอังกฤษ อังกฤษจึงเข้ายึดมะละกาในปี พ.ศ. 2338 แต่เมื่อสงครามสงบลง ฮอลันดากลับมาปกครองอีกครั้งหนึ่งในปี พ.ศ. 2361 ปกครองอยู่ 6 ปี ก็ยกให้อังกฤษด้วยการทำสนธิสัญญาตกลงกันในปี พ.ศ. 2367 ด้วยการหลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ด้วยการจำกัดผลประโยชน์ที่ชัดเจน โดยแบ่งแยกอาณาบริเวณด้วยการลากเส้นผ่านช่องแคบมะละกา อาณาบริเวณทางใต้และตะวันตกของเส้นแบ่งเป็นของฮอลันดา ส่วนอาณาบริเวณทางเหนือและตะวันออกของเส้นแบ่งเป็นของอังกฤษ จากนั้นอังกฤษได้เข้ามาขยายอิทธิพลและได้ปกครองเกาะปีนังและโปรวินส์ เวลเลสเลย์ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเกาะปีนัง สิงค์โปร์ และมะละกา การปกครองของอังกฤษและการใช้นโยบายการค้าเสรีมีผลให้ดินแดนแถบนี้มีความเจริญขึ้นอย่างรวดเร็ว ผลจากการเจริญขึ้นทำให้มีการอพยพเข้ามาของชาติต่าง ๆ โดยเฉพาะชาวจีนและอินเดีย และการปกครองของอังกฤษไม่มีนโยบายในการรุกรานมลายู หากเพียงเพื่อคุ้มครองเส้นทางการค้าระหว่างอินเดียและจีน และเพื่อสร้างศูนย์กลางการค้าในแหลมมลายู1
ส่วนในรัฐทางตอนเหนือของมลายูได้แก่ รัฐเประ เกดะห์ กลันตัน และตรังกานู แต่เดิมเป็นรัฐที่อยู่ในเขตอิทธิพลของสยาม และการเข้ามาแทรกแซงของอังกฤษเกิดจากเกดะห์และสยามมีปัญหาขัดแย้งกัน มีการตกลงกันระหว่างอังกฤษกับสยามในปี พ.ศ. 2369 ผลจากสนธิสัญญาฉบับนี้ทำให้ประเทศรอดพ้นจากการคุกคามของสยามและอยู่ภายใต้การคุ้มครองของอังกฤษ ไทยจึงได้รับผลกระทบกระเทือนมากที่สุด ต่อมาอังกฤษก็เริ่มเข้ามาแทรกแซงรัฐภายใน ซึ่งได้แก่ เประ สลังงอร์ ปาหัง และเนกรีเซมบิลัน ในระยะแรกอยู่ในรัฐอารักขา สุลต่านมีหน้าที่ในการบริหารบ้านเมืองทุกอย่าง แต่ต้องปรึกษากับอังกฤษก่อนแต่ต่อมาสุลต่านก็มีบทบาทลดลง ยังคงมีหน้าที่ในงานด้านประเพณีและวัฒนธรรม ซึ่งอังกฤษไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว ในที่สุดรัฐอารักขาเหล่านั้นก็กลายเป็นรัฐในอารักขาของอังกฤษ ซึ่งการปกครองของอังกฤษทำให้รัฐเหล่านี้มีความเจริญขึ้นมากมาย มีการช่วยเหลือกันระหว่างรัฐ โดยเฉพาะรัฐที่มีรายได้มากกว่าช่วยเหลือรัฐที่มีรายได้น้อยกว่า2
จากนั้นอังกฤษก็ได้พยายามขยายอิทธิพลเข้ามาในรัฐประเทศราชของไทยทำให้รัฐบาลในขณะนั้นพึงตระหนักว่า อังกฤษคงจะยึดเอารัฐประเทศราชของไทยในแหลมมลายูไปโดยไทยคงจะไม่ได้รับผลประโยชน์แต่อย่างใด ดังนั้นรัฐบาลสยามในสมัยนั้นจึงได้ทำสัญญาตกลงกับรัฐบาลอังกฤษด้วยการแลกเปลี่ยนการยกเลิกหนังสือสัญญาลับ ที่สยามได้ทำไว้กับอังกฤษ พ.ศ. 2440 และว่าด้วยการสร้างทางรถไฟสายใต้กับประเทศราชสยามในแหลมมลายูที่ยังเหลืออยู่ ซึ่งได้แก่เมืองกลันตัน ตรังกานู ไทรบุรี และปะลิส เมื่อวันที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 24523
การทำสัญญาระหว่างไทยกับอังกฤษในครั้งนั้น ได้ผนวกว่าด้วยการยกเลิกสัญญาลับที่ไทยได้ทำไว้กับอังกฤษ พ.ศ. 2440 และว่าด้วยการสร้างทางรถไฟสายใต้ โดยที่รัฐบาลอังกฤษให้เงินกู้ในการก่อสร้างภายใต้เงื่อนไขว่า การสร้างทางรถไฟสายใต้ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของอังกฤษ และชาวอังกฤษต้องเป็นผู้ดำเนินการในการก่อสร้าง4 และรัฐบาลไทยต้องสูญเสียดินแดนในหัวเมืองมลายูให้แก่อังกฤษครั้งนี้ทั้งหมดประมาณ 15,000 ตารางไมล์ มีทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญทางเศรษฐกิจจำนวนมาก พร้อมกับประชากรไม่ต่ำกว่า 5 แสนคน ก่อให้เกิดความรู้สึกกับคนไทยทั่วไปว่า เป็นการสูญเสียเกียรติภูมิของชาติเป็นอย่างมาก ซึ่งรัฐบาลไทยรับผลประโยชน์น้อยกว่าอังกฤษ
การเข้ามาของอังกฤษในมลายู ทำให้มลายูกลายเป็นสังคมที่หลากหลาย ประกอบด้วยคนหลายชนชาติ โดยเฉพาะชาติจีนและอินเดีย ซึ่งในช่วงแรกเป็นการเข้ามาเพื่อหางานทำ และหาเงินเพื่อบั้นปลายของชีวิตจะได้กลับไปใช้ชีวิตที่สุขสบายในดินแดนบ้านเกิด ชาวจีนที่อพยพเข้ามามลายูเพื่อเป็นกรรมกรในเหมืองแร่ดีบุกเป็นจำนวนมาก ส่วนชาวอินเดียเข้ามาทำงานเป็นกรรมกรในไร่กาแฟและสวนยาง ทั้งชาวจีนและอินเดียได้อพยพเข้ามาในมลายูส่วนมากในศตวรรษที่ 24 – 25(5)ต่อมาก็ได้ตั้งถิ่นฐานในมลายูอย่างถาวร และได้รับสัญชาติเป็นมาเลเซีย
....................................
อ้างอิงเชิงอรรถ
1 เอน. เจ. ไรอัน. เล่มเดิม. หน้า 95 – 98.
2 ไพโรจน์ โพธิ์ไทร. (2518). ภูมิหลังของมาเลเซียและดินแดนใกล้เคียง. หน้า 174.
3 พนม ทิมเจริญ. เล่มเดิม. หน้า 4 – 5.
4 แถมสุข นุ่มนนท์. (2514). “การเจรจาทางการฑูตระหว่างไทยกับอังกฤษ ค.ศ. 1900 –
1909,” ในชุมนุม บทความทางวิชาการถวายพระบรมวงศ์เธอกรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ที่พระชนมายุครบ 80 พรรษ บริบูรณ์ 25 ตุลาคม 2514. หน้า 13 – 14.
5 เอน.เจ ไรอัน. เล่มเดิม. หน้า 123.
จำได้แม่นเลยค่ะอาจารย์ ตอนเรียนเนื้อหาตรงนี้ เประ กลันตัน ตรังกานู
เสียเพื่อสืบต่อ สานสัมพันธ์ เสียดาย แต่แก้ไขไม่ได้ เพียงมองแง่ดีไว้
ขวานทองจึงได้สวยงาม เป็นรูปร่างอย่างทุกวันนี้ ดีที่สุดแล้ว ขอบคุณค่ะอาจารย์
สวัสดีครับ คุณ ปู
การลงพื้นที่วิจัยในปีเทศมาเลเซียช่วงนี้ เหมือนอยู่ในช่วงหน้าฝนละ
พึ่งรู้ว่า...หาที่บันทึกรูปภาพไม่เจอ ยังงง ๆ อยู่ว่า เวลาได้รูปมาแล้วจะนำมาวางเพื่อบันทึกยังไงละนี่...ใครรู้ช่วยบอกด้วยนะครับผม..
ขอบคุณครับ