หมายเหตุ : บันทึกนี้เตรียมลงในวันเด็ก (14 มกราคม 2555) แต่มีปัญหาลงภาพประกอบไม่ได้เลยชะลอไว้ก่อน แต่วันที่ 15 ม.ค. ก็ยังลงภาพไม่ได้ เลยจำเป็นต้องลงไปก่อน เพื่อให้เข้ากับภาษิตที่ว่า "ตีเหล็กเมื่อยังร้อน (Strike while the iron is hot.)" แต่ก็ได้รับความช่วยเหลือทางอ้อมจากกัลยาณมิตร โดยอาศัยการแนบไฟล์ภาพในความเห็น แล้ว Copy ภาพมาลงในบันทึกจนครบตามต้องการ (แม้จะได้ภาพเล็กไปหน่อยก็ถือว่าพอแก้ขัดไปได้) ขอขอบคุณกัลยาณมิตรทุกท่านนะคะ ที่มีส่วนช่วยเหลือในครั้งนี้
(ขอบคุณภาพจาก Internet)
วันที่ 14 มกราคม 2555 เป็นวันเสาร์ที่สองของเดือนมกราคม ซึ่งรัฐได้กำหนดให้เป็น “วันเด็กแห่งชาติ” มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2508 โดยมีจุดประสงค์ เพื่อ ให้เด็กทั่วประเทศทั้งในระบบและนอกระบบโรงเรียน ได้รู้ถึงสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดชอบของตน ที่มีต่อตนเองและต่อสังคม มีความยึดมั่นในสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข (ก่อนหน้านั้น รัฐได้กำหนดให้จัดงานในวันจันทร์แรกของเดือนตุลาคม ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2498 ที่ต้องเปลี่ยนแปลงมาจัดในเดือนมกราคม ก็เพราะเดือนตุลาคมเป็นหน้าฝน เด็กไม่สะดวกในการเดินทางไปร่วมกิจกรรม เดือนมกราคมเด็กจะได้รับความสะดวกมากกว่า)
จากที่ผู้เขียนได้ดูภาพข่าวที่เผยแพร่ทาง TV พบว่า ในวันเด็ก เด็กๆได้มีโอกาสร่วมกิจกรรมต่างๆ ที่หน่วยงาน องค์กรมากมายจัดให้ ทำให้เด็กๆ ได้รับความรู้ ประสบการณ์ ความสนุกสนานเพลิดเพลิน มีโอกาสได้แสดงความสามารถ และได้รับรางวัล และของแจกต่างๆ โดยในปีนี้มีนายกหญิงมาเล่านิทานให้เด็กๆ ฟังที่ทำเนียบรัฐบาลด้วย ดูแล้วก็อดไม่ได้ที่จะย้อนนึกถึงวัยเด็กของตนเองเมื่อ 50 กว่าปีที่ผ่านมา ที่มีประสบการณ์หวิดตายมาหลายครั้ง เพราะพ่อจากพวกเราไปตอนผู้เขียนอายุประมาณ 4 ขวบ ผู้เขียนต้องอยู่บ้านตามลำพัง ในขณะที่แม่ซึ่งเป็นครูได้เดินทางไปสอนที่โรงเรียนในอีกหมู่บ้านหนึ่ง โดยพาน้องชายคนเล็กที่เพิ่งคลอดไปด้วย น้องชายคนติดกันกับผู้เขียนอายุ 2 ขวบเจ็บป่วยจนก้นแหลมนั่งไม่อยู่ ท่านเจ้าอาวาสวัดกรุณารับไปอุปการะเลี้ยงดู พี่สาวคนติดกันอายุมากกว่าผู้เขียน 2 ปีพอดี ไปเรียน ป.1 ที่โรงเรียนในหมู่บ้าน และพี่สาวคนโตซึ่งอายุมากกว่าผู้เขียนเกือบ 9 ปี ไปเรียนระดับมัธยมฯ ในจังหวัดอุบลฯ
ในละแวกบ้าน มีผู้เขียนคนเดียวที่เป็นเด็กผู้หญิง อีก 4-5 คนเป็นเด็กผู้ชาย ซึ่งจะมีอายุไล่เลี่ยกัน ในแต่ละวัน เด็กผู้ชายจะวิ่งเล่นไล่จับกันแถวใต้ถุนบ้านของผู้เขียนเพราะมีที่โล่งกว้างขวาง ในขณะที่ใต้ถุนบ้านอื่นๆ จะเป็นคอกวัว/ควาย ส่วนผู้เขียนเองก็จะเล่นแบบเด็กผู้หญิง คือ จะนำช้อนสังกะสีไปคว้านดินให้เป็นหลุม 3 หลุม แล้วนำใบไม้ในสวนข้างบ้านมาหั่นฝอยใส่ลงไปในแต่ละหลุมและเติมน้ำ จากนั้นก็ไปเก็บดอกบานเย็นมาโรยหน้าให้แต่ละหลุมมีสีสันแตกต่างกัน สมมุติให้เป็นของคาวหวานชนิดต่างๆ เสร็จแล้วก็เรียกเด็กผู้ชายมาซื้อแต่ไม่มีใครสนใจ เลยโกรธและตะโกนด่าทอ ผลก็คือ ถูกเด็กขี้โมโหคนหนึ่งใช้เสียมสับเข้าตรงกลางหัวเลือดอาบ เลยแหกปากร้องไห้ด้วยความเจ็บปวดและตกใจ จนอาที่ขี้โรคไปทำนาไม่ได้นอนป่วยอยู่ที่บ้าน ได้ยินเข้าต้องเดินกระย่องกระแย่งมาขอยานางธรณี (ดิน) โปะเข้าที่แผลเพื่อห้ามเลือดให้ ซึ่งก็ได้ผล (โชคดีที่ผู้เขียนเป็นคน "หัวแข็ง" จึงไม่เป็นบาดทะยัก หาไม่แล้ว คงไม่ได้มานั่งเขียนบันทึกอย่างที่ทำอยู่ขณะนี้)
สงบเสงี่ยมอยู่ที่บ้านได้ไม่นาน ก็ตามเด็กผู้ชายไปที่หนองน้ำใกล้บ้านที่น้ำแห้งหมดแล้ว เหลือเฉพาะบ่อตรงกลางที่มีน้ำซึ่งลึกเกินเท้าผู้ใหญ่หยั่งถึง เด็กผู้ชายแอบนำไม้กระดานที่แม่ของผู้เขียนใช้นั่งทอผ้า ไปผลัดกันให้สี่คนอยู่บนบกโดยนั่งยองๆ ฝั่งตรงกันข้ามกันฝั่งละ 2 คน เพื่อทำหน้าที่ผลักไม้กระดานที่มีเด็กคนที่เหลือนั่งคร่อม ผลักกระดานกลับไปกลับมาเป็นที่สนุกสนาน คนที่อายุมากที่สุดบอกให้ผู้เขียนนั่งดูเฉยๆ ตอนแรกผู้เขียนก็ทำตาม นานเข้าอดใจไม่ไหวจึงแอบหย่อนตัวลงไปในน้ำ แล้วก็จมดิ่งลงไปนั่งยองๆ อยู่ที่ก้นบ่อโดยไม่มีการกระเสือกกระสนหาทางขึ้นจากน้ำแต่อย่างใด โชคดีอีกครั้งที่ถึงรอบที่เด็กตัวโตที่สุดเป็นคนนั่งคร่อม ทำให้ไม้กระดานจมน้ำเพราะทานน้ำหนักเขาไม่ไหว ทำให้ตัวเขาจมน้ำแล้วไปเหยียบศีรษะของผู้เขียนเข้า จึงได้ช่วยดึงผมของผู้เขียนขึ้นจากใต้น้ำ เลยรอดตายมาได้อีกครั้งหนึ่ง...แม่ต้องแก้ปัญหาโดยให้ผู้เขียนไปนั่งพับเพียบเรียบร้อยกับพื้น โดยมีม้ารองเขียนอยู่ด้านหน้า ในห้องเรียนชั้นป.1 กับพี่สาว เพราะแม่กลัวจะเสียลูกสาวตัวแสบไป
กลับเข้ามาสู่เรื่องของ "วันเด็กแห่งชาติ"...ก่อนที่จะเตลิดไปไกลกว่านี้...นับเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ ที่นายกรัฐมนตรีซึ่งดำรงตำแหน่งในแต่ละช่วงเวลาที่มีการจัดงานวันเด็ก จะมอบ "คำขวัญวันเด็ก" ในแต่ละปี ให้กับเด็กๆ ดังตัวอย่างคำขวัญในรอบ 20 ปี (ยกมาบางคำขวัญที่แตกต่างกัน คำขวัญที่นายกรัฐมนตรีให้ จะเป็นสิ่งสะท้อนได้เช่นกันว่า ในช่วงเวลานั้นบ้านเมืองมีปัญหาอะไร และผู้นำท่านนั้นๆ ได้ให้ความสำคัญต่อการพัฒนาคุณลักษณะใดให้กับเด็กๆ)
นายอานันท์ ปันยารชุน : ปี 2535 "สามัคคี มีวินัย ใฝ่ศึกษา จรรยางาม"
นายบรรหาร ศิลปอาชา : ปี 2539 "มุ่งหาความรู้ เชิดชูความเป็นไทย หลีกไกลยาเสพติด"
(พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ให้คำขวัญที่มีเนื้อหาตรงกับนายบรรหาร ศิลปอาชา ทุกประการ ใช้คำแตกต่างกันเล็กน้อย)
นายชวน หลีกภัย : ปี 2543, 2544 "มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ คู่คุณธรรม นำประชาธิปไตย"
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร : ปี 2546
"เรียนรู้ตลอดชีวิต
คิดอย่างสร้างสรรค์ ก้าวทันเทคโนโลยี"
และคำขวัญจากปี 2550 เป็นต้นมา มีดังนี้
พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ : ปี 2550 "มีคุณธรรมนำใจ ใช้ชีวิตพอเพียง หลีกเลี่ยงอบายมุข"
: ปี 2551 "สามัคคี มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ เชิดชูคุณธรรม"
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ : ปี 2552 "ฉลาดคิด จิตบริสุทธิ์ จุดประกายฝัน ผูกพันรักสามัคคี"
ปี 2553 "คิดสร้างสรรค์ ขยันใฝ่รู้ เชิดชูคุณธรรม"
ปี 2554 "รอบคอบ รู้คิด มีจิตสาธรณะ"
(ขอบคุณ http//glitter kapook.com)
และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีคนที่ 28 ของไทย และเป็นคนปัจจุบัน : ได้ให้คำขวัญวันเด็ก ใน "วันเด็กแห่งชาติ ปี 2555" ซึ่ง www.kapook.com ได้เสนอเป็น Glitter Graphic ดังนี้ (ขอขอบคุณ http//glitter kapook.com ค่ะ)
และคุณครู "พิสูจน์" ชาว GotoKnow ได้สื่อสารคำขวัญดังกล่าว เป็นบทร้อยกรองอันไพเราะในบันทึก "http://www.gotoknow.org/blogs/posts/474625" ไว้ ดังนี้
เสาร์สิบสี่ มกรา คราวันเด็ก วันของคน เล็กเล็ก ที่ยิ่งใหญ่
อนาคต ผุดผาด ของชาติไทย หรือหยากไย่ สังคม รอชมกัน
สามัคคี มีความรู้ คู่ปัญญา คงรักษา ความเป็นไทย ให้แม่นมั่น
ใส่ใจ เทคโนโลยี ดีครบครัน คือคำขวัญ มั่นหมาย ให้เด็กเป็น
การที่ผู้นำของประเทศ ได้ประกาศ "คำขวัญวันเด็ก" ซึ่งเป็นข้อความที่บอกให้เด็กๆ ทราบว่า ผู้นำคาดหวังให้เด็กๆ มีคุณลักษณะเช่นใดนั้น กวีเอกของไทย ท่านเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ได้ประพันธ์ "ความต้องการ (Needs) ของเด็ก" (ตามความคิดของผู้ประพันธ์) ไว้เมื่อวันที่ 6 มกราคมปี 2554 ดังนี้
@ วันเด็ก
เด็กได้
อะไรบ้าง
นอกไปจาก แบบอย่าง ผู้ใหญ่ให้
นอกจากความ สนุกสนาน
เบิกบานใจ
นอกจากความ เอาใจใส่ ในวันนี้
@ เด็กต้องการ
ความรัก จากทุกคน
อยากทำตน ให้ประจักษ์ มีศักดิ์ศรี
เด็กต้องการ ความรู้
ชูชีวี
เด็กอยากมี ความสุข ทุกทุกวัน
@ อยากให้วัน ทุกวัน
เป็นวันเด็ก
ดอกไม้ เล็กเล็ก จะเฉิดฉัน
ความดี ความงาม
ความสำคัญ
ใครจะปลูก ใครจะปั้น ลูกหลานเรา
@ หนึ่งครอบครัว สอง
สถาน การศึกษา สามสังคม โลกา อันผ่าเหล่า
ให้ยึดค่า นิยมใหม่
งมงายเงา
คือ "ตามเขา แล้วเก่ง-คิดเองเชย"
@ ขอวันเด็ก เด็กวอน
สอนผู้ใหญ่ ว่าคำขวัญ
นั้นมิใช่ คำเฉลย
แท้คือคำ
ถามกลับ...นับได้เลย
ผู้ใหญ่เอ๋ย เคยดี...สักกี่คน
ภาพแสดงให้เห็นถึงสิ่งแวดล้อมทางสังคมที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของเด็ก
(ขอบคุณภาพจาก Internet)
การสะท้อนความต้องการของเด็ก ดังกล่าว สมควรอย่างยิ่งที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้นำประเทศควรจะนำไปสู่การขับเคลื่อนให้มีการสนองตอบที่เป็นรูปธรรม อย่าง "จริงใจ จริงจัง และต่อเนื่องจนบรรลุผล" อนึ่ง การที่เด็กจะพัฒนาคุณลักษณะตามที่ผู้นำประเทศกำหนดไว้ในคำขวัญได้ อย่างเช่น การมี "ความสามัคคี" นั้น ผู้นำต้องย้อนกลับไปถามตัวเองก่อนว่า ได้สนับสนุนให้สมาชิกพรรคและประชาชน มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ไม่มีการแบ่งสีแบ่งฝ่าย เพื่อเป็นแบบอย่างด้านความสามัคคี แล้วหรือยัง เพราะตามทฤษฎีการเรียนรู้ทางพุทธิปัญญาเชิงสังคม (Social Cognitive Learning) นั้น เด็กๆ จะเรียนรู้โดยการซึมซับจากแบบอย่างที่ผู้ใหญ่ปฏิบัติตนให้เห็น ดังภาพข้างล่าง พฤติกรรมของผู้ใหญ่ ซึ่งเป็นปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Factors) จะมีอิทธิพลต่อความคิด ความเชื่อของเด็ก (Personal Factors) ซึ่งจะส่งผลต่อการแสดงพฤติกรรม (Behavior) ของพวกเขาอีกทอดหนึ่ง
ภาพแสดง "การเรียนรู้ทางพุทธิปัญญาเชิงสังคม (Social Cognitive Learning)"
(http://www.southalabama.edu/oll/mobile/theory_workbook/social_learning_theory.htm)
สำหรับความต้องการ (Wishes) ของเด็กโดยตรงนั้น กลุ่มบริษัทอเด็คโก้ ผู้ให้คำปรึกษาด้านทรัพยากรมนุษย์แบบครบวงจรชั้นนำของโลก ได้ดำเนินการสอบถามเด็กอายุระหว่าง 7-14 ปีทั่วโลกเป็นครั้งที่สองในปี 2554 (ครั้งแรกสำรวจปี 2553) เฉพาะในประเทศไทยนั้น ในคำถามที่ว่า "อะไรคือสามสิ่งแรกที่เด็กๆ จะทำ ถ้าได้เป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย" คำตอบ คือ จะปรับปรุงระบบการศึกษาอย่างต่อเนื่อง จะปล่อยช้างคืนสู่ผืนป่า จะช่วยเหลือผู้ไร้ที่อยู่อาศัย จะปลูกต้นไม้ให้มากขึ้นกว่านี้ จะเปลี่ยน ‘คนไม่ดี’ ให้เป็น ‘คนดี จะสนับสนุนการใช้พาหนะที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ และจะทำนุบำรุงวัฒนธรรมไทยให้ยั่งยืนและเจริญรุ่งเรือง
และในคำถามที่ว่า “อะไรสำคัญกว่ากัน
ระหว่างหาเงินให้ได้เยอะๆ กับการใช้เวลาอยู่กับครอบครัว?”
เด็กถึงร้อยละ 96 ตอบว่า
จะเลือกใช้เวลาอยู่กับครอบครัวมากกว่าการหาเงินให้ได้มากๆ
โดยให้เหตุผลว่า เงินใช้แล้วหมดไป แต่ครอบครัวจะอยู่กับเราตลอดไป
เงินไม่สามารถซื้อความรักได้ การได้อยู่กับครอบครัวทำให้ฉันมีความสุข
และต้องการอยู่กับครอบครัวเพื่อจะได้ดูแลพ่อแม่
คำตอบอันบริสุทธิ์ของเด็กๆ
ในประเด็นแรก นับเป็น "เด็กวอนสอนนายกรัฐมนตรี" ที่นายกรัฐมนตรีควรจะนำกลับไปย้อนพิจารณาว่า
ตนเองได้คิดและได้ทำในสิ่งดีๆ ที่เด็กคิดได้หรือไม่
โดยเฉพาะอย่างยิ่งความคิดที่ "จะเปลี่ยน ‘คนไม่ดี’ ให้เป็น
‘คนดี" ซึ่งเป็นพระบรมราโชวาทของ "พ่อหลวงของปวงไทย"
ที่แม้แต่เด็กยังน้อมนำใส่เกล้า
และคำตอบในประเด็นที่สอง นับเป็น "เด็กวอนสอนพ่อแม่ผู้ปกครอง" ที่พ่อแม่ผู้ปกครองทั้งหลาย ควรจะนำกลับไปย้อนพิจารณาว่า ตนเองได้ให้ความสำคัญกับการใช้เวลาอย่างมีคุณภาพกับบุตรหลาน มากกว่าการดิ้นรนแสวงหาเงินทองหรือไม่ เพราะอย่างแรกเป็นสิ่งที่บุตรหลานของท่านโหยหา และต้องการได้รับการเติมเต็มมากกว่าอย่างหลัง เคยมีกรณีตัวอย่างมาแล้ว ที่ลูกคนมีฐานะร่ำรวยไปก่ออาชญากรรมลักขะโมยโดยให้เหตุผลกับพนักงานสอบสวน ที่ชวนสะอึกว่า "มันเป็นวิธีเดียวเท่านั้น ที่จะทำให้ได้เห็นหน้าพ่อแม่"
และในท้ายที่สุดนี้ ผู้เขียนขอเชิญชวนทุกฝ่าย ซึ่งต่างก็มีฐานะเป็นสิ่งแวดล้อมทางสังคม ได้แก่ สถาบันการเมืองการปกครอง ได้สนับสนุนให้นักการเมืองในแต่ละพรรค ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต มีความสามัคคีกลมเกลียวกัน ไม่ขัดแย้งแข่งขันกันระหว่างฝ่ายค้าน/ฝ่ายรัฐบาล และหลีกเลี่ยงการแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในที่ประชุมสภาฯ องค์กรในสังคม ได้สร้างสรรค์กิจกรรมดีๆ ให้เด็กได้เข้าร่วม สถาบันครอบครัว ได้ให้ความรักความอบอุุ่นและใช้เวลาอย่างมีคุณภาพกับบุตรหลาน สถาบันการศึกษา ได้จัดให้เด็กได้เรียนรู้อย่างมีคุณภาพและมีความสุข (วันที่ 16 มกราคมเป็นวันครูแห่งชาติ ซึ่งปีนี้คุรุสภาได้กำหนดคำขวัญวันครูไว้ว่า "บูชาครูแห่งแผ่นดิน จอมปราชญ์ศาสตร์ศิลป์ สยามมินทร์ภูมิพล" ซึ่งครูทุกคนรวมทั้งผู้เขียนเอง จะต้องแสดงออกถึง "การปฏิบัติบูชา" ด้วยการเจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาท โดยการปฏิบัตงานวิชาชีพครูด้วยจิตวิญญาณของความเป็นครู) สถาบันทางศาสนา ได้ดูแลให้ผู้สืบทอดศาสนาประพฤติตนเป็นที่น่าเลื่อมใสศรัทธา สถาบันสื่อมวลชน ได้นำเสนอสื่อที่สร้างสรรค์ส่งเสริมพัฒนาการและการเรียนรู้ ไม่มอมเมาเด็ก ตลอดจนผู้ใหญ่ในสังคม ได้ปฏิบัติตนให้เป็นแบบอย่างที่ดีในด้านต่างๆ เพื่อร่วมกันสรรค์สร้างสิ่งแวดล้อม ที่เอื้อให้บุตรหลานของเราได้เติบโตอย่างมีคุณภาพและมีความสุข นะคะ
ภาพแสดงถึงการสร้างสิ่งแวดล้อมที่เอื้อให้เด็กได้เติบโตอย่างมีคุณภาพและมีความสุข
(ขอบคุณภาพจาก Internet)
ในวันเด็ก "เด็กขอวอน สอนผู้ใหญ่" ว่า "คำขวัญ" ท่านให้ ไปฝึกฝน
ขอวิงวอน ปวงผู้นำ ได้ทำตน ทั่วทุกคน "เป็นแบบอย่าง" หนทาง "ธรรม"
แหล่งอ้างอิง
http://childmedia.net/node/1436
http://www.gotoknow.org/blogs/posts/474625
http://scoop.mthai.com/specialdays/1424.html
http://www.enn.co.th/news_detail.php?nid=1803
http://cvlearningcenter.wordpress.com/pre-k-room/
http://www.go4get.com/add_go4board.php?id=1453
http://www.prachatham.com/detail.htm?code=n6_14122010_01
http://region4.prd.go.th/ewt_news.php?nid=2655&filename=index
http://www.adecco.co.th/jobs/adecco-knowledge-center-detail.aspx?id=783&c=8
http://www.southalabama.edu/oll/mobile/theory_workbook/social_learning_theory.htm
http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1326454385&grpid=00&catid=&subcatid=
ส่วนเสริม
เมื่อวานนี้ เป็น "วันครูแห่งชาติ" ช่วงเวลา 15.30-17.00 น. ผู้ขียนได้พบปะกับนักศึกษาฝึกประสบการณ์สอนภาษาอังกฤษ 4 คน ที่ตนรับผิดชอบเป็นอาจารย์นิเทศ นักศึกษาดังกล่าวได้กลับเข้าไปที่มหาวิทยาลัย เพื่อร่วมสัมมนาระหว่างการฝึกประสบการณ์ ผู้เขียนได้ให้นักศึกษาดูตัวอย่างการสอนของรุ่นพี่ในปีการศึกษาที่ผ่านมา ซึ่งผู้เขียนได้บันทึกเป็น VDO เอาไว้ทุกคน ผู้เขียนใช้สถานที่สำหรับการพบปะที่ม้าหินอ่อนนอกตึกเรียน จึงมีนักศึกษาฝึกประสบการณ์สอนภาษาอังกฤษ ในความรับผิดชอบของอาจารย์นิเทศคนอื่น (ที่ไม่สามารถเข้าพบอาจารย์นิเทศของตนได้ เพราะโทรศัพท์ติดต่อนัดหมายกันไม่ได้) ไปร่วมแจมด้วย
เวลาประมาณ 16.15 น. ผู้เขียนเห็นนักศึกษาที่ไปร่วมแจมซึ่งเดินออกไปโทรศัพท์ แสดงอาการตื่นเต้นดีใจ และบอกกับเพื่อนๆ ว่าตน "ถูกหวย" ผู้เขียนถามนักศึกษาทุกคนว่า ซื้อหวยกันด้วยหรือ ปรากฏว่า ซื้อกันแทบทั้งนั้น สังเกตจากกิริยาอาการแล้ว ดูเหมือนพวกเขาและเธอจะเห็นว่า การซื้อหวยเป็นเรื่องปกติที่ไม่ต้องปิดบังอะไร ทั้งที่เป็นเรื่องผิดกฎหมายและพวกตนอยู่ในสถานภาพที่ไม่น่าจะทำเช่นนั้น ผู้เขียนสันนิษฐานว่า พฤติกรรมดังกล่าว น่าจะเป็นผลมาจาก "การเรียนรู้ทางพุทธิปัญญาเชิงสังคม" จากสิ่งแวดล้อมในครอบครัว ที่เกิดจาก "การเห็นแบบอย่างการซื้อหวยของพ่อแม่ผู้ปกครอง มาเป็นเวลานาน" ดังภาพ Glitter Graphic ล้อเลียนของ kapook.com (ขอบคุณ http//kapook.com)
แต่ภาพล้อเลียนนี้ จะทำให้ครูยิ้มออก มากกว่านะคะ









อาทิตย์สวัสดีค่ะอาจารย์แม่ฯ
ได้ไปทบทวนดู คำขวัญ ตั้งแต่อดีต จวบ ปัจจุบัน สิ่งสำคัญ อยู่การเป็นแบบอย่า งและติดตามผล อย่างต่อเนื่อง เช่นที่อาจารย์แม่ กล่าวไว้ค่ะ
เพราะเด็ก จะมี ฮีโร่ มีต้นแบบ มีแบบอย่าง ในใจ ไว้ และพยายามเลียนแบบ ทำตามอย่าง เพราะงั้น ผู้ใกล้ชิด ตลอดจน สื่อต่างๆ แวดล้อม สำคัญ มากๆ
ปูเคยได้ยินว่า ช่วงแรกเกิดถึง ๕ ขวบ เป็นช่วงวางรากฐานที่สำคัญ หากเด็กได้รับความรัก เติมเต็ม จะสร้างภูมิคุ้มกันดีๆ เพื่อเตรียมความพร้อม ในการเรียนรู้ สู่โลกภายนอก อย่างมีจิต ใจ ใฝ่ดี
ครอบครัวจะอยู่กับเราตลอดไป ... สถาบันเบื้องต้นที่สำคัญยิ่ง หากฐานไม่แม่น ก็จะคลอนแคลน สร้างปัญหาที่ต้องสะสางกันต่อ ในระดับ ชุมชน สังคม ที่ขยายผลได้กว้างไกล ขอบพระคุณค่ะ
สวัสดีครับอาจารย์ ตามมาอ่าน ขอชื่นชมครับ เห็นด้วยกับที่ว่าคำขวัญวันเด็กสะท้อนแนวคิดของผู้นำครับ
อ่านเรื่องราวสมัยเด็กของอาจารย์ แบบลุ้นไปด้วย โดยเฉพาะ "นั่งยองๆ ใต้น้ำ" นี่
และทึ่งที่อาจารย์มีความทรงจำเก็บรายละเอียดได้ชัดเจนราวกับเกิดขึ้นเมื่อวานนี้
ตัวเองมีเรื่องเฉียด ที่จำได้ลางเลือนคือ คุณพ่อไปรับที่โรงเรียนอนุบาล แล้วตัวเองปิดประตูรถไม่แน่น นั่งกินหวานเย็นอย่างเอร็ดอร่อยพิงกับประตูรถอยู่ดีๆ ประตูก็รถก็เปิดแล้วตัวเองกลิ้งไปนอนบนถนน พ่อต้องรีบจอดรถวิ่งลงมาเก็บ โชคดีที่รถวิ่งช้าและสมัยนั้นถนน จ.แพร่มีรถไม่มาก..ร้องไห้จ้า ไม่ใช่เพราะกลัวตาย หรือเจ็บ แต่เพราะหวานเย็นกินไปได้นิดเดียวอยู่เลย :)
ขออนุญาตฝากวีดีโอ เสียงเด็กน่ารักๆ "price tag" เมื่อพิธีกรถามเด็กคนนี้ว่าทำไม จึงเลือก เธอตอบอย่างฉลาด "because it's not all about money" (เนื้อเพลง)
..ต้องการให้เด็กมีความสามัคคี ผู้นำต้องย้อนกลับไปถามตัวเองก่อนว่า นักการเมืองทั้งหลายได้ทำตนให้เป็นแบบอย่างในด้านนี้แล้วยัง.... เพราะตามทฤษฎีการเรียนรู้ทางพุทธิปัญญาเชิงสังคม (Social Cognitive Learning) นั้น เด็กๆ จะเรียนรู้โดยการซึมซับแบบอย่างที่ผู้ใหญ่ปฏิบัติตนให้เห็น...
...เมื่อไหร่...จะได้เห็นแบบอย่างที่เด็กทำตามแล้วเกิดผลดี...ยังมีความหวังอยู่...
สวัสดีหลังวันเด็ก ก่อนวันครูนะคะ
สบายดีนะคะ
คิดถึงค่ะ
สวัสดีค่ะคุณน้อง ผศ วิไล แพงศรี...คำพูดเด็กโดนใจ..ยายธีอย่างจัง..(ปัญหาใหญ่ในยุค..เงินๆทองๆ..ความรัก..ความอบอุ่นในครอบครัว..ระเหิดไปกับคำว่าเงินๆๆๆ)...ชีวิต..ในยุคที่เขาเรียกกันว่าเจริญ..เราไม่ปฏิเสธ..(เพราะความสบายสุขที่ซื้อได้ด้วยเงิน..ซึ่งกลายเป็นพระเจ้าไปในสายตาของความเจริญทางด้านวัตถุ..)..วันนี้ที่(ยายธี)แก่ลง...ยังเป็นวันที่(ยายธี)..ถามเหมือนเด็กๆเหล่านั้น..ทุกวันๆที่ยังมีความรู้สึกแบบเด็กๆ..คือ ความรัก ความอบอุ่น ครอบครัว..ที่ไม่มี.(.มีบ้านที่ไม่มีคนอยู่"ต้องจ้างพม่า"มาอยู่แทน"..มีพี่น้องหลานเหลน..ที่ตกเป็นเหยื่อ..เงิน..ที่ต้องหามาแลกด้วยเวลา..กับค่าแรงงานที่แตกต่างกัน..ราวฟ้ากับดินกับการอยู่กิน..)..คำขวัญที่ สฤษดิ์ ธนะรัตน์ ให้ไว้..เด็กวันนี้..คือผู้ใหญ่ในวันหน้า...ถนอม กิติขจร..ให้ไว้ว่า..จงทำดีๆๆๆๆ...แล้วผู้ใหญ่ที่พูดๆๆไว้..ได้.ทำอะไรไว้.....และผู้ใหญ่วันนี้...ส่องกระจก..วิจารณ์..ตัวเอง..บ้างหรือ..ยัง..ไม่รุ..อ้ะ...ยายธี...เจ้าค่ะ.....
ที่สังเกตพบนะคะอาจารย์แม่ คือ ผู้นำ จะคิดก่อนว่า คำขวัญที่ให้เด็กนั้น ตนเอง ทำได้ มากน้อยเพียงใด
ดูจากอดีต มีน้อยที่จะกล่าวถึง ความซื่อสัตย์ สัตย์ซื่อ เพราะไม่ค่อยมั่นใจ ไม่ชัดในจุดยืนของตนเองเช่นกัน
. ได้ยิน เชื่อ นำไปปฏิบัติ . . สามารถนำมาปรับใช้กับ ทุก ๆเรื่องเลยนะคะ ขอบพระคุณอาจารย์แม่ วรรคทองนี้เด้อค่า
We're paying with love tonight. : เราจะมอบความรักให้คนทั้งโลกในคืนนี้
s not about the money, money, money. : ไม่มีเรื่องของเงินมาเกี่ยวข้องใดใด
We don't need your money, money, money. : เราไม่อยากได้เงินของคุณ
We just wanna to make the world dance. : แค่อยากกระตุ้นให้คุณออกมาเต้นรำ
Forget about the Price Tag. : ลืมการย้ำคิดย้ำทำอยู่กับเรื่องหาเงิน
ถ้าท่านสนใจเนื้อร้องและคำแปลเพลง "Price Tag" ดูได้ที่ Link ข้างล่างนะคะ (ซึ่งผู้แปลค่อนข้างจะแปลตรงตัว เช่น ประโยคสุดท้ายที่ยกมา ผู้แปล แปลว่า "ลืมป้ายราคะไปซะ" คำว่า "ป้ายราคา [price tag]" เป็นคำเปรียบเปรย หมายถึง การหมกมุ่นแสวงหาเงินทอง การแปลเอาความไม่ใช่แปลตรงตัวจะตรงกับความหมายที่ผู้ประพันธ์เพลงต้องการสื่อมากกว่า แต่ก็ขอขอบคุณมากนะคะสำหรับเนื้อเพลงและคำแปล)
http://www.channelvthailand.com/vboard/showthread.php?93-%E1%BB%C5%E0%BE%C5%A7-Price-Tag-%A2%CD%A7-Jessie-J
"ดร.ภิญโญ
" ผู้เชี่ยวชาญด้าน Appreciative Inquiry จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น
"คุณ Nobita
" นักทรัพยากรบุคคล กทม.ผู้ที่บอกว่า "เคยมุ่งมาดปรารถนาอย่างยิ่งว่าอยากเรียนให้จบเพื่อมาเป็นครูที่ดี ที่เสียสละ ที่มีคุณค่า ที่จะสามารถสร้างชาติไทยให้วัฒนาให้ได้..." แต่มีโอกาสเเป็นครูแค่ในระยะสั้นๆ จึงเป็นที่น่าเสียดายที่ประเทศไทยเสียโอกาสในการมีครูที่ดีที่มีอุดมการณ์ไป 1 ท่าน
เด็กเอ๋ยเด็กดีเป็นศรีแก่ชาติ
คือทายาทแห่งความหวังในวันหน้า
จงหมั่นเพียรฝึกฝนเรียนวิชา
ทั้งจรรยาศีลธรรมน้อมนำตน
นงนาท สนธิสุวรรณ
๑๔ มกราคม ๒๕๕๕
ภาพจาก สายงานบริหารสื่อสารองค์กร SCB
ขอบคุณกัลยาณมิตร ที่แวะมาให้กำลังใจ ค่ะ
หนูมะปรางเปรี้ยว ผู้มีความสุขในการดูแล GTK
คุณโอ๋-อโณ ผู้มีความสุขในการเป็นแม่ของ 3 หนุ่ม
คุณน้อย น้ำพอง ผู้กำลังมีความสุขในการดูแลหลานหมาที่น่ารัก