หมายเหตุ : บันทึกนี้เตรียมลงในวันเด็ก (14 มกราคม 2555) แต่มีปัญหาลงภาพประกอบไม่ได้เลยชะลอไว้ก่อน  แต่วันที่ 15 ม.ค. ก็ยังลงภาพไม่ได้ เลยจำเป็นต้องลงไปก่อน เพื่อให้เข้ากับภาษิตที่ว่า "ตีเหล็กเมื่อยังร้อน (Strike while the iron is hot.)" แต่ก็ได้รับความช่วยเหลือทางอ้อมจากกัลยาณมิตร โดยอาศัยการแนบไฟล์ภาพในความเห็น แล้ว Copy ภาพมาลงในบันทึกจนครบตามต้องการ (แม้จะได้ภาพเล็กไปหน่อยก็ถือว่าพอแก้ขัดไปได้) ขอขอบคุณกัลยาณมิตรทุกท่านนะคะ ที่มีส่วนช่วยเหลือในครั้งนี้

 

               Ico_childrenandteachersday 

                                                                (ขอบคุณภาพจาก Internet)

          วันที่ 14 มกราคม 2555 เป็นวันเสาร์ที่สองของเดือนมกราคม ซึ่งรัฐได้กำหนดให้เป็น “วันเด็กแห่งชาติ” มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2508 โดยมีจุดประสงค์ เพื่อ ให้เด็กทั่วประเทศทั้งในระบบและนอกระบบโรงเรียน ได้รู้ถึงสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดชอบของตน ที่มีต่อตนเองและต่อสังคม มีความยึดมั่นในสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข (ก่อนหน้านั้น รัฐได้กำหนดให้จัดงานในวันจันทร์แรกของเดือนตุลาคม ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2498 ที่ต้องเปลี่ยนแปลงมาจัดในเดือนมกราคม ก็เพราะเดือนตุลาคมเป็นหน้าฝน เด็กไม่สะดวกในการเดินทางไปร่วมกิจกรรม เดือนมกราคมเด็กจะได้รับความสะดวกมากกว่า)

            จากที่ผู้เขียนได้ดูภาพข่าวที่เผยแพร่ทาง TV พบว่า ในวันเด็ก เด็กๆได้มีโอกาสร่วมกิจกรรมต่างๆ ที่หน่วยงาน องค์กรมากมายจัดให้ ทำให้เด็กๆ ได้รับความรู้ ประสบการณ์ ความสนุกสนานเพลิดเพลิน มีโอกาสได้แสดงความสามารถ และได้รับรางวัล และของแจกต่างๆ โดยในปีนี้มีนายกหญิงมาเล่านิทานให้เด็กๆ ฟังที่ทำเนียบรัฐบาลด้วย ดูแล้วก็อดไม่ได้ที่จะย้อนนึกถึงวัยเด็กของตนเองเมื่อ 50 กว่าปีที่ผ่านมา ที่มีประสบการณ์หวิดตายมาหลายครั้ง เพราะพ่อจากพวกเราไปตอนผู้เขียนอายุประมาณ 4 ขวบ ผู้เขียนต้องอยู่บ้านตามลำพัง ในขณะที่แม่ซึ่งเป็นครูได้เดินทางไปสอนที่โรงเรียนในอีกหมู่บ้านหนึ่ง โดยพาน้องชายคนเล็กที่เพิ่งคลอดไปด้วย น้องชายคนติดกันกับผู้เขียนอายุ 2 ขวบเจ็บป่วยจนก้นแหลมนั่งไม่อยู่ ท่านเจ้าอาวาสวัดกรุณารับไปอุปการะเลี้ยงดู พี่สาวคนติดกันอายุมากกว่าผู้เขียน 2 ปีพอดี ไปเรียน ป.1 ที่โรงเรียนในหมู่บ้าน และพี่สาวคนโตซึ่งอายุมากกว่าผู้เขียนเกือบ 9 ปี ไปเรียนระดับมัธยมฯ ในจังหวัดอุบลฯ

            ในละแวกบ้าน มีผู้เขียนคนเดียวที่เป็นเด็กผู้หญิง อีก 4-5 คนเป็นเด็กผู้ชาย ซึ่งจะมีอายุไล่เลี่ยกัน ในแต่ละวัน เด็กผู้ชายจะวิ่งเล่นไล่จับกันแถวใต้ถุนบ้านของผู้เขียนเพราะมีที่โล่งกว้างขวาง ในขณะที่ใต้ถุนบ้านอื่นๆ  จะเป็นคอกวัว/ควาย ส่วนผู้เขียนเองก็จะเล่นแบบเด็กผู้หญิง คือ จะนำช้อนสังกะสีไปคว้านดินให้เป็นหลุม 3 หลุม แล้วนำใบไม้ในสวนข้างบ้านมาหั่นฝอยใส่ลงไปในแต่ละหลุมและเติมน้ำ จากนั้นก็ไปเก็บดอกบานเย็นมาโรยหน้าให้แต่ละหลุมมีสีสันแตกต่างกัน สมมุติให้เป็นของคาวหวานชนิดต่างๆ เสร็จแล้วก็เรียกเด็กผู้ชายมาซื้อแต่ไม่มีใครสนใจ เลยโกรธและตะโกนด่าทอ ผลก็คือ ถูกเด็กขี้โมโหคนหนึ่งใช้เสียมสับเข้าตรงกลางหัวเลือดอาบ เลยแหกปากร้องไห้ด้วยความเจ็บปวดและตกใจ จนอาที่ขี้โรคไปทำนาไม่ได้นอนป่วยอยู่ที่บ้าน ได้ยินเข้าต้องเดินกระย่องกระแย่งมาขอยานางธรณี (ดิน) โปะเข้าที่แผลเพื่อห้ามเลือดให้ ซึ่งก็ได้ผล  (โชคดีที่ผู้เขียนเป็นคน "หัวแข็ง" จึงไม่เป็นบาดทะยัก หาไม่แล้ว คงไม่ได้มานั่งเขียนบันทึกอย่างที่ทำอยู่ขณะนี้)

            สงบเสงี่ยมอยู่ที่บ้านได้ไม่นาน ก็ตามเด็กผู้ชายไปที่หนองน้ำใกล้บ้านที่น้ำแห้งหมดแล้ว เหลือเฉพาะบ่อตรงกลางที่มีน้ำซึ่งลึกเกินเท้าผู้ใหญ่หยั่งถึง เด็กผู้ชายแอบนำไม้กระดานที่แม่ของผู้เขียนใช้นั่งทอผ้า ไปผลัดกันให้สี่คนอยู่บนบกโดยนั่งยองๆ ฝั่งตรงกันข้ามกันฝั่งละ 2 คน เพื่อทำหน้าที่ผลักไม้กระดานที่มีเด็กคนที่เหลือนั่งคร่อม ผลักกระดานกลับไปกลับมาเป็นที่สนุกสนาน คนที่อายุมากที่สุดบอกให้ผู้เขียนนั่งดูเฉยๆ ตอนแรกผู้เขียนก็ทำตาม นานเข้าอดใจไม่ไหวจึงแอบหย่อนตัวลงไปในน้ำ แล้วก็จมดิ่งลงไปนั่งยองๆ อยู่ที่ก้นบ่อโดยไม่มีการกระเสือกกระสนหาทางขึ้นจากน้ำแต่อย่างใด โชคดีอีกครั้งที่ถึงรอบที่เด็กตัวโตที่สุดเป็นคนนั่งคร่อม ทำให้ไม้กระดานจมน้ำเพราะทานน้ำหนักเขาไม่ไหว ทำให้ตัวเขาจมน้ำแล้วไปเหยียบศีรษะของผู้เขียนเข้า จึงได้ช่วยดึงผมของผู้เขียนขึ้นจากใต้น้ำ เลยรอดตายมาได้อีกครั้งหนึ่ง...แม่ต้องแก้ปัญหาโดยให้ผู้เขียนไปนั่งพับเพียบเรียบร้อยกับพื้น โดยมีม้ารองเขียนอยู่ด้านหน้า ในห้องเรียนชั้นป.1 กับพี่สาว เพราะแม่กลัวจะเสียลูกสาวตัวแสบไป

            กลับเข้ามาสู่เรื่องของ "วันเด็กแห่งชาติ"...ก่อนที่จะเตลิดไปไกลกว่านี้...นับเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ ที่นายกรัฐมนตรีซึ่งดำรงตำแหน่งในแต่ละช่วงเวลาที่มีการจัดงานวันเด็ก จะมอบ "คำขวัญวันเด็ก" ในแต่ละปี  ให้กับเด็กๆ ดังตัวอย่างคำขวัญในรอบ 20 ปี (ยกมาบางคำขวัญที่แตกต่างกัน คำขวัญที่นายกรัฐมนตรีให้ จะเป็นสิ่งสะท้อนได้เช่นกันว่า ในช่วงเวลานั้นบ้านเมืองมีปัญหาอะไร และผู้นำท่านนั้นๆ ได้ให้ความสำคัญต่อการพัฒนาคุณลักษณะใดให้กับเด็กๆ)

นายอานันท์ ปันยารชุน : ปี 2535 "สามัคคี มีวินัย ใฝ่ศึกษา จรรยางาม"

นายบรรหาร ศิลปอาชา : ปี 2539 "มุ่งหาความรู้ เชิดชูความเป็นไทย หลีกไกลยาเสพติด"

(พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ให้คำขวัญที่มีเนื้อหาตรงกับนายบรรหาร ศิลปอาชา ทุกประการ ใช้คำแตกต่างกันเล็กน้อย) 

นายชวน หลีกภัย  : ปี 2543, 2544 "มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ คู่คุณธรรม นำประชาธิปไตย"

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร : ปี 2546 "เรียนรู้ตลอดชีวิต คิดอย่างสร้างสรรค์ ก้าวทันเทคโนโลยี"

และคำขวัญจากปี 2550 เป็นต้นมา มีดังนี้

พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ : ปี 2550 "มีคุณธรรมนำใจ ใช้ชีวิตพอเพียง หลีกเลี่ยงอบายมุข"

                                     :  ปี 2551 "สามัคคี มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ เชิดชูคุณธรรม"

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ  ปี 2552 "ฉลาดคิด จิตบริสุทธิ์ จุดประกายฝัน ผูกพันรักสามัคคี"

                                        ปี 2553  "คิดสร้างสรรค์ ขยันใฝ่รู้ เชิดชูคุณธรรม"

                                        ปี 2554  "รอบคอบ รู้คิด มีจิตสาธรณะ"

                                                       Original_t050111_07cc_r

                                                                  (ขอบคุณ http//glitter kapook.com)

และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีคนที่ 28 ของไทย และเป็นคนปัจจุบัน ได้ให้คำขวัญวันเด็ก ใน  "วันเด็กแห่งชาติ ปี 2555"  ซึ่ง www.kapook.com  ได้เสนอเป็น Glitter Graphic ดังนี้ (ขอขอบคุณ http//glitter kapook.com ค่ะ)  

                                           Original_t130112_02cc

          และคุณครู "พิสูจน์" ชาว GotoKnow ได้สื่อสารคำขวัญดังกล่าว เป็นบทร้อยกรองอันไพเราะในบันทึก "http://www.gotoknow.org/blogs/posts/474625" ไว้ ดังนี้

                   เสาร์สิบสี่ มกรา คราวันเด็ก        วันของคน เล็กเล็ก ที่ยิ่งใหญ่

           อนาคต ผุดผาด ของชาติไทย            หรือหยากไย่ สังคม รอชมกัน 

                  สามัคคี มีความรู้ คู่ปัญญา          คงรักษา ความเป็นไทย ให้แม่นมั่น

          ใส่ใจ เทคโนโลยี ดีครบครัน                คือคำขวัญ มั่นหมาย ให้เด็กเป็น

           การที่ผู้นำของประเทศ ได้ประกาศ "คำขวัญวันเด็ก" ซึ่งเป็นข้อความที่บอกให้เด็กๆ ทราบว่า ผู้นำคาดหวังให้เด็กๆ มีคุณลักษณะเช่นใดนั้น กวีเอกของไทย ท่านเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ได้ประพันธ์ "ความต้องการ (Needs) ของเด็ก" (ตามความคิดของผู้ประพันธ์) ไว้เมื่อวันที่ 6 มกราคมปี 2554 ดังนี้

        @ วันเด็ก เด็กได้ อะไรบ้าง                       นอกไปจาก แบบอย่าง ผู้ใหญ่ให้
นอกจากความ สนุกสนาน เบิกบานใจ               นอกจากความ เอาใจใส่ ในวันนี้
        @ เด็กต้องการ ความรัก จากทุกคน          อยากทำตน ให้ประจักษ์ มีศักดิ์ศรี
เด็กต้องการ ความรู้ ชูชีวี                                 เด็กอยากมี ความสุข ทุกทุกวัน   

       @ อยากให้วัน ทุกวัน เป็นวันเด็ก               ดอกไม้ เล็กเล็ก จะเฉิดฉัน
ความดี ความงาม ความสำคัญ                         ใครจะปลูก ใครจะปั้น ลูกหลานเรา
        @ หนึ่งครอบครัว สอง สถาน การศึกษา    สามสังคม โลกา อันผ่าเหล่า
ให้ยึดค่า นิยมใหม่ งมงายเงา                            คือ "ตามเขา แล้วเก่ง-คิดเองเชย"
        @ ขอวันเด็ก เด็กวอน สอนผู้ใหญ่             ว่าคำขวัญ นั้นมิใช่ คำเฉลย
แท้คือคำ ถามกลับ...นับได้เลย                         ผู้ใหญ่เอ๋ย เคยดี...สักกี่คน

          Ico_environments

 ภาพแสดงให้เห็นถึงสิ่งแวดล้อมทางสังคมที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของเด็ก

 (ขอบคุณภาพจาก Internet)

       การสะท้อนความต้องการของเด็ก ดังกล่าว สมควรอย่างยิ่งที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้นำประเทศควรจะนำไปสู่การขับเคลื่อนให้มีการสนองตอบที่เป็นรูปธรรม อย่าง "จริงใจ จริงจัง และต่อเนื่องจนบรรลุผล" อนึ่ง การที่เด็กจะพัฒนาคุณลักษณะตามที่ผู้นำประเทศกำหนดไว้ในคำขวัญได้ อย่างเช่น การมี "ความสามัคคี" นั้น ผู้นำต้องย้อนกลับไปถามตัวเองก่อนว่า ได้สนับสนุนให้สมาชิกพรรคและประชาชน มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ไม่มีการแบ่งสีแบ่งฝ่าย เพื่อเป็นแบบอย่างด้านความสามัคคี แล้วหรือยัง เพราะตามทฤษฎีการเรียนรู้ทางพุทธิปัญญาเชิงสังคม (Social Cognitive Learning) นั้น เด็กๆ จะเรียนรู้โดยการซึมซับจากแบบอย่างที่ผู้ใหญ่ปฏิบัติตนให้เห็น ดังภาพข้างล่าง พฤติกรรมของผู้ใหญ่ ซึ่งเป็นปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Factors) จะมีอิทธิพลต่อความคิด ความเชื่อของเด็ก (Personal Factors) ซึ่งจะส่งผลต่อการแสดงพฤติกรรม (Behavior) ของพวกเขาอีกทอดหนึ่ง  

Ico_social_cognitive_diagram5

ภาพแสดง "การเรียนรู้ทางพุทธิปัญญาเชิงสังคม (Social Cognitive Learning)"   

  (http://www.southalabama.edu/oll/mobile/theory_workbook/social_learning_theory.htm)

         สำหรับความต้องการ (Wishes) ของเด็กโดยตรงนั้น กลุ่มบริษัทอเด็คโก้ ผู้ให้คำปรึกษาด้านทรัพยากรมนุษย์แบบครบวงจรชั้นนำของโลก ได้ดำเนินการสอบถามเด็กอายุระหว่าง 7-14 ปีทั่วโลกเป็นครั้งที่สองในปี 2554 (ครั้งแรกสำรวจปี 2553) เฉพาะในประเทศไทยนั้น ในคำถามที่ว่า "อะไรคือสามสิ่งแรกที่เด็กๆ จะทำ ถ้าได้เป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย" คำตอบ คือ จะปรับปรุงระบบการศึกษาอย่างต่อเนื่อง จะปล่อยช้างคืนสู่ผืนป่า จะช่วยเหลือผู้ไร้ที่อยู่อาศัย จะปลูกต้นไม้ให้มากขึ้นกว่านี้ จะเปลี่ยน ‘คนไม่ดี’ ให้เป็น ‘คนดี จะสนับสนุนการใช้พาหนะที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ และจะทำนุบำรุงวัฒนธรรมไทยให้ยั่งยืนและเจริญรุ่งเรือง 

          และในคำถามที่ว่า “อะไรสำคัญกว่ากัน ระหว่างหาเงินให้ได้เยอะๆ กับการใช้เวลาอยู่กับครอบครัว?” เด็กถึงร้อยละ 96 ตอบว่า จะเลือกใช้เวลาอยู่กับครอบครัวมากกว่าการหาเงินให้ได้มากๆ โดยให้เหตุผลว่า เงินใช้แล้วหมดไป แต่ครอบครัวจะอยู่กับเราตลอดไป  เงินไม่สามารถซื้อความรักได้ การได้อยู่กับครอบครัวทำให้ฉันมีความสุข และต้องการอยู่กับครอบครัวเพื่อจะได้ดูแลพ่อแม่
         คำตอบอันบริสุทธิ์ของเด็กๆ ในประเด็นแรก นับเป็น "เด็กวอนสอนนายกรัฐมนตรี" ที่นายกรัฐมนตรีควรจะนำกลับไปย้อนพิจารณาว่า ตนเองได้คิดและได้ทำในสิ่งดีๆ ที่เด็กคิดได้หรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความคิดที่ "จะเปลี่ยน ‘คนไม่ดี’ ให้เป็น ‘คนดี" ซึ่งเป็นพระบรมราโชวาทของ "พ่อหลวงของปวงไทย" ที่แม้แต่เด็กยังน้อมนำใส่เกล้า 

         และคำตอบในประเด็นที่สอง นับเป็น "เด็กวอนสอนพ่อแม่ผู้ปกครอง"  ที่พ่อแม่ผู้ปกครองทั้งหลาย ควรจะนำกลับไปย้อนพิจารณาว่า ตนเองได้ให้ความสำคัญกับการใช้เวลาอย่างมีคุณภาพกับบุตรหลาน มากกว่าการดิ้นรนแสวงหาเงินทองหรือไม่ เพราะอย่างแรกเป็นสิ่งที่บุตรหลานของท่านโหยหา และต้องการได้รับการเติมเต็มมากกว่าอย่างหลัง เคยมีกรณีตัวอย่างมาแล้ว ที่ลูกคนมีฐานะร่ำรวยไปก่ออาชญากรรมลักขะโมยโดยให้เหตุผลกับพนักงานสอบสวน ที่ชวนสะอึกว่า "มันเป็นวิธีเดียวเท่านั้น ที่จะทำให้ได้เห็นหน้าพ่อแม่"

         และในท้ายที่สุดนี้ ผู้เขียนขอเชิญชวนทุกฝ่าย ซึ่งต่างก็มีฐานะเป็นสิ่งแวดล้อมทางสังคม ได้แก่ สถาบันการเมืองการปกครอง ได้สนับสนุนให้นักการเมืองในแต่ละพรรค ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต มีความสามัคคีกลมเกลียวกัน ไม่ขัดแย้งแข่งขันกันระหว่างฝ่ายค้าน/ฝ่ายรัฐบาล และหลีกเลี่ยงการแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในที่ประชุมสภาฯ องค์กรในสังคม ได้สร้างสรรค์กิจกรรมดีๆ ให้เด็กได้เข้าร่วม สถาบันครอบครัว ได้ให้ความรักความอบอุุ่นและใช้เวลาอย่างมีคุณภาพกับบุตรหลาน สถาบันการศึกษา ได้จัดให้เด็กได้เรียนรู้อย่างมีคุณภาพและมีความสุข (วันที่ 16 มกราคมเป็นวันครูแห่งชาติ ซึ่งปีนี้คุรุสภาได้กำหนดคำขวัญวันครูไว้ว่า "บูชาครูแห่งแผ่นดิน จอมปราชญ์ศาสตร์ศิลป์ สยามมินทร์ภูมิพล" ซึ่งครูทุกคนรวมทั้งผู้เขียนเอง จะต้องแสดงออกถึง "การปฏิบัติบูชา" ด้วยการเจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาท โดยการปฏิบัตงานวิชาชีพครูด้วยจิตวิญญาณของความเป็นครู) สถาบันทางศาสนา ได้ดูแลให้ผู้สืบทอดศาสนาประพฤติตนเป็นที่น่าเลื่อมใสศรัทธา สถาบันสื่อมวลชน ได้นำเสนอสื่อที่สร้างสรรค์ส่งเสริมพัฒนาการและการเรียนรู้ ไม่มอมเมาเด็ก ตลอดจนผู้ใหญ่ในสังคม ได้ปฏิบัติตนให้เป็นแบบอย่างที่ดีในด้านต่างๆ เพื่อร่วมกันสรรค์สร้างสิ่งแวดล้อม ที่เอื้อให้บุตรหลานของเราได้เติบโตอย่างมีคุณภาพและมีความสุข นะคะ

          Ico_goodenvironmentsIco_homeschoolmedea   

        ภาพแสดงถึงการสร้างสิ่งแวดล้อมที่เอื้อให้เด็กได้เติบโตอย่างมีคุณภาพและมีความสุข

                                                 (ขอบคุณภาพจาก Internet)             

 

          ใวันเด็ก "เด็กขอวอน สอนผู้ใหญ่"    ว่า "คำขวัญ" ท่านให้ ไปฝึกฝน

 ขอวิงวอน ปวงผู้นำ ได้ทำตน                        ทั่วทุกคน "เป็นแบบอย่าง" หนทาง "ธรรม"

 

แหล่งอ้างอิง  

http://childmedia.net/node/1436

http://www.gotoknow.org/blogs/posts/474625

http://scoop.mthai.com/specialdays/1424.html

http://www.enn.co.th/news_detail.php?nid=1803

http://cvlearningcenter.wordpress.com/pre-k-room/

http://www.go4get.com/add_go4board.php?id=1453

http://www.prachatham.com/detail.htm?code=n6_14122010_01

http://region4.prd.go.th/ewt_news.php?nid=2655&filename=index

http://www.adecco.co.th/jobs/adecco-knowledge-center-detail.aspx?id=783&c=8

http://www.southalabama.edu/oll/mobile/theory_workbook/social_learning_theory.htm

http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1326454385&grpid=00&catid=&subcatid=

ส่วนเสริม

         เมื่อวานนี้ เป็น "วันครูแห่งชาติ" ช่วงเวลา 15.30-17.00 น. ผู้ขียนได้พบปะกับนักศึกษาฝึกประสบการณ์สอนภาษาอังกฤษ 4 คน ที่ตนรับผิดชอบเป็นอาจารย์นิเทศ นักศึกษาดังกล่าวได้กลับเข้าไปที่มหาวิทยาลัย เพื่อร่วมสัมมนาระหว่างการฝึกประสบการณ์ ผู้เขียนได้ให้นักศึกษาดูตัวอย่างการสอนของรุ่นพี่ในปีการศึกษาที่ผ่านมา ซึ่งผู้เขียนได้บันทึกเป็น VDO เอาไว้ทุกคน ผู้เขียนใช้สถานที่สำหรับการพบปะที่ม้าหินอ่อนนอกตึกเรียน จึงมีนักศึกษาฝึกประสบการณ์สอนภาษาอังกฤษ ในความรับผิดชอบของอาจารย์นิเทศคนอื่น (ที่ไม่สามารถเข้าพบอาจารย์นิเทศของตนได้ เพราะโทรศัพท์ติดต่อนัดหมายกันไม่ได้) ไปร่วมแจมด้วย 

          เวลาประมาณ 16.15 น. ผู้เขียนเห็นนักศึกษาที่ไปร่วมแจมซึ่งเดินออกไปโทรศัพท์ แสดงอาการตื่นเต้นดีใจ และบอกกับเพื่อนๆ ว่าตน "ถูกหวย" ผู้เขียนถามนักศึกษาทุกคนว่า ซื้อหวยกันด้วยหรือ ปรากฏว่า ซื้อกันแทบทั้งนั้น สังเกตจากกิริยาอาการแล้ว ดูเหมือนพวกเขาและเธอจะเห็นว่า การซื้อหวยเป็นเรื่องปกติที่ไม่ต้องปิดบังอะไร ทั้งที่เป็นเรื่องผิดกฎหมายและพวกตนอยู่ในสถานภาพที่ไม่น่าจะทำเช่นนั้น  ผู้เขียนสันนิษฐานว่า พฤติกรรมดังกล่าว น่าจะเป็นผลมาจาก "การเรียนรู้ทางพุทธิปัญญาเชิงสังคม" จากสิ่งแวดล้อมในครอบครัว ที่เกิดจาก "การเห็นแบบอย่างการซื้อหวยของพ่อแม่ผู้ปกครอง มาเป็นเวลานาน" ดังภาพ Glitter Graphic ล้อเลียนของ kapook.com (ขอบคุณ http//kapook.com)    

                                     Original_t160112_03c

                             แต่ภาพล้อเลียนนี้ จะทำให้ครูยิ้มออก มากกว่านะคะ

                                             Original_t160112_04c