หนึ่งปีก่อน ข้าพเจ้าและนักศึกษาไปเยี่ยมบ้านผู้ป่วยมะเร็งปอดระยะสุดท้าย
ได้นั่งคุยกันครู่ใหญ่ๆ
ผู้ป่วยเล่าว่า ตนเองตรวจสุขภาพประจำปี ได้เอกซเรย์ปอดทุกปี
ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น  อยู่ๆ ปีหนึ่งก็เจอก้อนขนาดเท่าเหรียญบาทพร้อมน้ำในปอด
บุตรสาว นำฟิล์มเอกซเรย์ปอดแต่ละปีมาให้ดู
ข้าพเจ้าและนักศึกษา นำฟิล์มมาดูกันจนเพลิน
จนถึงเวลา ที่ต้องลากลับ
บุตรสาว มีสีหน้าสงสัย พร้อมกับถามเบาๆ อย่างเกรงใจ
" เอ่อ..คุณหมอไม่ต้องฟังปอดคุณแม่หรือคะ.."
...
ประสบการณ์นี้ทำให้ข้าพเจ้าทั้งอาย และชื่นชม
อาย ที่ตัวเองเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับนักศึกษาไม่ได้
ที่ชื่นชม คือ ลูกสาวของผู้ป่วยรายนี้ กล้าที่จะเรียกร้องสิทธิผู้ป่วยที่พึงได้จากผู้รักษาพยาบาล
"สิทธิที่จะได้รับการดูแลแบบมนุษย์"
...
ตอนเป็นนักศึกษาแพทย์ อาจารย์สอนไว้ว่า
ข้อมูลจากซักประวัติ 80% ตรวจร่างกาย 15% และตรวจทางห้องปฎิบัติการ 5%
เมื่อเป็นแพทย์ฝึกหัด  ข้อมูลที่ใช้สื่อสารกันคือ
80%  ผลตรวจทางห้องปฎิบัติการ 15% จากประวัติ และ 5% จากการตรวจร่างกาย
เราเชื่อผลจากเครื่องมือ มากกว่า ผลจากมือมนุษย์ด้วยกัน
...
อะไรคือความแตกต่างระหว่าง เครื่องมือกับมือมนุษย์ ?
เครื่องมือทำตามโปรแกรมที่ตั้งมา
ตั้งมาอย่างไร มันก็ซื่อตรงตามอย่างนั้น
มนุษย์มีการเรียนรู้จากประสบการณ์
จนถึงจุดหนึ่งที่ การตัดสินใจเป็นไปตามญาณทัศนะ
บอกไม่ถูกว่าใช้อะไรบ้าง แต่มันก็มักจะถูกต้อง
..
ขณะข้าพเจ้าเป็นแพทย์ห้องฉุกเฉิน ใน รพ.แห่งหนึ่งตั้งใกล้นิคมอุตสาหกรรม
หญิงสาววัยรุ่น มาด้วยอาการปวดท้องน้อย
มองไปที่ลำคอ มีจ้ำจางๆ (คล้ายเวลาเราใช้จุกยางเกาะกระจกมาติดที่ผิวแล้วดึงออก)
ถามประวัติประจำเดือนครั้งสุดท้าย - สองสัปดาห์ก่อน
ถามประวัติมีเพศสัมพันธ์ - ปฎิเสธ
ตรวจการตั้งครรภ์ทางปัสสาวะ ปรากฎว่า..ก้ำกึ่ง
แต่รอยจ้ำที่คอ ทำให้ตัดประเด็น ท้องนอกมดลูกไม่ได้
จึงปรึกษาสูตินรีแพทย์ มาตรวจอัลตราซาวด์
ก็พบว่า มีภาวะท้องนอกมดลูก คือตัวอ่อนฝังตัวในท่อนำไข่แทน
อาการแสดงแบบนี้ ไม่มีเขียนในตำรา
แต่เกิดจากการ "เรียนรู้" ถึงพฤติกรรมจับคู่ของหนุ่มสาวพื้นที่นั้น
ขณะที่ อุปกรณ์การตรวจปัสสาวะ ไม่สามารถตรวจพบ
เพราะสารฮอร์โมนตั้งครรภ์ในปัสสาวะ ไม่ถึงระดับที่ "โปรแกรม" ไว้
...
นอกจากนี้ - สำหรับข้าพเจ้าแล้ว
การที่ผู้ป่วยเปิดเผยข้อมูล เมื่อซักประวัติ ถือเป็นการให้เกียรติ
- ลองนึกเปรียบเทียบ  กับผู้ที่เข้ามาไม่พูดอะไร ยื่นรายชื่อยาให้ "idoctor"
การที่ผู้ป่วยอนุญาตให้ตรวจร่างกาย ถือเป็นการให้อภิสิทธิ์
- ลองนึกดูว่า มีสักกี่คนในชีวิตที่ท่านจะยอมเปิดพุงให้ดู
.
นพ. อับราฮัม เวอกีส กล่าวถึง การตรวจร่างกาย คือ พิธีการ -ritual
พิธีกรรม เป็น สัญญาณ ถึงการเปลี่ยนผ่าน
เปรียบเหมือนการแต่งงาน  มีพิธีการเพื่อสื่อว่าต่อไปคนสองคนจะร่วมทางกัน
เช่นเดียวกับ การตรวจร่างกาย เป็นพิธีการ ที่สื่อถึงผู้ป่วยว่า
".. ฉันจะอยู่ตรงนี้ เสมอ เสมอ เสมอ ฉันจะช่วยคุณผ่านพ้นไป ฉันจะไม่ทอดทิ้งคุณ.."
หากต้องการอรรถรส โปรดชมจากวีดีโอนี้มี subtitle ภาษาไทยด้วยคะ
http://www.ted.com/talks/lang/th/abraham_verghese_a_doctor_s_touch.html
...
จริงอยู่ ว่าเวชปฎิบัติอิงหลักฐาน คือกระแสหลัก
จริงอยู่ ว่าการพูดคุยกับผู้ป่วยนั้นสำคัญ
จริงอยู่ ว่าเทคโนโลยีการตรวจที่ก้าวหน้ามีความแม่นยำ ตามที่ "โปรแกรม"มา
.
แต่การสัมผัสผู้ป่วย ด้วยการตรวจวินิจฉัยจากประสาทสัมผัสทั้ง 5 ยังคงสำคัญยิ่ง
เพราะเป็นสื่อที่มนุษย์ใช้ "เรียนรู้" และ"เยียวยา"
###

ยิ่ง Hitech เท่าไหร่ ยิ่งต้องการ Hitouch เท่านั้น
แล้วตัวท่านละ ให้คุณค่า เครื่องมือ หรือ มือมนุษย์ มากกว่ากัน ?