หลังจากนั้น ญาติโยม อยากสวดนพเคราะห์ ซึ่งเป็นแนวคิดมาจากพราหมณ์ที่ผสมเข้ามา แต่ทางวัดเห็นว่า ไม่เสียหายอะไร และบทสวดก็เป็นคาถาของพระพุทธเจ้าและพระมหาเถระในยุคพุทธกาล ก็ให้แต่ละคนช่วยกันสวดเป็นบท ๆ ไป เช่น ผู้เขียนเกิดวันเสาร์ ก็ช่วยญาติโยมสวดบทอังคุลิมาลปริตร หลายรอบตามกำลังวัน โดยเริ่มจากวันอาทิตย์ วันจันทร์ อังคาร พุทธ............ฯลฯ
"งาน" ที่ผ่านมาหลายงาน ทำให้เกิดคำเรียกว่า
"ภาระงาน" ขึ้นมา
ภาระงานเหล่านี้เองที่ทำให้เรามี "กิจกรรม" ซึ่งกิจกรรมย่อมบ่งบอกถึง
"คุณค่าของคน"
ที่ลงมือทำจนงานเหล่านั้นสำเร็จเรียบร้อยแล้ว เขาจึงเรียกว่า
"ผลงาน" ดังนั้น การที่คน ๆ
หนึ่งจะมีคุณค่าอยู่ได้ในสังคมต้องมี "ผลงาน"
เพื่อให้ผู้คนได้รับรู้ว่าได้มีกิจกรรมดี ๆ
อะไรบ้างให้กับสังคม
วันที่ ๓๑
ธันวาคม ๒๕๕๔ - ๑ มกราคม ๒๕๕๕ ทางวัดศรีโคมคำ
ก็ได้มอบหมายให้ทีมของผู้เขียนได้จัดเตรียมการงานสวดมนต์ข้ามปี-สร้างบารมีข้ามชาติ
ซึ่งในงานดังกล่าวมีหลายแนวทางปฏิบัติ
โดยเริ่มตั้งแต่การลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรม นัยยะของมันก็คือต้องการรู้จำนวนคนที่เข้ามาร่วมกิจกรรมครั้งนี้
และเป็นการแจกหนังสือสวดมนต์ สื่อต่าง ๆ
ให้มีความเป็นระเบียบเรียบร้อย อันแสดงถึงคุณค่าทางวินัย
สอนความอดทนและเคารพสิทธิ์ในการมาก่อน-หลัง(คิว)
ต่อจากนั้นทางวัดก็เริ่มสวดมนต์ทำวัตรเย็น ต่อด้วยการเจริญพระพุทธมนต์
และจิตภาวนา ซึ่งขั้นตอนนี้ ทำให้เห็นว่า โยมที่เข้ามาร่วมสวดมนต์ด้วย
สวดเก่งจริง ๆ นัยยะหนึ่งก็เข้าใจว่าพุทธศาสนาได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างดี
ยิ่งตอนที่หลวงพ่อรองเจ้าอาวาสให้ศีล ผู้เขียนได้ยินเสียงแจ้ว ๆ
ของเด็กดังไปทั่วมณฑลพระวิหารหลวง นั่นก็แสดงว่า
มีคนทุกเพศทุกวัยเข้ามาร่วมพิธี ต้องยกความดีความชอบให้กับพ่อแม่
ผู้ปกครองที่ได้ชักชวนลูก ๆ หลาน ๆ เข้ามาสู่ร่มพระธรรมด้วย
ต่อด้วยการแสดงพระธรรมเทศนา ๑ กัณฑ์ และเจริญจิตภาวนา
ลำดับต่อมาเป็นพิธี "พุทธาภิเษกคน -
สวดมนต์เข้าตัว"
เป็นพิธีที่พระสงฆ์กับญาติโยมช่วยกันสวดแทรกและสลับกันไปมา
คือพระจะสวดพุทธาภิเษก ๓ จบ
ในแต่ละจะหยุดให้ญาติโยมช่วยกันสวดมนต์ในบทต่าง ๆ แล้วแต่ประธาน
(ปู่อาจารย์) จะพาสวด ซึ่งเป็นมุมมองที่ใหม่ และน่าสนใจยิ่ง คือ
๑.พุทธาภิเษกครั้งนี้
ไม่ใช่พุทธาภิเษกพระพุทธรูป แต่เป็นพุทธาภิเษก "คน"
ที่เข้ามาร่วมงาน โดยผู้เขียนกระตุ้นให้คนร่วมงานทราบว่า
ขลังไม่ขลังมันอยู่ที่โยม เพราะโยมมีหน้าที่ ๒ ประการพร้อมกันคือ
เป็นเกจิที่นั่งสวด-นั่งปรกด้วยตนเอง และเป็นวัตถุที่เข้าร่วมพิธีเอง
ดังนั้น บริสุทธิ์ ขลังไม่ขลัง อยู่ที่ประชาชนที่เข้ามาร่วมงานทุก ๆ
คน
๒.การสวดสลับกันคนละท่อนระหว่างพระกับโยม
โดยทางวัดจัดให้มีการโยงด้าย และมีพิธีเหมือนกับการสืบชาตา
และตั้งแท่นสำหรับพระสวดพุทธาภิเษกให้เหมือนกับพิธีกรรมจริง ๆ
ต่างกันตรงที่ มีโยมช่วยสวด และวัตถุที่ปลุกเสกเป็นคนเท่านั้น
หลังจากนั้น ญาติโยม อยากสวดนพเคราะห์
ซึ่งเป็นแนวคิดมาจากพราหมณ์ที่ผสมเข้ามา แต่ทางวัดเห็นว่า
ไม่เสียหายอะไร และบทสวดก็เป็นคาถาของพระพุทธเจ้าและพระมหาเถระในยุคพุทธกาล
ก็ให้แต่ละคนช่วยกันสวดเป็นบท ๆ ไป เช่น ผู้เขียนเกิดวันเสาร์
ก็ช่วยญาติโยมสวดบทอังคุลิมาลปริตร หลายรอบตามกำลังวัน
โดยเริ่มจากวันอาทิตย์ วันจันทร์ อังคาร พุทธ............ฯลฯ
ผู้ว่าราชการจังหวัดมาใกล้ ๆ เที่ยงคืน พอเวลา ๐๐.๐๐
น.พระสงฆ์ก็เจริญชยมงคลคาถา มีการถวายทาน ปล่อยโคมลอย จุดพลุ ลั่นฆ้อง
ระฆัง ฯลฯ ไปทั่วบริเวณ
จากเหตุการณ์ที่กล่าวมาทั้งหมด สารัตถะของงานที่แท้จริงอยู่ตรงไหน?
หลายคนตั้งคำถาม? ซึ่งผู้เขียนมองเห็นข้อดีประการหนึ่งนอกจาก หลาย ๆ
ข้อที่ผู้นำทางสังคมได้ตอบไปแล้ว ก็คือ
ถ้าวัดไม่จัดงานสวดมนต์ข้ามปี-สร้างบารมีข้ามชาติ
จะมีรถบนท้องถนนมากยิ่งขึ้น
จะมีคนไปที่ริมกว้านพะเยาเพื่อดื่มกินสังสรรค์กันมากขึ้น อาชญากรรม
อุบัติเหตุก็จะมีมากเป็นเงาตามไปด้วย ดังนั้น
อย่างน้อยคนจำนวนหนึ่งก็ได้ร่วมการสร้างความดีบ้าง
ไม่มากก็น้อย....