เป็น คำถามที่ผมฉุกคิดขึ้นเมื่อเดินผ่านร้านทองในห้างฯแห่งหนึ่ง...เป็นช่วงสิ้น เดือนคนเยอะมาก...ประจวบเหมาะเจอคนรู้จัก...เลยถามเขาว่ามาซื้อทองเหรอ ครับ...เขาตอบผมว่า..เปล่าวมาต่อดอก(เบี้ย)...สร้อยที่ฝากไว้....

ใน ฐานะคนสอนวิชากฎหมายและสนใจกฎหมายธุรกิจเป็นการส่วนตัว...จึงเกิดคำถามทันที ว่า...ทำไม่ต้องมาฝากทองที่ร้านทอง...แล้วทำไมฝากทองต้องมีดอกเบี้ย ด้วย...หรือว่าจริงๆแล้วมันไม่ใช่ “ฝากทรัพย์”...ใช่แล้วครับ...ผมคิดไม่ผิด...มันไม่ใช้ฝากทรัยพ์แน่ๆ...แต่มันเป็นสัญญาอะไรละครับ...

ผมมีโอกาสถามเจ้าของร้านทอง...งงไปกันใหญ่...เพราะเขาบอกว่า...รับจำนำทอง...คือ... เจ้าของทองต้องการเงินจึงนำทองมาตีราคาและร้านทองให้เงินไปโดยคิดดอกเบี้ย และใช้ทองเป็นหลักประกัน...โดยมากแล้วจะหักราคาตลาดออกประมาณบาทละ 4,000 (น้ำหนักทองครับ) เช่น ราคาทองบาทละ 24,000 บาท ก็จะให้เงินไปไม่เกิน 20,000 บาท ไม่ต้องมีคนค้ำประกัน...ที่สำคัญคิดดอกเบี้ยร้อยละ 3 ต่อเดือน...ถ้าครบเดือนแล้วมารับทองคืนไปก็ต้องจ่าย  20,000 บาท + ดอกอีกร้อยละ 3 ถ้ายังไม่มีเงินก็มาต่อดอกไปเรื่อยๆ...

ฟังจบ...ผมคิด ในใจว่า...นี่มันสัญญากู้ยืมเงินนี่...และก็จำนำ...แต่เปล่าเลยครับ...เพราะ เมื่อผมถามกลับไปว่าถ้าเจ้าของทองไม่ยอมมาต่อดอกจะทำไงต่อ...เจ้าของร้านทอง ก็บอกว่า...ก็ยึดทองไงครับ...และเอาไปขายต่อได้กำไรเยอะด้วย...ผมได้แต่ยิ้ม และขอบคุณเขาที่ให้ความรู้ผม....และคิดในใจว่าดอกเบี้ยร้อยละ 3 ต่อเดือน = ร้อยละ 36 ต่อปี (ผิด พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 โทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ)

ประเด็นแลกเปลี่ยนเรียนรู้....

  1. ฝากทอง...แท้จริงแล้วมิใช่ฝากทรัพย์...แต่เป็นสัญญาอื่น
  2. สัญญาที่ผมคิดว่าจะเหมาะกับลักษณะของธุรกิจและการให้บริการทางการเงินของร้านทอง...ควรเป็น “ขายฝาก”
  3. ไม่ ควรเป็นการให้กู้ยืมและจำนนำทอง...เพราะ..ถ้าจำนำจะมีปัญหากรณีบังคับจำนำ เพราะตามกฎหมายกำหนดให้ต้องขายทอดตลาดตาม ป.พ.พ.764 (ขายแบบประมูลเพื่อให้ได้ราคาที่เหมาะสมครับ) ไม่สามารถยึดมาเป็นของร้านหรือเอาออกขายตามปกติได้ครับ
  4. “ขายฝาก” ครับเหมาะสมกว่า...คือ เจ้าของทองเอามาขายโอนกรรมสิทธิ์ทองให้ร้านทองโดยมีข้อตกลงว่าจะมาไถ่คืนตาม ระยะเวลาที่กำหนดไว้...ซึ่งตามกฎหมายก็ให้ตกลงระยะเวลาไถ่คืนไว้ไม่เกิน 3 ปี ขยายเวลาได้ด้วยแต่ก็รวมๆแล้วก็ไม่เกิน 3 ปี ส่วนราคาไถ่คือก็ตกลงได้ไม่เกินราคาขายฝาก + ผลประโยชน์ตอบแทนไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี คิด เป็นรายเดือนก็ไม่เกิน 1.25 ต่อเดือนครับ(ใช้หลักการเดียวกับการคิดดอกเบี้ยเงินกู้คือห้ามเกินร้อยละ 15 ต่อปี) ...หากเจ้าของทองคนเดิมที่นำมาขายฝากไม่ยอมมาไถ่คืนตามกำหนดเวลาที่ตกลงไว้ ก็หมดสิทธิไถ่...ทองที่ขายฝากไว้โอนเป็นของร้านทองแล้วตั้งแต่ที่ขายฝากกัน ครับ...ไม่เลี่ยงติดคุกเพราะไม่ใช่การให้กู้ยืมเงินจึงไม่อยู่ภายใต้ พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 ... กรณีคิดราคาไถ่คืนไว้สูงเช่น ตกลงไถ่คืนภายใน 1 เดือน แต่ตกลงราคาไถ่ไว้ว่า ราคาขายฝาก + ผลประโยชน์ตอบแทนร้อยละ 3 ต่อเดือน กรณีนี้ก็จะมีคือ ตกลดสินไถ่ลง นั่นหมายความว่า ผู้ขายฝากมีสิทธิไถ่คืนในราคา ราคาขายฝาก + ผลประโยชน์ตอบแทนไม่เกินร้อยละ 1.25 ต่อเดือน (ป.พ.พ.499 วรรคสอง “ถ้าปรากฏในเวลาไถ่ว่าสินไถ่หรือราคาขายฝากที่กำหนดไว้สูงกว่า ราคาขายฝากที่แท้จริงเกินอัตราร้อยละสิบห้าต่อปี ให้ไถ่ได้ตามราคาขาย ฝากที่แท้จริงรวมประโยชน์ตอบแทนร้อยละสิบห้าต่อปี”)

 

ผม ว่า...แทนที่จะเอาทองไปฝากร้านทอง(ขายฝาก)...เอาไปจำนำกับโรงรับจำนำดีกว่า ครับ...ดอกเบี้ยก็ถูกแถมไม่ถูกเอาเปรียบด้วยครับ...เจ้าของร้านทองอ่านแล้ว ไม่โกรธกันน๊ะครับ...ร้านทองที่ดีก็มีเยอะครับ...แต่ที่ผมฟังมามันไม่ค่อย เป็นธรรมกับผู้บริโภคครับ.....

 

อุดม  งามเมืองสกุล

19 ธ.ค.54