บทความจากหนังสือพิมพ์แนวหน้า ฉบับวันเสาร์ที่ 31 ธันวาม 2554

ติดตามอ่านย้อนหลังได้ที่ลิงก์ข้างล่างนี้ครับ

http://www.naewna.com/allnews.asp?ID=97&HL=0&no=1

สวัสดีปีใหม่ 2555 และวิจารณ์หนังสือ 3 เล่ม (ตอน 2) (บทเรียนจากความจริง กับดร.จีระ)

 
ขณะที่ผมเขียนเป็น ช่วง 2-3 วันก่อนปีใหม่ กว่าจะได้พบกับท่านผู้อ่านอีกครั้ง ก็หลังปีใหม่ 2555

เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ ผมขออวยพรให้ผู้อ่านและชาวแนวหน้ามีความสุข ความเจริญ สุขภาพแข็งแรง ไม่อวิชา มองไปข้างหน้าด้วยความมั่นใจว่า จะอยู่ได้อย่างยั่งยืน

โลกและประเทศไทยโดยรวมมีปัญหามาก แต่ปัญหาเหล่านั้นกลายเป็นการสร้างความสามารถของคนหรือทุนมนุษย์เพื่อจัดการให้ได้ มองความจริง (Reality)

นายกรัฐมนตรีจีน นายเหวินเจียเป่า ได้พูดไว้ว่า อนาคตในโลกจะมี 4 แนวแต่

* Unbalanced (ไม่สมดุลย์)

* Unstable (ไม่มั่นคง)

* Uncoordinated (ไม่มีการผนึกกำลังกัน)

* Unsustainable (ไม่ยั่งยืน)

สำหรับผม ที่สำคัญก็คือ

* การเปลี่ยนแปลงที่เร็ว (Speed of Change)

* ความไม่แน่นอน (Uncertainty)

* คาดคะเนไม่ถูกว่าอะไรจะเกิดขึ้น (Unpredictability)

สำคัญคือ ความใฝ่รู้ อยากรู้ อยากเห็น หาคำตอบ ทำความเข้าใจว่าโลกมีทั้งโอกาสและการคุกคาม พร้อมที่จะเผชิญเหตุการณ์ ต้องเข้าใจว่าเราต้องคิดเป็น วิเคราะห์เป็น มีข้อมูลใช้สมองซ้ายและขวาไปด้วยกัน มีคุณธรรมจริยธรรม อยู่ด้วยความยั่งยืน อยู่ได้แน่นอนไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับประเทศไทยในปีใหม่นี้

* สำหรับประเทศไทย ควรจะดูบทบาทของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ว่า จะจัดการกับปัญหาน้ำท่วมปีหน้าได้อย่างไร

* เพราะดูฤดูหนาวในยุโรปกับอเมริกาหนาวผิดปรกติคล้ายๆปีที่แล้ว ซึ่งหมายความว่า ฝนในประเทศไทยน่าจะรุนแรงเท่าเดิมหรือมากกว่า

การออกข่าวว่า มีมาตรการและเงินลงทุน 4 แสนล้าน โดยคณะกรรมการต่างๆ ต้องดูให้ดีว่าจะทันเหตุการณ์หรือไม่ ทำสำเร็จหรือไม่ มีเงินกับโครงการไม่พอ ต้องจัดการให้รวดเร็วสำเร็จ (Execution) ด้วย

เพราะฝนปี 2555 น่าจะมาเร็ว มีเวลาอีกแค่ 3-4 เดือน จะจัดการแก้ปัญหาได้หรือไม่

ถ้าดูความสามารถของรัฐบาลที่ผ่านมา ก็คงคาดได้ว่า จะจัดการให้มีประสิทธิภาพคงยาก

ยิ่งผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบให้ฉายาท่านนายกปูว่า ดาวดับ สื่อใช้คำพูดที่รุนแรงถ้าตีความหมายจริง แสดงให้เห็นว่าศักยภาพของผู้นำอ่อนแออย่างเห็นได้ชัด

ชี้ให้เห็นว่าคนไทยขาดการคิดที่เป็นระบบ อะไรๆก็ผ่านไปวันๆ โดยไม่ได้ตระหนักถึงอันตรายที่เกิดขึ้น

* ข่าวดีที่น่าจะนำมาเสนอคือ บทบาทของบริษัทรถยนต์ฮอนด้า ที่แสดงจุดยืนว่า จะอยู่ในเมืองไทยแน่นอน ไม่ว่าจะมีน้ำท่วมปีใหม่หรือไม่ ซึ่งเป็นจุดยืนที่ดีและให้ความมั่นใจพอควร

แต่คนไทยควรจะติดตามใกล้ชิดว่า บริษัทอื่นๆคิดอย่างไร ได้ทราบว่าระดับ SMEs ของ

ต่างประเทศก็ถอดใจ พร้อมจะย้ายฐานการผลิตไปที่อื่น ต้องมีการรายงานผลอย่างใกล้ชิดและสำรวจว่าบริษัทต่างชาติให้ความมั่นใจประเทศไทยอยู่หรือเปล่า?

เพราะขณะนี้ได้ทราบมาว่างบฟื้นฟูช่วยประชาชนจากน้ำท่วมตามที่สัญญาไว้ให้แก่ประชาชน ยังไม่ถึงมือผู้เสียหายจากน้ำท่วม

ประชาชนจะไว้ใจรัฐบาลได้อย่างไรว่า การป้องกันน้ำท่วมในปี 2555 จะทำได้อย่างดีมีประสิทธิภาพมากกว่าปี 2554 หรือไม่

ผมยังดีใจที่บทความแนวหน้าของผมยังมีผู้อ่านคงจะร่วมกันกระตุ้นให้คนไทยคิดเป็นวิเคราะห์เป็น

ไม่ใช่ฟังอะไรก็เชื่อไปหมด ต้องมีความคิดเป็นของตัวเอง และมีทางเลือก (Choices) ที่จะตัดสินใจสิ่งที่มีคุณประโยชน์ต่อประเทศในระยะยาว

ช่วงหลังน้ำท่วม ผมเริ่มมีกิจกรรมหลายอย่างที่จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศได้ในระยะยาว

ผมคงทำคนเดียวไม่ได้ หวังว่า จะมีแนวร่วมมากขึ้นในปี 2555

* และอย่าพึ่งพาเฉพาะนักการเมือง หรือพรรคการเมืองของไทยต้องพึ่งปัญญาของตัวเอง

* คงต้องพึ่งการเมืองภาคประชาชน นักวิชาการ (ดีๆ) ข้าราชการดีๆ ที่จะออกมาปกป้องชาติในระยะยาว

* สื่อมวลชนที่เป็นกำลังสำคัญก็ต้องช่วยให้ข้อมูลและให้การวิเคราะห์ที่ถูกต้อง มีความเป็นธรรม ไม่เป็นสื่อประเภทหาเงินเยอะๆ หาโฆษณา เพื่อเป้าหมายธุรกิจ มองแต่ผลประโยชน์ของธุรกิจมากกว่าผลประโยชน์ของประเทศชาติในระยะยาว

มาต่อเรื่องทุนมนุษย์ของ 3 ผู้นำ



ทุนแห่งความยั่งยืน

สตีฟ จอบส์ -ค่อนข้างต่ำเพราะสุขภาพไม่ดี ควรจะมีอายุยืนกว่านี้ งานก็มีอุปสรรคมากเพราะขัดแย้งกับหลายกลุ่ม

อับราฮัม ลินคอล์น -อยู่ในระดับปานกลาง

-เพราะขัดแย้งเรื่องเลิกทาส มีสงครามกลางเมือง

-เสียชีวิตก่อนวัยอันควรโดยการถูกลอบสังหาร

อองซาน ซูจี-น่าจะมีมากที่สุด เพราะรัฐบาลทหารน่าจะจัดการ กำจัดไปได้

-แต่ความอดทน อดกลั้น ทำให้อยู่รอดมาได้อย่างยั่งยืน

ทุนทาง IT

สรุปได้ไม่ยากเพราะคุณสตีฟ จอบส์ น่าจะโดดเด่นที่สุด คุณลินคอล์นช่วงนั้น IT มีแค่โทรเลข ส่วนอองซาน ซูจีโครงสร้างพื้นฐานที่พม่าของ IT ยังมีไม่พอ และ Social Media ก็ถูกห้ามใช้ ในอนาคต ทุนทาง IT ของอองซาน ซูจีคงจะเพิ่มขึ้นรวดเร็ว

Talented Capital

ผมให้สูงหมดเพราะ 3 ท่านมีทักษะ ความรู้ ทัศนคติ ค่อนข้างจะครบ

จุดอ่อนน่าจะมีที่สตีฟ จอบส์ ที่ทัศนคติของเขาค่อนข้างจะขัดแย้ง แต่ความขัดแย้งของเขาก็อาจจะเป็นจุดแข็งในบางเรื่อง

ทุนทางความคิดสร้างสรรค์

-คิดว่า สตีฟ จอบส์ น่าจะโดดเด่นที่สุดโดยจะคิดเป็นระบบและมีความคิดนอกกรอบอยู่ในคนๆเดียวกัน

-ส่วน ลินคอล์นกับอองซาน ซูจีผมให้ปานกลางเพราะยังไม่โดดเด่นเท่าที่ควร

ทุนทางความรู้

ได้คะแนนสูงทั้ง 3 คน

สตีฟ จอบส์ ชอบความรู้สองด้านคือวิศวะ+ลูกค้า เขาเป็นคนที่มองลูกค้าเป็นหลัก ซึ่งมองมากกว่าเพียงให้ลูกค้าพอใจ เน้นความสุขของลูกค้าหรือผมเรียกว่า Customer Delight

ลินคอล์น-ความรู้คือความใฝ่รู้ หาความรู้ตลอด มีปัญญาพร้อมที่จะรับฟังและมีวัฒนธรรมอ่านและปรึกษาผู้รู้

ส่วนอองซาน ซูจี-ความรู้ที่สำคัญคือ สมาธิและการใช้อหิงสา อดทนต่อความเจ็บปวด

ทุนทางนวัตกรรม

ให้สตีฟ จอบส์สูงสุดเพราะเขาเองมีความคิดสร้างสรรค์และไปทำให้สำเร็จ เช่น iPhone, iPod, iPad จุดนี้สำคัญที่เป็นบทเรียนคือ คนบางคนคิดสร้างสรรค์ มีความคิดใหม่ๆแต่ทำไม่เป็น

ส่วนลินคอล์นกับอองซาน ซูจีมีนวัตกรรมในด้านการเมืองที่ดี ถ้าอองซาน ซูจีได้เปิดประเทศก็จะมีทุนทางนวัตกรรมการเมืองมากขึ้น อาจจะปรับจากปานกลางมาเป็นสูงได้

ทุนทางอารมณ์

สตีฟ จอบส์ ต้องถือว่า ตกเลย ได้ F ควบคุมอารมณ์ไม่ได้เลยสร้างปัญหาให้แก่เขามากแต่ถูกทดแทนด้วยคุณภาพด้านอื่นๆจึงทำงานสำเร็จได้

ส่วนอองซาน ซูจีจะมีทุนทางอารมณ์สูงที่สุด อดทน เก็บความรู้สึกได้ดีโดยเฉพาะต่อสู้กับรัฐบาลทหารพม่า

ทุนทางวัฒนธรรม

ผมถือว่า สตีฟ จอบส์ น่าจะได้คะแนนต่ำสุด

แต่อองซาน ซูจีเสียสละเพื่อชาติ คงจะถือว่ามีทุนทางวัฒนธรรมจากความรักชาติที่ได้สะสมมาจากพ่อ ซึ่งเป็นผู้บุกเบิกชาติพม่าจากระบบอังกฤษ

ส่วนลินคอล์นน่าจะได้ระดับปานกลางค่อนข้างสูง

-ก็หวังว่า จะเป็นแนวคิดที่น่าไปสำรวจตัวท่านเอง ลองทำคะแนนดูว่าได้เท่าไหร่

สวัสดีปีใหม่

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์
เลขาธิการมูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศ
[email protected]
www.gotoknow.org/blog/chiraacademy
แฟกซ์0-2273-0181