ถ่านไฟเก่า” โครงงานวิทย์ฯ ช่วยดับกลิ่นห้องน้ำ
ผนึกกำลัง ครู-นักเรียนร่วมสร้างสุข

เมื่อถึงช่วงสิ้นปี พร้อมๆกับการย่างก้าวเข้าสู่ปีใหม่นี้ เห็นทีจะอดไม่ได้ที่ต้องบอกถึงเรื่องราวอันน่าประทับใจกันอีกสักนิด
แต่ก่อนจะเล่า พวกพี่ขอย้อนไปก่อนว่า ที่ผ่านมาเรื่องราวกิจกรรมดีๆ ซึ่งเป็นวีรกรรมและประสบการณ์สนุกๆ มากสาระ จากน้องๆเยาวชนที่เข้าร่วมกิจกรรม ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)ที่ได้เผยแพร่ผ่าน Blog นี้นั้น ส่วนใหญ่มักจะเป็นเนื้อหาจากเพื่อนๆมากฝีมือ
ซึ่งต่างเอาผลงานมาเสนอกัน ตามแต่ลักษณะโดดเด่นอิงเนื้อหาโครงการ
รวมถึงมีที่มาหลากหลายพื้นที่ ทั่วทุกภูมิภาค (จริงๆ คือทั่วประเทศนี่แหละ)
แต่เรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้ ออกตัวก่อนว่าอาจจะไม่โดดเด่นในเชิงผลงานเหมือนตัวอย่างอื่น แต่บรรดาแมวมองกลับประทับใจในความพยายาม ซึ่งมาจากทั้งความพยายามของตัวเยาวชนผู้ร่วมกิจกรรมเอง และตัว “ครู”ผู้สอน
โดยกิจกรรมที่เห็นพ้องต้องกันว่า “เจ๋ง” จนต้องบอกต่อ นั่นคือโครงงานวิทยาศาสตร์ ของโรงเรียนกาวิละอนุกูล จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นโรงเรียนที่เปิดการศึกษาแก่ที่เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาและพิการซ้อน
ที่ชื่อแบบเก๋ๆ ว่า “โครงงานถ่านไฟเก่า”
เท้าความกันเล็กน้อย เรื่องมีอยู่ว่าใน 50โครงการ จาก14โรงเรียน ภาคเหนือ ที่เข้าร่วม”นิทรรศการ"โครงงาน (เชิง) วิทยาศาสตร์เพื่อสุขภาพที่ดีกว่า" ที่เพิ่งจัดขึ้นเมื่อต้นเดือนธันวาคม ณ โรงเรียนศึกษาศึกษาสงเคราะห์เชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ โครงการถ่านไฟเก่าได้ถูกนำมาจัดแสดงร่วมกับโครงงานอื่นๆด้วย

และนั่นมันก็ทำให้บรรดาคณะกรรมการ และเพื่อนๆน้องๆต่างโรงเรียนรับรู้ร่วมกันว่า เด็กบกพร่องทางสติปัญญาก็มีดีกว่าที่คิดนัก!
อาจารย์วิชาสุขศึกษาในโรงเรียนได้พานักเรียนชั้นม.1 ไปเดินสำรวจรอบๆโรงเรียน
และได้พบว่าจุดหนึ่งที่ถือเป็นปัญหาสำหรับสุขลักษณะและสิ่งแวดล้อมในรั้วโรงเรียนคือห้องน้ำที่มีกลิ่นเหม็น ดังนั้นทั้งชั้นเรียนจึงเห็นร่วมกันว่าเราจะต้องกำจัดปัญหาดังกล่าวนี่เสีย
“จึงเป็นที่มาของการแก้ปัญหาด้วยวิทยาศาสตร์ โดยทำโครงงานขจัดกลิ่นในห้องน้ำ ซึ่งครูก็เริ่มคัดเลือกจากเด็กที่สามารถเรียนรู้ได้ และมอบหมายกลับไปเป็นการบ้านเพื่อไปค้นหาวิธีว่านอกจากการล้างห้องน้ำแล้ว เราจะสามารถจัดการกับกลิ่นในห้องน้ำได้อย่างไรบ้าง “อ.พยุงศรีบอก
การบ้านในวันนั้นเกิดผลปรากฎว่า นักเรียนส่วนใหญ่ต่างเคยเห็นผู้ปกครองใช้ถ่านดูดกลิ่นในตู้เย็นของตัวเอง จึงเป็นที่มาของการบ้านลำดับต่อไปคือให้นักเรียนไปหาประโยชน์ของถ่าน ซึ่งเด็กก็ได้ค้นคว้าผ่านอินเตอร์เน็ตพร้อมกับได้คำตอบว่าคุณสมบัติของถ่านสามารถซึมซับกลิ่นได้จริง
แต่เท่านั้นยังไม่พอ อาจารย์ยังให้นักเรียนหาสมุนไพรหรือเปลือกผลไม้ที่มีกลิ่นหอมและมีคุณสมบัติช่วยดูดกลิ่นมาด้วย

ด.ช.อภิรัตน์ ใจม้ง (เอ็ม) นักเรียนชั้นม.1 เล่าว่า ผลไม้ที่เพื่อนๆเอามาในชั้นเรียนนั้น มีหลากหลายชนิด ทั้งตะไคร้ ผิวมะกรูด ใบเตย เปลือกทุเรียน จึงเอามาคัดเลือกอีกว่าอะไรเหมาะสมที่สุด ซึ่งเขาและเพื่อนๆก็ พบว่าใน 4 อย่างนี้ เปลือกทุเรียนคือสิ่งแรกที่ไม่เหมาะสมทั้งปวง เพราะถึงจะมีคุณสมบัติดูดกลิ่นก็จริง แต่เมื่อนำมาทำเป็นก้อนดูดกลิ่นแล้ว กลับขึ้นรา
เอ็ม อธิบายการทำขั้นตอนต่อจากนั้นว่า ได้นำผงถ่านที่ไปขอเศษเล็กๆ ตามบ้านเรือน มาตำให้ละเอียด ส่วนตะไคร้ ผิวมะกรูด และใบเตยนั้นจะถูกนำมาตากแห้งและตำให้ละเอียดเช่นกัน
“ทั้งหมดมาตำให้ละเอียดและแยกกันไว้ อย่าเอามารวมกัน จากนั้นให้นำน้ำเปล่าและแป้งมัน มาผสม ในปริมาณที่เท่าๆ กัน ใครอยากได้กลิ่นมะกรูดก็เอามะกรูดผสมเข้าไป ใครอยากได้ตะไคร้ก็ใส่ตะไคร้ขึ้นอยู่กับแต่ละชนิดพืชที่นำมาดับกลิ่น” เอ็มบอก
ขณะที่ ณัฐวุฒิ อนุศาสนันท์ (ณัฐ) เพื่อนร่วมห้องชั้นเดียวกัน
อธิบายเสริมว่า และว่า ทั้งนี้พวกเขาได้ทดลองพืชทุกชนิด โดยการจับเวลาและจดบันทึก จนทำให้พบว่ากลิ่นของมะกรูดอยู่นานที่สุด มีกลิ่นหอมที่เหมาะกับการจะไปดูดกลิ่นในห้องน้ำ ส่วนใบเตยนั้นกลิ่นหายเร็วที่สุดและยังไม่เหมาะกับจะเป็นที่ดูดกลิ่นในห้องน้ำ ด้านตะไคร้นั้นก็ถือว่าใช้ได้เช่นกัน ซ้ำคุณสมบัติของตะไคร้ยังช่วยป้องกันยุงได้
“เราจึงทำถ่านดูดกลิ่นผสมกลิ่นตะไคร้ และไปวางในห้องน้ำในโรงเรียน เพื่อนๆก็ชอบกันอาจารย์ก็ชอบ จากห้องน้ำที่เคยกลิ่นเหม็นมากก็ช่วยให้มันลดน้อยลงได้”
ประสบการณ์จากการสร้างกิจกรรมกับเด็กกลุ่มบกพร่องทางสติปัญญา
ที่มีการเรียนรู้ได้ช้ากว่าเด็กปกตินั้น อ.พยุงศรี เล่าแบบน่าสนใจว่า ก่อนหน้านี้เคยคิดจะให้เด็กทำปุ๋ยอีเอ็มเพื่อใช้กำจัดกลิ่นในห้องน้ำเช่นกัน แต่พบว่าต้องใช้การดูแลมาก และเด็กไม่สามารถทำได้เองตลอดขั้นตอนจึงเปลี่ยนมาเป็น
การทำก้อนดูดกลิ่นเพราะทำได้ง่ายกว่า และเด็กสามารถทำได้ เองทุกขั้นตอน
เมื่อเราถามถึงความยาก-ง่าย กับการฝึกทักษะการคิดแบบวิทยาศาสตร์ให้กับเด็กกลุ่มดังกล่าวนี้ อ.พยุงศรี ตอบแบบสั้นๆว่า อาจจะมีรายละเอียดที่มากกว่าทั่วไป แต่ไม่อยากเกินกำลัง
“ยกตัวอย่างการค้นหาข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต เราอาจจะทำการค้นคว้าก่อน จากนั้นจึงมาเขียนคำที่เราค้นใส่กระดาษให้เขาไปพิมพ์ลงในเครื่องที่เขาใช้
เพราะเด็กบางคนนั้นสามารถอ่านหนังสือได้ เราต้องบอกเป็นขั้นตอน ให้โจทย์ไปทีละนิดๆ อย่าสั่งอะไรรวดเดียว นอกจากนี้ก็อย่าไปใช้ศัพท์อะไรยากมาก
อย่างถ่านเด็กบางคนอาจจะเรียกฝืน เราก็อย่ายึดติดมาก เน้นที่ความเข้าใจ
เขาเองจะได้กลับไปเรียนรู้ ค้นคว้าได้”
ที่มาของความสำเร็จในโครงการนี้ จึงเป็นการผนวกกำลังระหว่างครูและลูกศิษย์อย่างแท้จริง
“ห้องน้ำไม่มีกลิ่นเหม็น มันก็ทำให้โรงเรียนน่าอยู่” เอ็ม-ณัฐ ตอบง่ายๆ
เมื่อถามถึงประโยชน์จากกิจกรรมที่ได้รับทว่าคำตอบสั้นๆแบบนี้เองก็มีความหมายมากกว่ามากกว่าเพียงถ้อยคำ
ก็เพราะโรงเรียนน่าอยู่ไม่ใช่หรือ ที่ทำให้เราอยากมาเรียน
หรือใครจะเถียงว่าไม่จริง ฮึ!!
เข้ามาชื่นชมโครงงานที่เชื่อมโยงกับชีวิตค่ะ
โครงงาน หรือ Project-based Learning ไม่เฉพาะวิชาวิทยาศาตร์ที่ได้เรียนรู้ แต่ได้ฝึกทักษะให้ศิษย์ได้มาก ทั้งทักษะคิด, เรียนรู้, การทำงานร่วมกัน ......
เพราะการเรียนรู้แบบโครงงานไม่ได้จบแค่ในวิทยาศาสตร์ แต่สามารถใช้ได้ในทุกวิชา พร้อมครูและศิษย์ จะก้าวพร้อมกันไปสู่ 21st Century Learning ค่ะ
ทำได้ดีมาก
ไมโครซอฟ
เก่งมากๆครับ เป็นเรื่องใกล้ตัวมาก จนคนส่วนใหญ่มองข้ามมันไป ซึ่งก็เป็นปัญหาอย่างชัดเจน คนอื่นๆอาจจะพยายามคิดเรื่องใหม่ เรื่องเด่น และไม่ตรงกับปัญหา น้องๆเป็นเด็กเก่งจริงๆครับ นับถือๆ
ดีมากๆ เลยยย จะลองเอาไปทำดูนะ เจ๋งงงงง
ช่วยคิดหน่อยสิว่าจะเอาโครงงานไรดีอ่ะ พอดีครูสั่งไห้ทำโครงงาน
สุดยอดมากเลยอ่ะ อิอิ
คริคริ
อ่ะอ่ะ
การทำคือการนำถ่านผสมกับทุกกลิ่นใช่ไม๊
เรียนคุณ นิรามัย ชอบกลิ่นไหน ใส่กลิ่นที่ชอบลงในถ่านแต่ละก้อนค่ะ ถ้านำกลิ่นมาผสมกันหมดกลิ่นจะผสมรวมกันเกินไปอาจไม่หอมอย่างที่ใจอยากจะให้เป็นนะคะ