ปีแห่งการเติบโต วัยแห่งการเปลี่ยนแปลง

หลายคนยังจ่อมจมกับความรู้ ทฤษฏีดั้งเดิม แทบไม่เปิดใจมองสิ่งใหม่ที่เข้ามา และพยายามกอดรัดวัฒนธรรมเก่าอย่างสุดชีวิต หารู้ไม่ว่า ยิ่งทำแบบนั้น วัฒนธรรมเก่ายิ่งถูกทิ้งไปจากโลกใหม่ เพราะไม่สามารถเชื่อมต่อกันได้ บทบาทของนักวัฒนธรรมจึงควรจะเปิดใจ ผสมผสานการเปลี่ยนแปลงนั้น สร้างกระบวนการเรียนรู้ใหม่ให้กับสังคม แทนการอนุรักษ์แบบไม่ลืมหูลืมตา

พักหลังผมเดินทางกลับบ้านเกิดนับครั้งได้ในรอบสองสามปี อาจเพราะภารกิจที่มากขึ้น รวมไปถึงการบริหารจัดการเวลาที่ไม่ลงตัว แต่ทั้งหมดดูเหมือนข้ออ้างที่ทำให้ตัวเองรู้สึกผิดน้อยลง..

แต่เมื่อเหนื่อยทีไรก็คิดถึงบ้านทุกที

“มองดาวใสผ่านใจเต็มฝัน คนอยู่ทางบ้านจะรู้หรือเปล่า

คืนนี้มีหนึ่งคนเหงา ฝากคำกับดาวบอกว่ายังห่วง

ในวันที่นกบินแรมทาง โบกปีกคว้างอยู่กลางเมืองหลวง

พกความรู้ต่ำกับดวง ติดตามถามทวงหนทางสร้างฝัน…

(หนาวแสงนีออน ตั้กแตน ชลลดา)

ผมฟังเพลงของ “หนาวแสงนีออน” ของ คุณตั้กแตน ชลลดา แล้วยิ่งทำให้จินตนาการถึงบ้านเกิดมากขึ้น ผู้คนที่อยู่ในเมืองหลวงอาจต้องดิ้นรนเพื่อหาเงินเพื่อส่งกลับไปบ้าน ความรู้สึกจากเนื้อหาเพลง โหยหาความเป็นชนบท คิดถึงบรรยากาศบ้านนอกที่อบอุ่น เป็นจินตนาการที่แจ่มชัดมาก “คือวันหนึ่งที่หัวใจ จะหอบรักไป ซบอุ่นไอดิน”

จริงๆการเดินทางของความคิดถึงในยุคไตรจี นี้ง่ายมาก  การพร่ำคำว่า “คิดถึง” ผ่านทางสายโทรศัพท์ ส่งภาพแทนคำจำนรรจา เราเหมือนอยู่ไม่ไกลกัน แต่หากจะสบตาและสัมผัสความรู้สึกกันอย่างแนบชิดนั้น ก็คงต้องกลับไปแล้วนั่งลงคุยกัน

บรรยากาศแห่งความสุขสำหรับครอบครัวชนบทส่วนใหญ่ จากนี้ก็ต้องรอวันหยุดเทศกาลไม่ต่างจากชาวกรุง วันนั้นจะเป็นวันที่ลูกหลานพร้อมหน้าจากเงื่อนไขเดียวกันคือ วันหยุดยาว สำหรับ ชาวแรงงานสายพานอุตสาหกรรม

ครั้งนี้ผมกลับมาปาย อย่างเพลิดเพลินกับการเดินทาง ด้วยว่า ความคิดถึงนั้นดักรออยู่ปลายทางแล้วนั่นเอง การเดินทางกลับบ้านจึงมีความหวังผ่านความอบอุ่นของครอบครัวที่บ้านเกิด

ปายวันนี้ หลายคนบอกว่า “ปายเปลี่ยนไป”

ใช่สิครับ...กาลเวลาเปลี่ยนทุกอย่างต้องเปลี่ยนไป หลายคนที่พร่ำพูดเจื้อยแจ้ว บอกเล่าถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างไม่เข้าใจ เขาเป็นเพียงผู้เสพธรรมชาติแบบไม่เข้าใจ

ทำไมต้องคงเดิม...ไม่มีสิ่งไหนคงเดิมในความเป็นจริง การเปลี่ยนแปลงเป็นธรรมชาติของสรรพสิ่งด้วยซ้ำ การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับเมืองปายก็เช่นเดียวกัน นี่ก็คือธรรมชาติ มันอาจเร็วไปบ้างในความรู้สึกของคนที่อยู่กับคนที่มา แต่ช้า เร็วอย่างไร “ปายก็เปลี่ยน”

ถามว่า ผมรู้สึกอย่างไร?? ที่ปายเปลี่ยน

ผมรู้สึกสนุกกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น การรุกของวัฒนธรรมก็ทำให้เกิดการผสมพันธุ์ทางวัฒนธรรม ได้ลูกหลานวัฒนธรรมใหม่ๆ แม้มีวัฒนธรรมตัดต่อยีนบ้าง แต่ประกอบไปด้วยความหลากหลาย ผมว่าตรงนี้ละครับ คือ ความมั่งคั่งและมั่นคงทางวัฒนธรรม ของแท้

หลายเรื่องมีการผลิตซ้ำทางวัฒนธรรม ที่ยังมีกลิ่นของรากเหง้าเดิม เพียงแต่ว่า จำเป็นต้องปรับเข้ากับโลกใหม่มากขึ้น  ชะตากรรมที่ปายไม่ต่างกับเมืองลาดัก หรือ ธิเบตน้อย มีงานของ Helena Norberg - Hodge (2545) ที่ชี้ให้เห็นว่า การเข้ามาของกระแสโลกานุวัตรและการส่งเสริมเรื่องระดับโลก ต้องแลกมาด้วยความสูญเสียของวัฒนธรรมท้องถิ่น Helena เล่าว่า เมื่อ ลาดัก หรือ "ธิเบตน้อย" เริ่มเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติและเริ่มต้นกระบวนการ "พัฒนา" ในปี คศ. 1975 ขึ้น จินตภาพของความก้าวหน้าและความทันสมัยของ วัฒนธรรมตะวันตก โดยเฉพาะอเมริกาถูกส่งผ่านสื่อมาอย่างมากมาย ปฏิบัติการสร้างภาพของ วัฒนธรรมโลกานุวัตรก่อให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า "ปมด้อยทางวัฒนธรรม" ต่อเยาวชนหนุ่มสาวชาวลาดัก โดยเฉพาะวัยรุ่นชายที่เกิดความรู้สึกอับอายในรากเหง้าวัฒนธรรมของตน รู้สึกอายในความเป็น ตัวเอง และภาษาที่ตัวเองพูด แต่ทว่ากระตือรือล้นที่จะรับวัฒนธรรมอเมริกันเข้ามาแทนที่ เพราะเห็นว่ามันคือสัญลักษณ์ของชีวิตทันสมัย

ปายก็เป็นแบบดาลัก และเมืองไทยก็เป็นแบบดาลักเช่นกัน (แล้วแต่มาก น้อยต่างกัน) หากเราไม่ตั้งรับดีๆ สร้างกระบวนการเรียนรู้ที่ดี มีพลังรับมือ การเปลี่ยนแปลงก็อาจทำให้สังคมล่มสลายจากสิ่งใหม่ที่รุนแรงและเร็วเหล่านี้ – ประเด็นนี้ผมอยากเขียนต่อถึง นักพัฒนาและนักวัฒนธรรมว่า หลายคนยังจ่อมจมกับความรู้ ทฤษฏีดั้งเดิม แทบไม่เปิดใจมองสิ่งใหม่ที่เข้ามา และพยายามกอดรัดวัฒนธรรมเก่าอย่างสุดชีวิต หารู้ไม่ว่า ยิ่งทำแบบนั้น วัฒนธรรมเก่ายิ่งถูกละทิ้งไปจากโลกใหม่ เพราะไม่สามารถเชื่อมต่อกันได้ บทบาทของนักวัฒนธรรมจึงควรจะเปิดใจ ผสมผสานการเปลี่ยนแปลงนั้น สร้างกระบวนการเรียนรู้ใหม่ให้กับสังคม แทนการอนุรักษ์แบบไม่ลืมหูลืมตา

ผมอ่านงานของ อ.เสน่ห์ จามริก ท่านมีความเห็นต่อกระแสชุมชนท้องถิ่นที่ว่า “เพราะเหตุด้วยการระรานและคุกคามจากกระแสโลกานุวัตรกับอำนาจรัฐนี่เอง ที่เป็นแรงกระตุ้นให้เกิดสำนึกตื่นตัวที่จะเรียนรู้ เพื่อบูรณะฟื้นฟูอัตลักษณ์และภูมิปัญญาความเป็นอิสระพึ่งตนเอง ของชุมชนท้องถิ่นอัน หลากหลาย”

ผมเห็นปรากฏการณ์เหล่านี้ที่ปายครับ...นี่หละครับ มุมนี้ที่ผมอยากให้ทุกคนเห็น

ผมเห็นชนเผ่าที่เป็นกลุ่มชาติพันธ์หันกลับมารื้อฟื้นภูมิปัญญาของตนเองมากขึ้น

ผมเห็นกลุ่มประชาสังคมที่พ่วงท้ายการขับเคลื่อนเกี่ยวข้องกับการสังคายนาวัฒนธรรม

เห็นกลุ่มคนเล็กๆ รวมตัวกันขึ้นมาในฐานะ เจ้าบ้านที่รักและหวงแหนบ้านเกิด

เห็นกลุ่มผู้ประกอบการท่องเที่ยวของปาย รวมตัวกัน เปิดใจกับการผสมผสานทางวัฒนธรรมมากขึ้น มองความยั่งยืนของการเป็นอยู่ให้ไกลออกไปจากวันพรุ่งนี้

ไปปายครั้งนี้ ผมทำตัวเป็นเจ้าบ้าน และนักท่องเที่ยวไปพร้อมๆกัน สังเกตความเปลี่ยนแปลงที่สวยงาม เสพในสิ่งที่เป็นความคิดสร้างสรรค์ เรียนรู้กับสิ่งที่ปายผิดพลาดไปบ้าง ตื่นตาตื่นใจกับสิ่งใหม่ที่เกิดขึ้นพร้อมการปรับตัว

เช้ามืดของวันเกิด...(ที่ผมมักเดินทางกลับบ้านเสมอในทุกปี)

ผมเดินทางขึ้นไปบนยอด “เขาหยุ่นไหล” ที่บ้านสันติชล เพื่อไปชมแสงแรกของดวงอาทิตย์ที่ปาย  ที่หยุ่นไหลนี่เองทำให้ผมเห็นภาพมุมสูงของปายได้เต็มตา ว่าเมืองเล็กๆนี้มีเสน่ห์แค่ไหน..ทำไมหลายคนถึงหลงไหลกับเมืองๆนี้

อากาศที่เย็นพอทนได้ กับสายหมอกโรยตัวโอบรัดปายหลวมๆ แสงแรกของวันชำแรกตัวเข้าไประหว่างหมอกกลุ่มใหญ่ มองออกไปเบื้องหน้าเห็นริ้วหมอกที่ไกลๆกำลังโบกมือลา ละอองหมอกเจือจางยิ่งทำให้เมืองมีมนต์ขลังมากขึ้น

บนหยุ่นไหลนี่เอง...ผมเจอสหายเก่าสองคนที่นี่ เขาทั้งสองเชิญชวนให้ผมนั่งผิงไฟ จิบกาแฟคุยกัน เราเล่าเรื่องเก่าๆ ที่เคยมีโอกาสได้ร่วมช่วงเวลานั้นด้วยกัน แต่เพียงไม่นาน การเริ่มต้นและสิ้นสุดของแต่ละเรื่องไม่ได้สมความปรารถนาที่ตั้งแต่แรกเท่าไหร่ แต่รู้ว่า เกิดการเรียนรู้ขึ้นตลอดเวลา แม้ไปไม่ถึงหลักกิโลเมตรที่เคยตั้งไว้ร่วมกัน แต่ก็น่าพอใจ หลายคำตอบของการสนทนาทำให้ผมเรียนรู้ว่า เราแทบไม่มีความสามารถในการควบคุมอะไรได้เลย...นอกจากทำให้ดีที่สุดในช่วงเวลาปัจจุบัน

ผมถือโอกาส ขอตัวลาจากสหายเมื่อกาแฟพร่องถ้วย...

วันนี้ อายุผมเพิ่มขึ้นอีกปี ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปมากมาย ผมคิดว่าเติบโตขึ้นมากทีเดียว คิดช้าๆ คิดไกลๆ อิสระ เปิดใจ เรียนรู้ และคิดอย่างเข้าใจ ไม่ทุกข์มาก ไม่สุขเกิน แต่ตื่นเต้นเสมอกับการเปลี่ยนแปลง

 

 

9 ธันวาคม 2554

ปาย,แม่ฮ่องสอน

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน The ultimate leader



ความเห็น (19)

เขียนเมื่อ 

สุขสันต์วันคล้ายวันเกิดย้อนหลังนะคะหนุ่มไข่นุ้ยปาย :) ธันว์ ?

อิสระ เปิดใจ เรียนรู้ และคิดอย่างเข้าใจ ไม่ทุกข์มาก ไม่สุขเกิน แต่ตื่นเต้นเสมอกับการเปลี่ยนแปลง

เพิ่งเคยได้ยินเขาหยุ่นไหล ... จะเหมือนเขาหลวง นครศรีฯ ไหม .. ส่งกำลังใจนะ :)

สวัสดีปีใหม่ใจสดใส

หมดทุกข์โศกโรคภัยไม่หม่นหมอง

ปรารถนาสุขสิ่งใดให้สมปอง

พรสนองทุกทิวาราตรีกาล

ขอบคุณครับ คุณปู

ปีนี้ เป็นปีที่กลับไปปายเงียบๆ ฉลองวันเกิดที่นั่นครับ

ยังมีพลังใจมากมายเช่นเดิม

พร้อมเสมอกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นครับ

ขอบพระคุณพรปีใหม่ จาก ป้าใหญ่ครับผม

ขอบพระคุณท่าน โสภณ มากครับผม

สวัสดีปีใหม่ครับ

เขียนเมื่อ 
  • ไปปายตอนไหน
  • ก็ยังสวยเหมือนเดิมครับ
  • เอามาฝาก

อาจารย์ขจิต

ด้วยความระลึกถึงครับ ท่านพี่

---------------

ผมกลับไปช่วงหลังน้ำท่วม ช่วงวันเกิดผมครับ 9 ธค.ที่ผ่านมาครับ

เขียนเมื่อ 

ตามมาชมภาพ ตำลึงไต่ฟ้า ที่ฝากไว้ในบันทึกท่านพี่ฯ

งดงามมากเลยคุณเอก จับภาพทีไร ฟ้าเป็นใจทุกที

เห็นภาพยอดอ่อนม้วนๆ ไหวๆ นึกถึงพ่อครูบาฯ เลย :)

ขอบคุณครับ คุณปู

ผมเพิ่งไปทุ่งทานตะวันมาเมื่อวานนี้ นำภาพมาฝาก

เขียนเมื่อ 

บรรยากาศดีมากมากครับ

เขียนเมื่อ 
  • HBD ย้อนหลังครับ
  • และ สวัสดีปีใหม่ ๒๕๕๕
เขียนเมื่อ 

ชอบบันทึกนี้จังค่ะคุณเอก ขอบคุณนะคะ^^

..............................

สวัสดีปีใหม่ค่ะคุณเอก

ขอให้มีความสุขนะค่ะ

คาราวะท่าน อ.เจเจ ครับ

มารับพรปีใหม่ท่านด้วยความยินดีครับ

ขอบพระคุณครับ

เขียนเมื่อ 

ภาพสวยมากค่ะ

...

คงมีโอกาสได้ไปเห็นด้วยตาตัวเองสักครั้งสำหรับเมืองปาย

...

อ่านบันทึกนี้แล้วมีความสุขใจไปกับการสำนึกรักบ้านเกิดค่ะ

ขอให้มีความสุขกับการเปลี่ยนแปลง

มีพลัง แรงใจในการทำหน้าที่

และเติบโตอย่างมั่นใจ พร้อมก้าวไปอย่างมั่นคง ตลอดไปนะคะ

ขอบคุณค่ะ......^_^

เขียนเมื่อ 

..มาชื่นชม.ยินดี."ในการยอมรับ ความเปลี่ยนแปลง" เจ้าค่ะ..ความเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นธรรมดา ธรรมชาติ...มีอยู่แล้ว..เกิดแล้ว ดับไป...เข้าถึง..ซึ่งความสุข..ที่เกิด..จาก..ความว่าง..สว่าง..วาง..สบายๆ...เมื่อได้เกิดมาเป็นบุญ..ชาติหนึ่ง...นะเจ้าคะ..อายุมั่นขวัญยืน..กับความเป็นอยู่และการทำงาน..เจ้าค่ะ..ยายธี...

ขอบพระคุณ อ.panda ครับ

มีความสุขครับที่ได้พรดีๆจากอาจารย์

เขียนเมื่อ 

สวัสดีปีใหม่ครับคุณจตุพร

ขอให้การเปลี่ยนแปลงของเวลา นำไปสู้ความสุขสงบที่แท้จริงครับ

HBD&HNY 2012