บันเทิงในธรรม (๑)


เมื่อวันที่ ๒๒ – ๒๕ ธ.ค. ๕๔ ฉันมีโอกาสได้ไปปฏิบัติธรรมกับท่านปสันโน ที่บ้านบุญ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ติดต่อกันเป็นปีที่สอง  เมื่อปีที่แล้วได้เขียนบันทึก "ปลุกพุทธในใจให้แย้มบาน" เอาไว้ ๓ ตอนด้วยกัน http://www.gotoknow.org/blogs/posts/416834 (๑) http://www.gotoknow.org/blogs/posts/416838 (๒) http://www.gotoknow.org/blogs/posts/416841 (๓)

 

ปีนี้หลายคนมาปฏิบัติด้วยความอิดโรยอ่อนล้า  พระอาจารย์คงเห็นสภาพของเหล่าลูกศิษย์ จึงได้ให้สติตั้งแต่คืนแรกว่าขอให้ทุกคนพยายามรักษาความยินดีในการฝึกหัดเอาไว้ แม้ว่าจะต้องล้มลุกคลุกคลาน แต่การปฏิบัติธรรมเป็นงานที่ต้องให้เวลา ให้กำลังแล้วจะได้ผลกลับมา

 

การภาวนาเหมือนการหว่านข้าว 

 

การภาวนาเหมือนการหว่านข้าวของชาวนา ที่ข้าวบางเม็ดถึงแม้จะเสียบ้าง แต่ก็ยังได้ผลเพียงพอที่จะเอามากิน เอามาขาย  แต่ต้องลงทุนกำลัง รับรองว่าถ้าไม่ลงทุนกำลังเลยก็จะไม่ได้อะไรในการฝึกการหัด

 

เป้าหมายในการมาภาวนาก็คือการมาทำจิตใจให้สว่างมากขึ้น สงบมากขึ้น วุ่นวายน้อยลง เป็นการมาทำจิตให้ละเอียดขึ้น จิตใจที่มีกุศลจะสว่าง สะอาด สงบ เบาสบาย  กระปรี้กระเปร่า ต้องค่อยฝึกค่อยหัดในการทำสติให้ต่อเนื่อง ถ้าเราไม่เลี้ยงนิวรณ์ ไม่ให้อาหารนิวรณ์  นิวรณ์ก็ไม่อยู่  แต่เราควรเลี้ยงสติไว้ หาอุบายดีๆ ที่จะทำให้สติอยู่ ค่อยฝึกค่อยหัดไป เหมือนที่เราเขียนหนังสือที่แรกๆ ก็ไม่เป็นตัว

 

สติคือการระลึกรู้อารมณ์ภายนอก ภายใน สมาธิคือความตั้งมั่น จิตที่ปราศจากนิวรณ์จะเป็นจิตที่ปลอดโปร่ง โปร่งใส  สมาธิที่เกิดจากสติ จะเข้าอยู่ในลักษณะของสัมมาสมาธิซึ่งเป็นหนทางของของอริยมรรค ๘  สมาธิจะเกิดเมื่อเราให้โอกาสตนเองในการฝึกหัดอย่างต่อเนื่อง เพราะสมาธิในลักษณะนี้ต้องอาศัยการละนิวรณ์ แล้วจิตจะเริ่มละเอียด มีการปักหลักลงไปในอารมณ์เดียว อย่างไรก็ดีต้องมีสติอยู่ตลอด สติขาดไม่ได้

 

ถ้าเราฝึกสติเป็นพื้นฐาน สมาธิที่เกิดขึ้นจะเป็นสมาธิที่พร้อมพิจารณา พร้อมปรับกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้จิตใจอ่อนโยน ถ้าได้สมาธิจากการบังคับจิต สมาธิที่เกิดจะไม่อ่อนโยนนุ่มนวล

 

ความหวังที่ถูกต้อง 

 

ลูกศิษย์คนหนึ่งเขียนมาเรียนถามพระอาจารย์ว่า เวลาผิดหวัง เสียใจมากๆ จะจัดการกับความทุกข์อย่างไร

 

พระอาจารย์แนะนำว่า ให้ลองทบทวนดูว่าที่เราหวังนั้นเป็นความหวังที่ถูกต้องหรือไม่ หรือว่าหวังอะไรเกินไป เวลาที่ผิดหวังเรามักจะโทษคนอื่นก่อน ไม่ค่อยโทษเจ้าของว่าเราคิดผิด คิดโดยอาศัยความอยาก เพราะความอยากนั้นมีอวิชาพร้อม ตัวเองจึงหลอกตัวเอง

 

ถ้าเราตั้งความหวังโดยอาศัยความปรารถนาของเรา  ตั้งความหวังโดยไม่พิจารณาให้สอดคล้องกับความเป็นจริง เราก็จะผิดหวัง ถ้าเราไม่หลงความรู้สึกของตนเอง เราก็จะเห็นว่าที่เราอยากได้อย่างนี้ก็เพราะเรารู้เท่าไม่ถึงการณ์

 

ทุกสิ่งเป็นตามที่มันเป็น คำว่า “ไม่น่าเป็นอย่างนี้” ไม่มีในคำศัพท์ของพระพุทธศาสนา เหมือนอย่างที่เราพิจารณาในบทสวดว่า เราทำอะไรไม่ว่าบุญหรือบาป เราก็เป็นทายาทที่จะต้องได้รับผลต่อไป

 

พระพุทธเจ้าท่านจะพูดกับเราเหมือนเราเป็นผู้ใหญ่ด้วยกัน ไม่ค่อยปลอบใจ แต่จะบอกว่าความจริงเป็นอย่างนี้ ขอให้เข้าใจในเหตุการณ์ให้ดีว่าที่เราเสียใจ ผิดหวังนั้น เรามีความต้องการอะไรบ้าง เราอยากจะให้โลกถูกใจเราได้อย่างไร โลกไม่เคยถูกใจเราถ้าเราพิจารณาความจริง ถ้าเรายอมรับ เห็นความเป็นจริง เวลาที่เราไม่ตั้งความหวัง เราจะเกิดเมตตากรุณาต่อตัวเอง และต่อผู้อื่น มนุษย์เรารักสุขเกลียดทุกข์ด้วยกันทุกคน ทำอย่างไรเราจะค้ำจุนคนไม่ให้เขามีทุกข์มากจนเกินไป

 

 

หมายเลขบันทึก: 473205เขียนเมื่อ 1 มกราคม 2012 18:25 น. ()แก้ไขเมื่อ 31 ธันวาคม 2012 13:01 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน


ความเห็น (3)

..สวัสดีปีใหม่..เจ้าค่ะ..ขอให้..พบ..กับ..ความสุข..สงบ..สว่าง..ว่าง..วาง..สบายๆๆนะเจ้าคะ..ยายธีค่ะ

สวัสดีปีใหม่ค่ะ ขอความสุขจงมีแด่ทุกท่าน ทุกวันเทอญ :)

  • "จิตคือพุทธะ"
  • จิตสงบ ใจก็เบิกบาน

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี