วิธีการดูแลที่ไม่ใช้ยา (non-pharmacologic management)
การดูแลแบบไม่ใช้ยาเป็นการักษาที่มีความจำเป็นในการดูแลผู้ป่วยและครอบครัวที่มีอาการเหนื่อยเนื่องจากเมื่อเกิดอาการเหนื่อยตัวผู้ป่วยเองอาจสูญเสียความมั่นใจในการดูแลตัวเองในขณะเดียวกันตัวผู้ดูแลเองก็ตกอยู่ในความกังวลอย่างมาก วิธีการเหล่านี้ช่วยให้ผู้ป่วยและครอบครัวส่วนร่วมในการดูแลตัวเองและช่วยเพิ่มความมั่นใจ เช่น การจัดท่าทาง (posture and positioning), pursed-lip breathing, relaxation technique, exercise training, energy conservation technique และปรับเปลี่ยนสภาพบ้านเป็นต้น
มีงานวิจัยที่สนับสนุนว่าการดูแลแบบไม่ใช้ยาสามารถบำบัดอาการเหนื่อยได้ พบว่า Walking aids และ breathing training การฝึกวิธีหายใจช่วยลดอาการเหนื่อยได้ดี ส่วนการฝังเข็มมีหลักฐานทางวิชาการไม่เพียงพอว่าสามารถช่วยลดอาการเหนื่อยได้ ส่วน Anxiety reducing techniques เช่น relaxation technique และ cognitive behavior therapy (CBT) ไม่มีหลักฐานทางวิชาการสนับสนุนมากนักการผสมผสานวิธีการไม่ใช้ยาหลายวิธีจะช่วยให้การดูแลได้ผลดีขึ้น ยกตัวอย่างงานวิจัยที่นำวิธี breathing control, activity pacing, relaxation techniques,และ psychosocial support 4 วิธีดูแลผู้ป่วยพบว่าอาการเหนื่อยลดลง อีกทั้งอารมณ์และ performance status ดีขึ้น การทำ pulmonary rehabilitation ที่บ้านสามารถที่จะช่วยลดอาการเหนื่อยในผู้ป่วย COPD ได้ไม่แตกต่างจากทำที่โรงพยาบาล ซึ่งการทำ pulmonary rehabilitation ช่วยให้ผู้ป่วยมีความสามารถในการจัดการปัญหาด้วยตัวเอง และพัฒนาทักษะการดูแลตัวเองได้ดีขึ้น
Recommendations for Thai context
วิเคราะห์จากบทเรียนที่ผ่านมาในอดีตของโครงการกัลยาณมิตรพบว่า pitfalls ในการดูแลผู้ป่วยที่มีอาการเหนื่อยมีดังนี้
- ขาดการประเมินอย่างจริงจัง เมื่อเทียบกับอาการปวดซึ่งถูกให้ความสำคัญมากกว่า ทำให้การบำบัดอาการเหนื่อยอย่างมีประสิทธิภาพ
- ไม่ได้นำวิธี non-pharmacologic treatment มาใช้
- การใช้ออกซิเจนที่บ้านในผู้ป่วย ที่ผ่านมาเมื่อเห็นว่ามีอาการเหนื่อยก็มักจะแนะนำให้ใช้โดยที่ ผู้ป่วยต้องเสียค่าใช้จ่ายเอง หรือในผู้ป่วยบางรายที่ไม่สามารถจะมีออกซิเจนไว้ที่บ้านได้จะรู้สึกขาดความมั่นใจว่าจำเป็นต้องมีออกซิเจนจึงต้องกลับมาที่โรงพยาบาล ทีมเยี่ยมบ้างยังขาดอุปกรณ์วัด oxygen saturation จึงทำให้ยากต่อการตัดสินใจเลือกว่ารายใดควรใช้ออกซิเจน
- การใช้ morphine ในผู้ป่วยกลุ่มนี้ในโครงการมีเพียงแค่ 6 ราย เท่านั้นทั้งๆ ที่เป็นยาที่มีประสิทธิภาพในการลดอาการเหนื่อยที่รุนแรง สาเหตุเนื่องจากขาดองค์ความรู้
ดังนั้นการให้ความสำคัญกับการประเมินและการบำบัดอาการเหนื่อยจึงมีความสำคัญ อีกทั้งการประยุกต์วิธีการไม่ใช้ยาที่เหมาะกับเมืองไทย เช่น การฝึกการหายใจในแบบไทย เช่นการทำสมาธิ เป็นต้น การให้ออกซิเจนนั่นคือในรายที่มีอาการพร่องออกซิเจนในเลือด (oxygen saturation< 90 %) อีกทั้งให้ผู้ป่วยและญาติเข้าใจถึงวิธีการอื่น เช่น การใช้พัดลมเป่า ซึ่งมีหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าช่วยลดอาการเหนื่อยได้เช่นกัน
Conclusion
อาการเหนื่อยในผู้ป่วยระยะสุดท้ายเป็นอาการที่พบบ่อยและเป็นสาเหตุของความทุกข์ทรมาน ทำให้ผู้ป่วยต้องกลับมานอนโรงพยาบาล นอกจากนี้อาการเหนื่อยเป็นตัวพยากรณ์โรคซึ่งเมื่อผู้ป่วยเริ่มมีอาการเหนื่อยแล้วจะมีพยากรณ์โรคที่ไม่ดีและมีโอกาสเสียชีวิตสูง อาการเหนื่อยเกิดจากพยาธิกำเนิดที่ซับซ้อน การดูแลผู้ป่วยกลุ่มนี้จึงต้องมีการประเมินอย่างองค์รวม ทั้งสาเหตุของอาการเหนื่อย ผลกระทบของอาการเหนื่อยต่อผู้ป่วยและญาติ ทั้งทางด้านจิตใจและสังคม การดูแลอาการเหนื่อยมีทั้งวิธีใช้ยาและไม่ใช้ยา โดยวิธีไม่ใช้ยาเป็นวิธีที่ช่วยให้ผู้ป่วยญาติสามารถจะแก้ปัญหาอาการเหนื่อยได้ด้วยตนเองและมีความมั่นใจในการดูแลมากขึ้น การใช้ออกซิเจนมีหลักฐานว่าได้ผลดีเฉพาะในผู้ป่วยที่มีภาวะพร่องออกซิเจนและมีข้อเสียคือ เป็นภาระทั้งค่าใช้จ่าย การเปลี่ยนออกซิเจนเมื่อออกซิเจนหมด และ ลดความมั่นใจผู้ป่วยในการที่จะเดินทางไปนอกบ้านเมื่อไม่มีออกซิเจน เมื่ออาการเหนื่อยมากขึ้นการใช้ยาซึ่งยาที่ได้ผลดีจะเป็นยากลุ่ม strong opioid โดยเฉพาะ morphine ซึ่งมีผลงานวิชาการรองรับยาในกลุ่ม benzodiapine มีหลักฐานทางวิชาการไม่เพียงพอที่จะใช้เป็นยาหลักในการบำบัดอาการเหนื่อยจึงควรเลือกเป็นยาที่ใช้เสริมในกรณีที่ผู้ป่วยมีความวิตกกังวลและตอบสนองไม่ดีต่อ morphine
สวัสดีครับ คุณหมอ
เป็นบันทึกที่ผมต้องติดตามแล้วล่ะ เพราะผมกับอาการเหนื่อยและอ่อนเพลีย อยุ่คู่กันจนเคยชิน ต้องใช้สมาธิและสติรับรู้กับมันครับ
สวัสดีครับ อาจารย์แจ่มจำรัส...ผมก็เหนื่อยใจบางที อย่างงี้แก้ด้วยยาไม่หาย..ต้องแก้ด้วยเติมกำลังใจครับ
สวัสดีครับ อาจารย์เต็ม....ก็ยากจริงๆ ครับ เพราะตอนที่เป็นเยอะ ยังไงก็เอาไม่อยู่ พอมา รพ. ก็โดนใส่ tube ทุกที เคยคิดเหมือนกันว่า ถ้าผมได้เป็นผู้อำนวยการ รพ. เมื่อไหร่ ผมจะผลักดัน home care อย่างเต็มที่ ผมได้ยินว่า Australia กำลังจะเลิกใช้ syringe driver รุ่นเก่า ก็อาจจะขอบริจาค แล้วทำเรื่องนี้จริงจังใน selective and intensive palliative care case ผมเชื่อว่าถ้าเตรียม case ดี+ effective symptom management at home หรือ ปรับ dyspnea palliation ที่ รพ.ให้ effective ก็ไม่ต้อง intubation ผู้ป่วย
ทำสำเร็จมา case หนึ่ง แต่อยู่ รพ. แล้วดูเอง
order ที่แปลกตา ตอนที่ 3 (ฉีด morphine ใต้ผิวหนัง)
http://www.gotoknow.org/blogs/posts/436847
การแก้ด้วยใจ ทำอย่างไรบ้างครับคุณหมอ
ขอบคุณอาจารย์โรจน์มากเลยค่ะ สำหรับ review lituerature ที่สุดยอด...ขอส่ง link ไปให้ทีม Palliative ปัว ได้เรียนรู้ด้วยนะคะ ..ในชีวิตการดูแลผู้ป่วย Palliative โดยเฉพาะใน end of life care นั้น เรื่อง Dyspnea นี่เป็นเรื่องทุกข์และดูแลยากจริงเลยค่ะ คนไข้หลายรายที่ตั้งใจไว้ว่าอย่างไรก็จะไม่ขอใส่ท่อช่วยหายใจในวาระสุดท้าย แต่ท้ายที่สุดก็ทนกับเรื่องหายใจเหนื่อยไม่ได้ ต้องยอมใส่ พอใส่แล้วยังเหนื่อย หมอต้อง Drip MO จน sedation score= 3 หลับไปกับท่อช่วยหายใจจนวาระสุดท้ายของชีวิต...น่าเศร้าจริงๆค่ะ...อยากให้บ้านเราหันมาเอาใจใส่กับเรื่อง Dyspnea ในผู้ป่วยระยะท้าย กล้าใช้ MO เพื่อ Dyspnea control ให้มากขึ้นตั้งแต่เนิ่นๆ ไม่อยากให้ช้าจนผู้ป่วยต้องใส่ท่อช่วยหายใจก่อนถึงกล้าใช้ สงสารคนไข้ สงสารครอบครัวคนที่รัก และท้ายที่สุดก็สงสารตัวบุคลากรผู้ดูแลผู้ป่วยเองค่ะ โดยเฉพาะพยาบาลที่ต้องทนทรมานใจไรวด้วยค่ะ...
เคยเจอผู้ป่วยระยะสุดท้ายอีกหลายราย ที่ต้องนอนหายใจลำบาก ตั้งแต่รู้สติดีอยู่ แต่ทรมานจากการหายใจเหนื่อย ทนไป ไม่รับการใส่ท่อช่วยหายใจ พยาบาลก็พยายามใช้การดูแลแบบ non-pharm เข้าช่วย กระตุ้น cold receptor ก็แล้ว จนไม่รู้สติ Dyspnea อยู่อย่างนั้นจนกระทั่งวาระสุดท้ายในโรงพยาบาล...เศร้าค่ะ
แต่ก็ยังมีอีกรายหนึ่งนะคะ คุณยายมีปัญหาDyspnea จาก CA Lung ที่ Mass ใหญ่มากจนดัน Liver ลงมาข้างล่างเลยค่ะ...รายนี้ ใจเด็ดมากทั้งคนไข้ ทั้งผู้ดูแล...care อยู่ที่บ้านโดยมีพยาบาลเจ้าของไข้(APN case manager) และพยาบาลประจำ รพ.สต.ในพื้นที่เป็นพี่เลี้ยง ช่วงแรกใช้ออกซิเจนจากแท้งค์โดยความร่วมร่วมมือจาก อบต.ช่วยในเรื่องการขนส่ง ต่อมามี oxigen concentrator ให้ยืม,ใช้ยาพ่นขยายหลอดลม prn และที่สำคัญใช้ morphine solution for Dyspnea แถมพ่วงจากที่มีใช้เพื่อ pain control อยู่แล้ว... คิดว่าสิ่งนี้เป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งเลยทีเดียวที่ทำให้ผู้ป่วยและผู้ดูแลยังสามารถเลือกที่จะดูแลอยู่ในชุมชนได้ ไม่ move เข้าโรงพยาบาล และปัจจัยอีกประการหนึ่งที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันเลยนั่นคือ การที่มีผู้ให้คำปรึกษาเพื่อการตัดสินใจ พร้อมให้การปรึกษาอยู่ตลอดเวลา...เคสนี้ community care time นานที่สุดถึง 93 วันค่ะ และก็เสียชีวิตที่บ้านตามความปรารถนาของผู้ป่วยและครอบครัว...