ที่จริงผมยังไม่ได้รับว่าจะเป็นประธานประเมิน มอ. ให้แก่ สมศ. อย่างเต็มที่ 100% ยังกล้าๆ กลัวๆ อยู่ คือกลัวว่าความไม่มีเวลาของผมจะทำให้งานนี้ไม่ได้คุณภาพ จึงยังรีๆ รอๆ ดูลาดเลาสภาพเงื่อนไขต่างๆ อยู่ ถ้าเงื่อนไขไม่เหมาะสม ผมก็จะไม่เซ็นสัญญารับทำงานนี้
ผมไม่เก่งพอที่จะบันดาลความสำเร็จภายใต้เงื่อนไขที่ไม่เหมาะสม
แต่ยังไม่ตกลง 100% ก็ไม่เป็นไร ผมฉวยโอกาสนี้เรียนรู้เสียเลย เป็นการเรียนรู้ระบบส่งเสริมคุณภาพ เรียนรู้วิธีการจัดการภาพใหญ่เพื่อขับเคลื่อนวัฒนธรรมคุณภาพ ขับเคลื่อนกระบวนการคุณภาพ ซึ่งในที่นี้คือคุณภาพของการศึกษา
แปลกนะครับ เรามีหน่วยงานประเมินคุณภาพการศึกษามา 5 ปี บอกได้ชัดเจน ว่าคุณภาพการศึกษาไทยเลวลง!
แสดงว่าเรื่องคุณภาพการศึกษานี้มีความซับซ้อนซ่อนเงื่อนมาก มองแบบตื้นๆ หรือมองชั้นเดียว มิติเดียว มองแยกส่วน ไม่ได้ ไม่เข้าใจ
แสดงว่าระบบประเมินคุณภาพภายนอกไม่มีฤทธิ์เดชมากนัก ทั้งๆ ที่มีระบบนี้แล้ว คุณภาพการศึกษาไทยยังเลวลง หรือว่าการดำเนินการของ สมศ. ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เป็นการดำเนินการผิดทาง หรือว่าเรายังต้องบ่มเพาะระบบประเมินภายนอกนี้ไปอีกระยะหนึ่ง จึงจะเห็นผลกระทบต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษา หรือว่าแนวทางที่ใช้อยู่นี้ผิด ยิ่งใช้ก็จะยิ่งไม่ได้ผล
ผมมีแต่คำถาม ไม่มีคำตอบ เวลาผมทำงานอะไรผมจะตั้งคำถามแบบนี้ และพยายามหาคำตอบสำหรับเอาไปวางยุทธศาสตร์การทำงานของตนเอง
มอ. ส่งเอกสาร 4 ชุด มาให้อ่านทำความเข้าใจก่อน ผมเอามาพลิกๆ ดูและถามตัวเองว่า โจทย์ใหญ่ที่สุดที่ผมจะไปหาคำตอบ หากผมรับไปประเมินจริงๆ คืออะไร
ผมตอบตัวเองว่า ผมจะไปดูว่าระบบพัฒนาคุณภาพ (เขาเรียกว่าประกันคุณภาพ) ของ มอ. เป็นระบบเพื่อพัฒนาคุณภาพงานของตน หรือเป็นระบบเพื่อรองรับ สมศ. ที่จริงคำถามควรจะเป็นว่าเน้นส่วนไหนมากกว่า ผมรู้ว่าถ้าถาม มอ. เขาก็จะตอบว่าเน้นประเด็นแรก แต่ผมจะต้องหาวิธีเก็บข้อมูลและประเมินเอาเองว่าในทางปฏิบัติแล้ว มอ.เน้นประเด็นแรกหรือประเด็นหลังกันแน่
ผมคิดว่าตัวเองสรุปประเด็นนี้ได้ เพราะว่าเคยสรุปมาแล้วในการประเมินรอบแรก ว่ามหาวิทยาลัยที่ผมไปประเมิน เขาทำแบบเน้นสนอง สมศ. ไม่ใช่เน้นการพัฒนาคุณภาพงานของตน
วิจารณ์ พานิช
28 ส.ค. 49