กลองมโหระทึกนั้น เป็นกลองที่ทำจากสำริด เสียงดังกังวานไกลแสนไกล พบมากในเขตปกครองตนเองกว่างซี หรือที่คนไทยจำนวนไม่น้อยเรียกว่า “กวางสี” ในทางประวัติศาสตร์นั้นถือเป็นสัญลักษณ์บ่งบอกสถานะทางสังคมของชาวจ้วง เช่น ความร่ำรวย อำนาจบารมี ใช้ในศึกสงคราม ส่วนในเมืองไทยนั้น บางพื้นที่ก็เรียกขานกลองชนิดนี้ว่า “ฆ้องบั้ง” หรือไม่ก็ “ฆ้องกบ”

การไปเยือนหนานหนิง-กวางซีครั้งนี้  เป็นความโชคดีอย่างมหาศาลกับการได้ไปเยี่ยมชม “พิพธภัณฑ์ชนชาติกว่างซี”  พิพิธภัณฑ์ดังกล่าวมีเรื่องราวหลากมิติให้ศึกษา โดยเฉพาะที่ผมและน้องๆ นิสิต หรือแม้แต่อาจารย์และเจ้าหน้าที่ให้ความสนใจมากเป็นพิเศษก็คือ “กลองมโหระทึก”


ก่อนหน้าการเดินทางไปยังมหาวิทยาลัยชนชาติกว่างซี  ผมได้ทำการบ้านด้วยการศึกษาเรื่องราวทางวัฒนธรรมของจีนมาบ้างเหมือนกัน  ประกอบกับการเคยได้อ่านบทความ สารคดี  บทกวีและนวนิยายที่สะท้อนภาพสังคมจีนมาเมื่อหลายปีที่แล้ว  จึงพลอยเชื่อมโยงเรื่องราวต่างๆ เข้าหากันได้ในระดับหนึ่ง  ถึงจะไม่มากมาย ลึกซึ้งอะไรมาก แต่ก็เชื่อว่าสามารถจุดประกายและเปิดโลกทัศน์ให้กับนิสิตได้

 



กลองมโนระทึกที่พบในพิพิธภัณฑ์ชนชาติกว่างซี  มีจำนวนมาก  หลากรูปลักษณ์และหลากหลายขนาด เป็นกลองสำริดที่พบมากที่สุดในจีน ยิ่งดูยิ่งตื่นตาตื่นใจ

วิทยากรชาวจีนที่พลัดบ้านไปอยู่เมืองไทยมาหลายปี  ซึ่งร่วมเดินทางไปกับผมและทีมงานในครั้งนี้บอกเล่าให้ฟังโดยสังเขปว่า “...กลองมโนระทึก เป็นเครื่องดนตรีที่เกิดขึ้นและคงอยู่กับชาวจีนมาอย่างยาวนาน  ถือเป็นมรดกวัฒนธรรมร่วมของคนในแถบ “เอเชียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ชาวจ้วง” ผู้ซึ่งเป็นชนชาติหนึ่งที่พบมากที่สุดในมณฑลกวางสีของประเทศจีนมีความผูกพันและเกี่ยวโยงกับเครื่องดนตรีชนิดนี้อย่างลึกซึ้ง และเครื่องดนตรีที่ว่านี้ก็ผนึกเป็นส่วนหนึ่งกับวิถีชีวิตของชาวจ้วงอย่างมหัศจรรย์...”


ในเป็นที่น่าสังเกตว่าในพิพิธภัณฑ์ นอกจากการจัดแสดงกลองมโหระทึกในรูปทรงต่างๆ แล้ว ยังพบว่ามีภาพวาดจำนวนมากที่ถูกวาดขึ้นเพื่ออธิบายเรื่องราวอันยาวนานของความเป็น “ชาวจ้วงกับกลองมโหระทึก” 

 

กรณีดังกล่าวนี้ ผมชื่นชมและนับถือเป็นอย่างมาก เพราะไม่เพียงการมุ่งจัดแสดงแต่เฉพาะ “ของจริง” ที่เป็น “กลองสำริด” ที่มีอายุยาวนานมากกว่า ๓,๐๐๐ ปี แต่ยังให้ความสำคัญกับการบันทึกและถ่ายทอดเรื่องราวอันเป็นมรดกวัฒนธรรมของตนเองด้วยศิลปะในมิติอื่นๆ เป็นการบูรณาการศาสตร์ต่างๆ ทั้งเก่าและใหม่ ทั้งภาพถ่าย ภาพวาด ภาพปั้นเข้าสู่การสร้างพิพิธภัณฑ์อย่างลงตัวและมีชีวิต ยิ่งดูยิ่งเห็นความมี
”ชีวิต” ในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ราวกับทุกอย่างยังมี “ตัวตนและลมหายใจ” ก็ไม่ปาน

 


นอกจากลักษณะเด่นของกลองมโหระทึกที่ทำจากสำริดแล้ว สิ่งหนึ่งที่ผมเห็นเป็น “อัตลักษณ์”  เลยก็คือกลองเกือบทุกใบจะมีรูป “กบ” ที่ทำหรือหล่อจากสำริดอยู่บนหน้ากลอง นอกนั้นก็จะมีรูปสุนัขปะปนเข้ามาบ้าง


กรณีดังกล่าว ผมถามเจ้าหน้าที่วิทยากรเกี่ยวกับรูปสัตว์ที่พบอย่างสุภาพ ด้วยหวังจะเติมเต็มความรู้ให้ตัวเองผ่านปากคำของ "คนจีนยุคใหม่"  ซึ่งเจ้าตัวก็บอกเล่าแบบทีเล่นทีจริง ออกแนวขำๆ ว่า “...ชาวจีน หรือชาวจ้วง ให้ความเคารพต่อกบและสุนัขมาก เพราะถือเป็นสัตว์ที่มีบุญคุณกับชาวจ้วง  สัตว์สองชนิดนี้เกี่ยวข้องกับวิถีเกษตรกรรม  และชีวิตประจำวันของชาวจ้วงมากเป็นพิเศษ  เช่นกบจะทำหน้าที่ปกปักษ์รักษาผลผลิตในท้องทุ่ง คอยจับกินมด หรือแม้แต่แมลงที่มากัดกินพืชพันธุ์ของชาวนาชาวไร่...”

 


ครับ- ผมไม่ได้แย้งและถือวิสาสะเบียดแทรก  เพื่อบอกเล่าเนื้อหาเพิ่มเติมให้นิสิตได้รับฟังในเวทีนั้น ตรงกันข้ามกลับเลือกที่จะเก็บงำเรื่องเล่าบางอย่างไว้เงียบๆ เรื่องเล่าที่ว่านั้น เป็นเรื่องเล่าที่ผมอ่านและศึกษาผ่านหนังสือหลายเล่มที่ผมสะสมมาร่วม ๑๐ ปี กระทั่งในวันเดินทางกลับสู่มหาวิทยาลัยฯ (๑๕ ธันวาคม ๒๕๕๔) ขณะที่รถบัสมุ่งหน้าออกจากเมืองหลวงของไทยเพื่อกลับสู่มหาสารคามอันเป็นที่รัก ผมจึงถือโอกาสจับไมค์ฯ ทักทายและนำเข้าสู่การสะท้อนเกร็ดความรู้เล็กๆ น้อยๆ เพิ่มเติมให้แก่นิสิต  ด้วยหวังว่าเรื่องราวที่นำมาฝากนั้น  จะเป็นแรงบันดาลใจให้พวกเขาเกิดความกระหายอยากที่จะเรียนรู้เพิ่มเติมด้วยตนเองต่อไป


ผมเล่าให้นิสิตฟังโดยสังเขปว่า “...กลองมโหระทึกนั้น เป็นกลองที่ทำจากสำริด เสียงดังกังวานไกลแสนไกล พบมากใน "เขตปกครองตนเองกว่างซี" หรือที่คนไทยจำนวนไม่น้อยเรียกว่า “กวางสี”  ในทางประวัติศาสตร์นั้นถือเป็นสัญลักษณ์บ่งบอกสถานะทางสังคมของชาวจ้วง เช่น ความร่ำรวย อำนาจบารมี  ใช้ในศึกสงคราม  ส่วนในเมืองไทยนั้น บางพื้นที่ก็เรียกขานกลองชนิดนี้ว่า “ฆ้องบั้ง” หรือไม่ก็ “ฆ้องกบ”  พบในหลายจังหวัด เช่น มุกดาหาร  กาฬสินธุ์  นครศรีธรรมราช  กาญจนบุรี  อุตรดิตถ์  อุบลราชธานี ...”

 


ส่วนกรณีเรื่องราวของ “กบ” นั้น  ผมประมวลสาระจากหนังสือเล่มต่างๆ มาบอกเล่าประมาณว่า “...ชนชาติจ้วง ให้ความเคารพนับถือกบในฐานะของสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ที่บันดาลให้ฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาล รวมถึงพิธีกรรมที่จำลองงานศพเพื่อไว้อาลัยให้กับการตายของกบ...”

ด้วยเหตุดังกล่าวนี้จึงอาจเรียกได้ว่า “กบ” เป็นสัญลักษณ์ของ "ความอุดมสมบูรณ์" หรือ "ความเจริญรุ่งเรื่อง" ในวิถีเกษตรกรรมของมนุษยชาติในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อุษาคเนย์)  โดยผู้คนในแถบนี้มีตำนานเล่าขานคล้ายคลึงกัน กล่าวคือ

        ...ในอดีตกาล คนบนโลกเคยเป็นอาศัยอยู่เมืองแถนบนฟ้า กระทั่งผญาแทนได้ส่งให้ลงมาอยู่ยังโลกมนุษย์  แต่ในกาลนั้นก็ยังขึ้นลงไปมาหาสู่กันและกันอย่างเนืองนิจผ่าน “เครือเขากาด”  เมื่อใดที่คนขาดแคลนสิ่งใดก็ไต่เครือเขากาดขึ้นไปขอความช่วยเหลือจากผญาแถน  กระทั่งในที่สุดผญาแถนก็มองว่ามนุษย์เริ่มขี้เกียจ ไม่ยอมพึ่งพาตัวเอง เอะอะอะไรก็มีแต่ร้องขอให้พญาแถนได้ช่วยเหลือเจือจุน (จนเคยตัว) และเริ่มที่จะไม่ทำมาหากินเลี้ยงตัวเองอีกต่อไป ดังนั้นพญาแถนจึงตัดสินใจตัดขาดความสัมพันธ์  โดยการตัดเครือเขากาดทิ้ง เพื่อป้องกันมิให้คนบนโลกมนุษย์ได้ขึ้นไปเมืองแถนได้  หลังจากนั้นผู้คนบนโลกก็พยายามสื่อสารความเดือดร้อนต่างๆ ให้ผญาแถนรับรู้และช่วยเหลือผ่านการ “เต้นระบำกบ  ตีฆ้องแทนเสียงกบ...

  

 

ครับ-ตำนานมุขปาฐะเช่นนั้น  ได้ยึดโยงให้เห็นว่าผู้คนแถบอุษาคเนย์มีคตินิยมเรื่องดังกล่าวคล้ายคลึงกันเป็นอย่างมาก  เราเองก็เถอะในยามที่ได้ยินเสียงกบร้อง ก็เชื่อว่า “ฝนกำลังจะตก”  หรือในอีกมิติหนึ่งก็เชื่อว่าเสียงกบที่ร้องนั้น เป็นเสียงสัญญาณบอกกล่าวให้ผญาแถนประทานฝนมายังโลกมนุษย์   


นอกจากนี้  ตำนานเล่าที่ว่านี้ยังสอดรับกับมหากาพย์สงครามของ “ผญาแถนกับผญาคันคาก (คางคก) ” อันเป็นปฐมบทหนึ่งของ “บั้งไฟ” ที่ถูกจุดขึ้นไปเพื่อบ่งบอกให้ผญาแถนได้รับรู้ว่าถึงห้วงเวลาของการเกษตรกรรมแล้ว

และก็เป็นที่น่าสังเกตว่า คนจีนก็เรียกกษัตริย์ผู้เป็นอาณัติจากสวรรค์ว่า “เทียน”  ซึ่งคล้ายคลึงกับคำว่า “แถน”  ผู้เป็นใหญ่ในสรวงสวรรค์  จึงนับได้ว่าความเชื่อของคนจีน หรือชาวจ้วงที่มีต่อกบนั้น  มีลักษณะร่วมในสายธารเดียวกันอยู่มากเลยทีเดียว  ยิ่งบนหน้ากลองมโนระทึกมีรูปกบอย่างชัดแจ้ง  ยิ่งชี้ให้เห็นความสัมพันธ์ในตำนานของเรื่องที่เล่ามาอย่างชัดเจน

 

 

ครับ-ถึงแม้เรื่องเล่าจากผมจะไม่ละเอียดละออ และไม่สามารถร้อยเรียงได้อย่างแจ่มชัดนัก  แต่ผมก็เชื่อว่าสิ่งที่บอกเล่านั้นจะเป็น "ทุน” อันสำคัญในการทำให้นิสิตและเจ้าหน้าที่เริ่มมองเห็นภาพบางอย่างได้ชัดเจนขึ้น  รวมถึงการมีแรงบันดาลใจที่จะศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมในเรื่องกลองมโหระทึกและตำนานของกบในลุ่มอุษาคเนย์ต่อไปได้

 

และนั่นยังรวมถึงการได้หวนคิดถึงเรื่องราวหลากมิติในบริบทของความเป็นไทยที่เกี่ยวโยงกับ “กบ คางคก และพญาแถน”  ไปพร้อมๆ กัน  อาทิ “อุทัยเทวี-ผาแดงนางไอ่,ผญาคันคาก,บั้งไฟผญานาค”  หรือแม้แต่เพลง "ฝนเดือนหก" ของรุ่งเพชร แหลมสิงห์" และเพลง "อีสานบ้านเฮา" ของเทพพร เพชรอุบล -เป็นที่สุด

 

 

หมายเหตุ :
โครงการแลกเปลี่ยนศิลปวัฒนธรรมสานสัมพันธ์นิสิตนักศึกษาสู่การเปิดโลกทัศน์ใหม่ ครั้งที่ ๓ ระหว่างวันที่ ๘-๑๕ ธันวาคม ๒๕๕๔