ว่าด้วยกับดักของกระบวนกร

เพราะผมได้ให้ความหมายการเรียนรู้ของมนุษย์ไว้สูงมาก เกือบจะเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็ว่าได้ ผมคิดว่าเพราะมนุษย์มีเอกลักษณ์ในการเรียนที่แตกต่างจากสัตว์ species อื่นๆ (ใช่ว่าผมรู้ว่าสัตว์อื่นเรียนอย่างไรก็หาชัดไม่) ผมพลอยให้ความหมายของ "อาชีพครู" หรือ "อาชีพผู้เอื้อการเรียนรู้" ไว้ในระดับใกล้เคียงกัน

เป็นอภิสิทธิ์ เป็น privilege เป็นความโชคดีนับอนันต์

ประเด็นนี้ไม่ได้ต้องการประกาศสัจจธรรมอะไร แต่กำลังบอกวิธีการ-อาจจะเรียกว่าสะกดจิตตนเอง-ในการหาแรงผลัก แรงบันดาลใจ จึงจงใจนิยามไว้เช่นนั้น

และเมื่อมี full incentive รอคอยอยู่ ความยาก ความหนัก ก็เหลือเป็นเพียงภาระทางกายภาพ ซึ่งมนุษย์มี "ต้นทุน" ที่นอกเหนือทางกายภาพเหลือเฟือ ได้แก่ ฐานอารมณ์ และฐานคิด/จินตนาการ ที่สามารถชดเชยภาระทางกายได้อย่างสบายๆ

การทำหน้าที่ "คุณเอื้อ" หรือ facilitator for learning นั้น เราใช้ความได้เปรียบของเทคโนโลยีในส่วนที่ว่า "ข้อมูลทางปริยัติ" นั้นมีมากมายเหลือเฟือ ง่ายต่อการค้นหา แสวงหา นำมาเป็นสมบัติส่วนตัว จนกระทั่งที่เดิมครูจะต้อง "หาอะไรมาแบก" ให้มากที่สุด เพื่อจะนำไปป้อนปากลูกเจี๊ยบในห้องเรียนให้สมศักดิ์ศรีนั้น กำลังจะกลายเป็นกระบวนการที่ล้าสมัยและหมดความจำเป็นลงไปเรื่อยๆ (หมายความว่ายังจำเป็นอยู่ แต่น้อยลงเยอะ) สิ่งที่เพิ่มความสำคัญเข้ามาก็คือ ความรู้ ทักษะ และเจตคติเรื่องพฤติกรรมการเรียนรู้ของมนุษย์ และลึกซึ้งเพียงพอที่นำมาปรับเป็น "กระบวนการ" หรือ "พื้นที่แห่งการเรียนรู้" ภาคปฏิบัติได้ จนเกิดปฏิเวธ (ความหวังของเรา) ในที่สุด

หากมีคนถามว่า "แล้วกระบวนกร รู้เนื้อหาเยอะๆด้วยไม่ดีเหรอ?" คำตอบก็คือ มีทั้งดี/ไม่ดี

ไม่ดีตรงที่ว่า หากเรา "เชื่อ" ว่าขั้นตอนการ "รู้เอง" สำคัญ และมีผลที่อยู่ยาวนานกว่าการ "รู้โดยป้อน" การมี facilitator ที่พร้อมจะ "ไขปัญหา วิสัชนาคำตอบ" อยู่ใกล้มือ ก็จะทำลายพฤติกรรมเรียนรู้นี้ลงไปได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กระบวนกรมือใหม่ ที่เคยเป็นมือเก่า lecturer มาก่อน ทนนักเรียน หรือ participants ตอบอ้อมไปอ้อมมา ไม่ถึงสักทีไม่ได้ ทนไม่ไหว ตูขอเฉลยดีกว่า และอีกเหตุผลหนึ่งก็คือ การที่กระบวนกรทำเช่นนี้ เป็นการ set "เพดาน" การเรียนของกลุ่มไป เพราะเราพบว่า กลุ่มเรียนอิสระนั้น เผลอๆ (และบ่อยครั้ง) สามารถดัน objective การเรียนทะลุเพดาน (คือกระบวนกร) ไปยัง Neverland ได้สบายๆหากเรา "เอื้อจนถึงที่สุด"

"ดี" ตรงที่ว่า กระบวนกรทำหน้าที่สองหมวก คือ facilitator และ resource person หรือแหล่งคำตอบไปในตัว แทนที่นักเรียนจะต้องไปค้น internet หาหนังสืออ่าน ยิ่งถ้าได้ระดับ world authority ก็สบายใจเรื่องความถูกต้องแม่นยำ

Facilitating Swordplay (กระบวนท่าเอื้อ)

ขั้นตอนการ "รู้" นั้นลึกลับ วัดยาก จับไม่ชัดเจน เห็น "ทำหน้ารู้" ก็ใช่ว่าจะรู้ เห็นทำหน้ามึนๆ พูดออกมากลับกระจ่างกว่าครูก็มี เหมือนพยายามอธิบายการมองภาพกลสามมิติที่ซ่อนอยู่ในภาพ mosaic pixels บทจะเห็นก็เห็นเอง บทจะได้ก็ได้เอง อธิบายลำบาก

การสะสมกระบวนการจึงสำคัญมาก ยิ่งกระบวนกรสะสมกระบวนการมากเท่าไหร่เอาไว้ในคลังแสง ยิ่งอุ่นใจมากขึ้น สะสมไว้มากพอจนสามารถเอาไป improvise ได้อีกหลากหลายรูปแบบยิ่งดี ผมทำกระบวนการเรียนรู้มาเกือบสิบปี ก็ยังพบว่ามีเทคนิกอีกมากมายให้เรียนรู้ไม่มีจบสิ้น (ซึ่งเป็นอีกความสนุกในการจัดกระบวนการเรียนรู้ ที่กระบวนกรแอบเพลิดเพลินเจริญสุขอยู่อีกมุมเล็กๆ)

โดยสรุปแล้ว activities นั้นจะมี "วัตถุประสงค์หลัก" อันนี้ชัดเจนว่าเพื่ออะไร เพื่อละลายพฤติกรรม เพื่อหาต้นทุน เพื่อเห็นมิตรภาพ เพื่อหาความสุข เพื่อเข้าใจความทุกข์ ฯลฯ แต่ที่สำคัญมากๆคือ "วัตถุประสงค์เร้น" ที่ในหนังสือ Theory U ของ Otto Scharmer อาจจะเรียกว่า Presensing ที่เป็นสิ่งที่ "อาจ" ผุดปรากฏมาตอนไหนก็ได้ กับใครก็ได้ ตระเตรียมไม่ออก บอกไม่ถูก ต้องหากันเอาเองตอนนั้นๆ นี่เป็นเพชรแท้ที่เราจะได้ (อาจจะ) จากกระบวนการเรียนรู้กลุ่มอิสระที่ลงลึกจริงๆ

ใช้ "The Source" (หรือ "ความใฝ่ฝัน DREAM" สำหรับภาษาคนชอบ Appreciative Inquiry) ของกลุ่มผูกโยงเข้าหากระบวนการ ยิ่งเราทำให้ฉันทาคติชัดเท่าไหร่ พลังงานยิ่งดีเท่านั้น ตรงนี้มีได้ทั้งแบบจำเพาะ (คุยเรื่องลูก เรื่องความงามของดอกไม้ ฯลฯ) หรือแบบทั่วไปและให้แต่ละคนค้นหาของตนเอง (นึกถึงวาระที่มีพลัง มีความสุข ความภาคภูมิใจในชีวิต ฯลฯ) ตามลักษณะผสมของกลุ่ม หรือวัตถุประสงค์หลักของกลุ่ม

กระบวนกรควรจะไวที่จะตรวจเช็คประสิทธิภาพของกระบวนการ อย่ามั่นใจมากเกินไป ผมเคยใช้วิธีนำเรื่องเล่าของการเสียชีวิตของคุณลุงคนหนึ่งที่เคยดูแล มานำบทเรียน ซึ่งใช้ได้ดีมาก แต่ดีเกินไปที่นักเรียนบางคนมีประสบการณ์ใกล้เคียงและในเวลาก่อนหน้านั้นไม่นาน จน sympathy ลงลึก ไม่สามารถเรียนจบ class session นั้นได้ก็มีมาแล้ว จะเห็นได้ว่ากระบวนกรเองต้องมีสุขภาวะที่ fit พอควรทีเดียว เพราะการ "หยั่งระดับพลังงาน" เหล่านี้ ใช้ raw energy มาเป็นฐานของสมาธิ และการรับรู้ของเราเองตลอดเวลา

กับดักกระบวนกร (Facilitator traps)

ต่อไปนี้เป็น check-list ที่กระบวนกรอาจจะหยุดทบทวนบ่อยๆ ในระหว่างการทำงาน ที่อาจจะเกิดเหตุไม่คาดหมาย ล้ม ฝืด แป้ก ฯลฯ

  1. กระบวนกรเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการด้วย คำพูด introduction ติดปากของเรามักจะบอกผู้เข้าร่วมทุกคนว่า "ต่อไปนี้ ทุกๆคนอยู่ในนิเวศน์ระบบเดียวกัน หากเราไม่เรียน ก็ส่งผลกระทบต่อคนอื่นๆ หากเราตั้งใจ ก็ส่งผลกระทบต่อคนอื่นๆ ดังนั้นขอเชิญชวนให้ตั้งสติ สมาธิ เพื่อทั้งกลุ่ม...." แม้ว่าเราจะไม่ได้ engage ในกิจกรรมด้วย แต่คนทุกคน สิ่งของทุกอย่างในบริเวณ ต้องถือว่าอยู่ในระบบเดียวกัน และมีผลกระทบต่อกันด้วย บางทีเราอาจจะลืมตัวโทรศัพท์ FB SMS หรือนั่งจิตตกเพราะอะไรก็ตาม แล้วไม่คิดว่าจะไม่ส่งผล ซึ่งนั่นเป็นความเข้าใจผิด ตรงนี้จะเห็นว่ากระบวนกรนั้น เป็นกิจกรรมที่ "บินคู่" จะปลอดภัยที่สุด ไม่งั้นต้องคิดคำนึงถึงปัจจัยภายนอกที่จะ "กวน" เราให้ดีๆก่อนจะเริ่มทำกิจกรรม
  2. ผู้เรียน/ผู้เข้าร่วมเป็นพระเอก เราเป็นตัวประกอบ อันนี้สำหรับกระบวนกรที่เคยเป็นวิทยากรมาก่อนโดยเฉพาะ เพราะลืมตัว สับสนได้ง่าย เผลอทีไรจะ take over stage ทุกที (มีศัพท์เรียกว่า "กินพื้นที่") บางทีแม้ว่าเราจะทราบคำตอบ แต่ต้องใช้วิจารณญานให้ดี ว่าเราจะพูดหรือไม่ ไม่พูดบางทีก็ดีกว่า หากคนมาร่วมคิดออกได้เองทีหลังจะงดงามกว่าเยอะ งานของเรานั้นคือ "วาระของเขา" ท่องเอาไว้ให้ดี
  3. สิ่งที่เราใส่เข้าไป เป็น predisposing & precipitating factors แต่การผุดกำเนิดของปัญญานั้นเป็นความเก่ง/ความดี/ความชอบ ของผู้เข้าร่วมเอง ไม่ใช่ของเรา อันนี้ท่องไว้บ่อยๆ เพราะเดี๋ยวเราจะคิดว่าเราเป็นเทวดา ช่วยให้คนอื่นหลุดพ้น เกิดปัญญา ฯลฯ ซึ่งหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ ความดีที่เกิดขึ้นเป็นเพราะความเหมาะสมและวาระของผู้เรียนเองที่ทำมานาน สะสมจนสุกงอม แต่เราจะจัดบริบทให้อีกนิดเท่านั้นเอง
    • predisposing factor ปัจจัยพื้นฐานที่หนุนเอื้อ เช่น ความไม่รับผิดชอบ ทำให้งานคั่งค้าง ความเห็นแก่ตัว ทำให้คนอื่นไม่พอใจ
    • precipitating factor ปัจจัยที่ทำหน้าที่คล้าย "ฟางเส้นสุดท้าย" กระตุ้นการเปลี่ยนแปลงอย่าง dramatic เช่น ทุกข์ๆมามากๆ มาเจอภรรยาหนีไปอีก ก็ฆ่าตัวตาย อ่านหนังสือทำงานหนักมามากๆ วันหนึ่งนายมอบหมายงานสำคัญ กลายเป็นตัวจุดประกายอาชีพทั้งชีวิต
  4.  พลังงานบางอย่างต้องอาศัยเวลา และอาจจะนาน เวลาเราหว่านเมล็ดอะไรลงไป มันมีปัจจัยอื่นๆอีกมากมายที่จะมีผลต่อระยะเวลาการสุกงอมหรือเห็นผล น้ำ อาหาร อากาศ อุณหภูมิ ฯลฯ ในเรื่องนี้ก็เช่นกัน กระบวนกรที่ฝึกมาดี จะไม่โลภ และมีทักษะสำคัญคือ สังเกต สังเกต สังเกต สังเกต 
  5. Empathy แต่ระวัง sympathy เห็นอกเห็นใจได้ แต่อย่าลงไปคลุกวงในจนออกมาไม่ได้ ตรงนี้บางคนอาจจะระวังถึงขนาดไม่ยอมเอาอารมณ์ไปคลุกด้วยเลย ทำตัว distant ห่างๆออกมาตลอดเวลา ก็ขึ้นกับประสบการณ์ก็แล้วกันครับ ส่วนตัวผมพบว่า ถ้า self เราดี มีต้นทุนพอใช้ คลุกวงในจะสนุกกว่า แต่ถอนตัวเมื่อไหร่ก็ได้ เพราะการที่เราจะเกิด seeing, sensing และ presensing นั้น เล่นแต่วงนอกคงจะไม่เกิดขึ้นมาได้ เรื่องแบบนี้ต้องประสบการณ์ตรงเท่านั้นจึงจะ work
  6. ล้มเหลวนับเป็นการเรียนรู้ ทำกระบวนการรับรองได้ว่าต้องมีการแป้ก หรือมุขฝืดเกิดขึ้นมาได้แน่ๆ อย่าเสียท่าเท้า ให้รีบตั้งสติและเรียนรู้ให้มากที่สุด กระบวนกรบางคนอาจจะคิดว่าตนเองต้องตอบคำถามได้ทุกคำถาม แก้ปัญหาได้ทุกอย่างในโลกนี้ ซึ่งมันคงจะยากอยู่ ผมคิดว่าการทำตัวเป็นนักเรียนรู้ไปด้วย จะป้องกันและซ่อมแซมเรื่องนี้ได้ดีที่สุด