Facilitation of Learning
ต่อจาก part I ในการศึกษายุคปัจจุบัน "ขุมทรัพย์แห่งปัญญาอยู่ในตัวตน" ของคนทุกคน อาจจะไม่ใช่ "เนื้อหา" แต่เป็นตัวเฟืองสำคัญที่จะเชื่อมโยงระหว่างความรู้กับประโยชน์สูงสุดต่อตัวคนเรียนเองและต่อสังคมด้วย
ในการเรียนแบบที่ความรู้หลั่งไหลจากที่สูงไปหาที่ต่ำ จากมากไปหาน้อยนั้น เป็นธรรมชาติของรูปแบบพลังงาน ทว่า มนุษย์นั้นมีชีวิตจิตใจ มีอารมณ์ มีความรู้สึก หากนำสิ่งเหล่านี้มาเชื่อมโยงประสมประสานไปถึงผลลัพธ์แห่งการเรียนรู้ เราจะพบว่ามี "ความละเอียดอ่อน" หลายประการ ในการที่จะเอื้อบริบทในการเรียนรู้ให้สูงสุด มีประสิทธิภาพมากที่สุด
การเรียนแบบผู้รู้มากสอนผู้รู้น้อยนั้น ในปัจจุบันเราจะพบว่า gap ตรงนี้ถูกเครื่องมือการสื่อสารเทคโนโลยีมาเชื่อมต่อให้อย่างทรงประสิทธิภาพ และเรายังพบอีกว่าการเรียนรู้มากมายในเนื้อหาอย่างเดียว ที่ปราศจากการ "เชื่อมโยง" ชีวิตเข้าไปกับเนื้อหานั้น ไม่ได้ช่วยให้เกิด "สังคมที่เจริญ" จากการรู้มากอย่างที่เราหวังเอาไว้ ในบางครั้งเรากลับพบว่าเราได้สร้าง monster หรืออสูรร้ายขึ้นมาในระบบที่คนรู้มากกัดกินเอาเปรียบคนรู้น้อย เป็นระบบที่ต่อไปจะเกิด self-inflict social destruction ที่กลุ่มปัจเจกบุคคลเพียงไม่กี่คนสามารถทำลายศักยภาพรวมของสังคมให้พังภินท์ลงไปอย่างย่อยยับได้ จากการศึกษาที่หล่อหลอมความเห็นแก่ตัว เรียนเพื่อตนเอง เรียนเพื่อการอยู่รอด และไม่ได้เอื้อให้มีการเรียนเพื่อการอยู่ร่วมกัน หรือเพื่อการอยู่อย่างมีความหมาย
เราจะไม่ได้เรียนเพื่อ "ความสวยงาม สง่างามของตนเอง" เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป ในอดีต วงการศึกษาจะ "look up" ไปยัง scholar ผู้กำลังบรรยายอย่างชื่นชม เลื่อมใส เป็น role model ที่อยากจะเป็นอย่างนั้น อยากจะได้อย่างนั้น อยากจะทำอย่างนั้น แต่เรากำลังเรียนเพื่อทำให้เกิด "ความอ่อนน้อมถ่อมตน" และ "สำนึกในหน้าที่ว่าเราจะ contribute อะไรให้กับส่วนรวมได้บ้าง" เพราะนี่คือหน้าที่ของคนทุกคน
เราจะไม่ได้ต้องการ role model ที่สำแดงถึง "อำนาจบาตรใหญ่" แต่เราต้องการ role model ที่แสดงถึงความรักและความเมตตา role model ที่เปราะบางได้ เรียนรู้ไปกับเราได้ หรือแม้กระทั่ง "เรียนรู้จากเรา" ก็ยังได้ และแสดงให้เราเห็นว่าทุกเรื่อง ทุกราว มีอะไรบางอย่างที่สอนเรา และทำให้เราเรียนรู้ได้ตลอดเวลา ขอเพียงแค่เรามองหา เราก็จะเห็น เราต้องการ role model ที่สร้างพื้นที่ในการเรียนแก่เรา เสริมสร้างความมั่นใจในตัวเอง เห็นคุณค่าในตัวเอง คุณค่าของครอบครัวและคนรอบๆข้าง เห็นความเป็นหน่วยหนึ่งของสมุหะ เพื่อที่เข้าใจในคุณสมบัติสำคัญของความเป็นมนุษย์ นั่นคือ ความเป็นสัตว์สังคม
ในการเรียนแบบนี้ จะไม่ได้เกิดขึ้นในบทบาทรูปแบบของการ "สั่งสอน" แต่จะเกิดขึ้นจากกระบวนการ facilitation of learning หรือการเอื้ออำนวยการเรียนรู้
Facilitation of learning การเอื้ออำนวยการเรียนรู้
การเอื้ออำนวยการเรียนรู้ เป็นศิลปศาสตร์ในการจัดการ "บริบท" ที่เกี่ยวข้องกับการเรียนให้ใกล้เคียงกับสัมบูรณ์ให้มากที่สุด (เพราะสัมบูรณ์ absolute/ldeal นั้นเป็นไปไม่ได้ เลยได้แค่ "ใกล้เคียง") และเนื่องจากการเรียนนั้น "เกิดขึ้นในตัวผู้เรียน" การเริ่มต้นจากการเข้าใจหรือมีความชัดในตัวผู้เรียน มากเท่าไหร่ยิ่งดี เป็นจุดเริ่มต้นที่เหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้เรียนที่ชัดในตัวเอง ว่าเรียนไปทำไม ตัวเขาเป็นใคร อยากจะทำ อยากจะมี อยากจะเป็นอะไร
มนุษย์มีการปรับตัวเองได้อย่างน่ามหัศจรรย์ จากสิ่งแวดล้อมในครรภ์มารดา เราแหวกว่ายในน้ำ ห่อหุ้มด้วยถุงน้ำคร่ำ หายใจทางสายสะดือ เพียงชั่วพริบตา เราเปลี่ยนสถานะจากสัตว์น้ำ มาเป็นสัตว์บก หายใจทางปอด และอยู่ด้วยแขนขาระยางที่ไร้เรี่ยวแรง ท่ามกลางสิ่งแวดล้อมที่ไม่เอื้อต่อความสบายในการดำรงชีวิต การเดินทางระยะยาวที่เต็มไปด้วยการปรับตัว การเรียนรู้ ก็เริ่มต้นตั้งแต่วินาทีนั้น
ช่วงปีสองปีแรก เราทุกคนสามารถเรียนภาษาใหม่ ศัพท์ใหม่ ไวยากรณ์ใหม่เป็นหมื่นๆคำ และใช้ได้อย่างถูกต้อง มีประสิทธิภาพ ไม่นับการเรียนการใช้อวัยวะต่างๆไปพร้อมๆกัน สฬายตนะทั้ง 6 ผัสสะทั้ง 5 แต่แล้วด้วยเหตุผลบางประการในเวลาต่อมา เรากลับพบว่าเราไม่สามารถจะเรียนแบบนี้ได้อีกต่อไป ผู้ใหญ่จะเรียนภาษาใหม่สักภาษาก็ยากเหลือเข็ญ จะทำอะไรใหม่ๆให้แก่ชีวิต เรียนร้องเพลง เรียนลีลาศ เรียนพูด!!!@#! ก็พบว่าตะกุกตะกัก ตะขิดตะขวงไปหมด
ปัจจัยใดบ้างที่แต่ก่อนมีและเอื้อในการเรียนรู้ แต่ตอนเราโตขึ้นปัจจัยเหล่านี้หายไป?
เด็กๆนั้นเรียนโดยปราศจากความกลัว เรียนเพื่อการอยู่รอด ไม่เรียนก็ไม่รอด ลูกสาวผมตอน 3-4 ขวบ เจองูเห่าเลื้อยกลางบ้าน ด้วยความดีใจที่เคยเจอแต่ในหนังสือ ก็ร้องลั่นบ้านว่า "งูๆๆๆ" แล้วเดินเตาะแตะ จะเข้าไปจับดู เด็กทุกคนจะลองใช้ประสาทสัมผัสแทบจะทุกส่วนเท่าที่เป็นไปได้ในการรับรู้และเรียนรู้ สามารถเล่นดิน เล่นทราย เล่นน้ำได้เป็นชั่วโมงๆ เพราะมันทำให้เขามั่นใจในชีวิตมากขึ้นทุกๆวินาที
ศาสตร์แห่งการ "เอื้อ" ก็คงจะต้องเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจใน "บริบทที่เอื้อต่อการเรียนรู้"
ขอเพียงปัจจัยเหล่านี้เอื้อ ถ้าหากผู้เรียนคิดว่าเรื่องไหนสำคัญ ความสำเร็จก็จะอยู่เพียงแค่เอื้อม!
ผมเคยเขียนบทความเรื่อง "ทักษะการสื่อสาร อาจจะไม่ต้องสอน" ก็เพราะว่า เหตุการณ์ที่เรารู้สึกว่ามีการ "ล้มเหลวในการสื่อสาร" เป็นเพราะพูดไม่เป็น สื่อไม่เป็น จนกระทั่งมี course มี workshop สอนการพูด การสื่อสารมากมายเต็มไปหมด อาจจะเป็นการตีโจทย์ผิด เพราะว่าในชีวิตจริง คนที่เราคิดว่าเขาสื่อสารล้มเหลวนั้น ถ้าหากเขาตั้งใจจะทำให้ได้ ก็ทำได้ ไม่ต้องไปสอน คำศัพท์ทุกคำ เทคนิกต่างๆ มันมาเอง มีอยู่แล้วทั้งนั้น เช่น ตอนจีบสาว ตอนขอตังค์พ่อแม่ ตอนออดอ้อน ฯลฯ ไม่เห็นต้องสอนเลย ทำได้อย่างคล่องแคล่ว สารพัดมารยา
นี่คือ "ศักยภาพที่ซ่อนตัว" อยู่ ไม่ออกมา (ในยามที่เราคิดว่าควรจะออกมา) คนสื่อเป็นคนๆเดิม ที่เปลี่ยนไปคือ "บริบท" ที่ส่งผลกระทบต่อสภาวะภายในของคนสื่อ มันเลยสื่อออกไปอีกทางหนึ่ง และไม่ได้เป็นเพราะเขาไม่รู้ หรือทำไม่ได้ แต่เป็นเพราะ "มันไม่เอื้อที่จะทำ"
นี่เป็นโจทย์ที่สำคัญของการ "เอื้ออำนวย" เป็นทั้งพยาธิสรีระ พยาธิกำเนิด และพยาธิสภาพเลยก็ว่าได้
ปัจจัยเหล่านี้มีเยอะ และเราแต่ละคนก็พอจะบอกได้ทั้งนั้นว่าตัวเราเองนั้นชอบเรียนในบริบทใด แต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน แตกต่างกัน แปลว่าคนที่เราจะต้องไปจัดการเรียนให้นั้น ก็อาจจะมี preferences ไม่เหมือนกันด้วย ไม่มีสูตรที่กำหนดตายตัว 100% อาจจะมีปัจจัยบางอย่างที่เด่นชัด แต่ก็ชัดในเรื่องพลังงาน ไม่ได้ชัดในเรื่องเนื้อหา อาทิ ปัจจัยว่าคนเราต้อง "ไม่กลัว" ถึงจะเรียนได้ดี ก็จะพบว่าทั้งๆที่เรารู้ว่าต้องทำให้ไม่กลัว แต่เราก็ไม่รู้อีกว่าคนๆไหนกลัว/ไม่กลัวเรื่องอะไร
ทำให้ facilitation of learning เป็นสาระที่มีชีวิตชีวา มีความหลากหลาย และน่าสนใจ น่าตื่นเต้นอย่างยิ่ง
จนต้องเขียนต่อในตอนที่สาม!
จากประสบการณ์จริง พบว่าเมื่อผู้สอนจัดกิจกรรมแบบการเอื้ออำนวยให้เกิดการเรียนรู้ในห้องเรียน จะพบว่า เด็กทุกคน สามารถเรียนรู้และพัฒนาตัวเองได้ตามศักยภาพของเขา สามารถคิดได้ พูดได้ แสดงออกได้ กันทุกคน
ในขณะที่เด็กห้องเดียวกันนี้ เพียงแค่เปลี่ยนผู้สอนคนใหม่ ก็จะมีเด็กคิดได้ พูดได้ เพียงไม่กี่คน
เราจะไม่ได้ต้องการ role model ที่สำแดงถึง "อำนาจบาตรใหญ่" แต่เราต้องการ role model ที่แสดงถึงความรักและความเมตตา role model ที่เปราะบางได้ เรียนรู้ไปกับเราได้ หรือแม้กระทั่ง "เรียนรู้จากเรา" ก็ยังได้
...
ขอบคุณอาจารย์สำหรับบทความจุดประกายเสมอมาค่ะ
ทำให้นึกทบทวนถึงบุคคลแต่ละท่านที่นับถือ เป็น "Role model" มีคุณสมบัติดังที่อาจารย์กล่าวมา
คนที่เรียนรู้จากเขา โดยปราศจากความกลัว
อฺวิชชาครับ
เด็กที่นิ่งนั่งเงียบก็ไม่ได้แปลว่าเขาไม่ได้กำลังเรียนอยู่นะครับ อาจจะเรียนอย่างขะมักเขม้นกว่าเด็กที่ตอบแจ้วๆอยู่ก็ยังเป็นไปได้