วารสาร Science ฉบับวันที่ ๒ ธ.ค. ๕๔  ตีพิมพ์บทบรรณาธิการเรื่อง Addressing Scientific Fraud เขียนโดย Jennifer Crocker และ M. Lynne Cooper ทั้งสองท่่านเป็นนักวิชาการอาวุโสและมีชื่อเสียงในสาขา Social Psychology ที่มีเหตุการณ์ฉ้อโกงทางวิชาการครั้งใหญ่มหึมาที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ โดยศาสตราจารย์ที่มีชื่อเสียงชื่อ Diederik Stapel ที่ดำเนินการฉ้อโกงมาเป็นเวลานาน ๑๕ - ๒๐ ปี   เกี่ยวข้องกับผลงานวิจัยตีพิมพ์ประมาณ ๑๐๐ บทความ

          ผมเคยเขียนบันทึกเรื่องนี้ไว้ที่นี่

          เขาชี้ให้เห็นว่ามหาวิทยาลัย Tilburg ต้นสังกัดของนักวิจัยที่ถูกกล่าวหาและยอมรับสารภาพว่าได้ดำเนินการฉ้อโกงงานวิจัยจริง มีวิธีการจัดการกับการฉ้อโกงทางวิชาการแบบกวาดล้างทำความสะอาดครั้งใหญ่    คือสาวหาผลกระทบเพื่อปกป้องผลงานวิจัยที่อาจถูกตั้งข้อสงสัย เพราะไปเกี่ยวข้องกับ  Diederik Stapel หรือเกี่ยวข้องกับผลงานปลอมข้อมูล   ทางมหาวิทยาลัย Tilburg ต้องการจัดการให้ชัดว่าผลงานใดบ้างไม่เกี่ยวข้องกับความโสโครกรายการนี้

          ผู้เขียนบทบรรณาธิการชี้ให้เห็นว่าวิธีการจัดการของมหาวิทยาลัย ทิลบวร์ก แตกต่างตรงกันข้ามกับวิธีการที่มหาวิทยาลัยฮาวาร์ดเคยใช้ชำระล้างการฉ้อโกงทางวิชาการในมหาวิทยาลัย ฮาร์วาร์ด   คือ ฮาร์วาร์ด ใช้วิธีขีดวงว่าจะสอบสวนอยู่ภายในวงจำกัดที่กำหนดเท่านั้น   จะไม่ "สืบย่านสาวโยด" ออกไปเรื่อยๆ ตามที่ตรวจพบ   คือไม่ต้องการให้การสอบสวนไปกระทบผลงานหรือตัวบุคคลอื่น

          เป็นการมองวิธีจัดการความฉ้อฉลทางวิชาการที่แตกต่างกันคนละขั้ว   คือทาง ทิลบวร์ก มองว่าต้องทำอย่างกว้างขวางที่สุด เพื่อปกป้องผลงานที่ตีพิมพ์ออกไปแล้วและไม่แปดเปื้อนความสกปรก   รวมทั้งจะเปิดเผยผลการสอบสวน   แต่ ฮาร์วาร์ด มองว่า ไม่ต้องการต่อความยาวสาวความยืดให้ผลงานอื่นๆ ถูกโยงเข้ามาพัวพันด้วย   และเก็บผลการสอบสวนเป็นความลับ   ผมตีความอย่างนี้ถูกต้องหรือไม่ก็ไม่ทราบ

          บทความบอกว่า ต้องเอาใจใส่การวางระบบป้องกันการฉ้อโกง ให้ถูกจับได้เร็วหน่อย   ไม่ใช่ปล่อยให้โกงแล้วโกงอีกอยู่ได้ตั้ง ๒๐ ปี   จนมีโครงการวิจัยของคนรุ่นเยาว์เข้าไปพัวพันจำนวนมากอย่างกรณีของ  Stapel    และเขาบอกว่าปัจจัยหลักที่เอื้อให้การฉ้อโกงทางวิชาการลอยนวลอยู่นานอยู่ที่วัฒนธรรมวิชาการที่เน้นรับตีพิมพ์เฉพาะผลงานใหม่เอี่ยมที่เรียกว่ามีนวภาพ (originality)   ผลงานที่ทำเพื่อตรวจสอบผลงานเดิมจะไม่ได้รับการตีพิมพ์   ผลงานที่เกิดจากการฉ้อโกงกุข้อมูลขึ้นมาโดยไม่ได้ทำการทดลองจึงไม่ถูกตรวจสอบ    เขาเสนอว่าควรลดหย่อนความตึงของเกณฑ์ตีพิมพ์ผลงานวิชาการ ในเกณฑ์ด้านนวภาพ โดยเฉพาะผลงานวิจัยของมือใหม่ควรลดหย่อนลงบ้าง   เขาเขียนว่า วงการวิชาการควรส่งเสริมการวิจัยแบบ systematic replication

 

          อีกมาตรการหนึ่งที่จะช่วยลดการฉ้อโกงทางวิชาการคือมาตรการความโปร่งใสด้านข้อมูลวิจัย   ซึ่งในยุค ไอซีที ดำเนินการง่ายมาก ดังที่หลายๆ วารสาร และรายงานผลการวิจัยทำอยู่แล้ว   คือนำข้อมูลดิบขึ้นเว็บ ให้ผู้อ่านบทความรายงานผลการวิจัยเข้าไปดูได้

          เรื่องความไม่ซื่อตรงนี้ สังคมไทยเราต้องพัฒนาอีกมากในทุกวงการ   วงการวิชาการยิ่งต้องเคร่งครัดพิถีพิถัน   และต้องมีการจัดการระบบทั้งภายในมหาวิทยาลัยและระหว่างมหาวิทยาลัย   ดังจะสังเกตว่าผู้นิพนธ์บทความท่านแรกมีตำแหน่ง Chair of the Publications and Communications Board of the American Psychological Association  และท่านหลังเป็น co-chair, Board of Scientific Affairs ของสมาคมเดียวกัน   จะเห็นว่า พอมีการฉ้อโกงทางวิชาการในสาขานั้นๆ เกิดขึ้นเป็นการฉ้อโกงครั้งใหญ่มากของโลก แม้จะเกิดในคนละประเทศ   วงวิชาการสาขาเดียวกันก็สะเทือนไปทั่วโลก ปลุกให้สมาคมวิชาการด้านนั้นลุกขึ้นมาคิดหาทางป้องกันเชิงระบบไม่ให้เกิดซ้ำอีก

          ประเทศไทยเราคิดจะวางระบบบ้างหรือไม่   ตอนนี้เราย่อหย่อนมากในเรื่องการจัดการการฉ้อโกงทางวิชาการ

 

 

วิจารณ์ พานิช
๖ ธ.ค. ๕๔
สกว.