นักกิจกรรมบำบัดควรให้ความสนใจต่อแรงจูงใจของผู้รับบริการโรคจิตเภทและอาจใช้กิจกรรมดนตรีแบบกลุ่มเพื่อเพิ่มทักษะการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นและลดอาการแยกตัว

กรณีศึกษา คุณว. ป่วยเป็นโรคจิตเภท เดิมทีเขาอาศัยอยู่ตามลำพังทำให้ทางโรงพยาบาลวางแผนจำหน่ายคุณว. ไปที่สถานสงเคราะห์ คุณว. ไม่ต้องการทำกิจกรรมใดๆ แยกตัว ไม่สนใจดูแลตนเอง

คุณว. คิดและตอบคำถามช้ามาก ใบตองจึงประเมินความรู้ความเข้าใจ (Cognition) ของเขาโดยใช้แบบประเมิน Mini Mental State Exam-Thai Version 2002 คุณว. ได้คะแนนน้อยกว่าจุดตัดที่ตรงกับระดับการศึกษาของเขา

นอกจากนี้ยังประเมินความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวัน พบว่าเขามีความสามารถในการทำกิจกรรมทั้งหมดได้เอง แต่ขาดแรงจูงใจและมีทักษะการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นที่ไม่ดี

ใบตองวางแผนการรักษาคุณว. สามข้อหลักๆ คือ การเพิ่งแรงจูงใจ, การเพิ่มทักษะการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น (รวมถึงนักกิจกรรมบำบัดเอง) และการหากิจกรรมหรืองานที่คุณว. จะสามารถทำได้หลังถูกจำหน่ายออกจากโรงพยาบาล

บทความวิชาการที่ใบตองได้เขียนถึงในบล็อก Case Study I ถูกใช้เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ในการให้การรักษากรณีศึกษารายนี้

คุณว. มีความบกพร่องด้านความรู้ความเข้าใจส่งผลให้เขาขาดความสามารถในการจินตนาการถึงผลลัพธ์ที่ต้องการและทำให้ไม่ต้องการทำกิจกรรมใดๆ แม้ว่าภายในแล้วคุณว. จะอยากกลับบ้านของตนและประกอบอาชีพเดิม

การใช้ดนตรีบำบัดแบบกลุ่ม (ซึ่งใบตองได้ทดลองทำกับกรณีศึกษารายนี้) ส่งผลดีต่อทักษะการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นและลดอาการแยกตัวของคุณว. ได้พอสมควร

หากจะศึกษาเพิ่มเติมหรือให้การรักษากรณีศึกษารายนี้ต่อ ใบตองควรจะใช้กรอบอ้างอิง Occupational Adaptation เพื่อฝึกทักษะการปรับตัวหลังจำหน่ายและใช้ Cognitive Behavioral Therapy เพื่อปรับพฤติกรรมของคุณว. โดยการเปลี่ยนแปลงที่ความคิดของเขา