'............ป่าช้าวัดหนองกลับ ปัจจุบัน ด้านหน้า ตรงข้ามซุ้มประตูวัดหนองกลับหรือวัดหลวงพ่ออ๋อย ซึ่งยังคงเป็นศูนย์กลางของความเป็นชุมชน อำเภอหนองบัวอยู่นั้น ผู้คนอาจจะเห็นว่ามีธนาคารกสิกร ย่านอาคารพาณิชย์ ร้านอาหาร ปั๊มน้ำมัน ห้องแสดงสินค้า และที่อยู่อาศัยหนาแน่น เหมือนกับเป็นใจกลางของตัวอำเภอแห่งหนึ่งเลยทีเดียว
ทว่า หากมองย้อนกลับไปเมื่อ 30-40 ปีที่ผ่านมาแล้ว บริเวณดังกล่าวนั้น เป็นป่าช้าฝังศพทั้งของชาวไทยและชาวไทยจีน ป่าละเมาะ ดงต้นพุดทรา และทุ่งหญ้าเลี้ยงวัวควายของชาวบ้าน บรรยากาศเปลี่ยวและน่ากลัวทั้งกลางวันกลางคืน เมื่อถึงหน้างานประจำปีของวัดหนองกลับ ก็จะถูกปรับสถานที่ให้เป็นที่ฉายหนังกลางแปลง โรงลิเก ร้านหมอลำ และกิจกรรมบันเทิงต่างๆ ณ เวลานั้น ไม่มีทางที่จะจินตนาการออกได้เลยว่าจะมี สภาพความเป็นชุมชนเมืองอย่างที่เห็นในปัจจุบัน
ต่อมา ประมาณในช่วงย่างเข้าสู่ทศวรรษ 2520 จึงมีงานรื้อป่าช้า โดยทำพิธีแบบชาวจีนผสมผสานไปทั้งพราหมณ์ พุทธ และไสยศาสตร์ มีซินแสและคนเข้าทรง คอยวิ่งชี้แหล่งที่มีกระดูกและศพฝังอยู่ แล้วชาวบ้านก็จะช่วยกันขุดขึ้นมาทำพิธีขอขมาและทำบุญให้ ซึ่งพบกระดูกมากมาย หลังจากนั้นจึงเริ่มพัฒนาการเป็นย่านชุมชนเมืองดังที่เห็นในปัจจุบัน...........'
อ้างอิงจาก บันทึกประชากรและประชาสังคมศึกษา โดย ดร.วิรัตน์ คำศรีจันทร์ ในหัวข้อ แรกมีของอำเภอหนองบัว นครสวรรค์ (๒) :โทรทัศน์สี ร้านหนังสือ น้ำบ่อทราย ห้วยปลาเน่า เรือโดยสาร ป่าช้าวัดหนองกลับ สามล้อถีบ บันทึกเมื่อธันวาคม ๒๕๕๑ http://www.gotoknow.org/blogs/posts/232582
เพื่อให้เห็นภาพจริงและได้บรรยากาศแบบที่บทความได้กล่าวถึงข้างบนนั้น เลยนำภาพป่าช้าวัดหนองกลับในวันทำพิธีรื้อป่าช้ามาให้ชมกันแบเต็มๆ โดยไม่มีตัดต่อเลย..... (หมายเหตุ : พระมหาแล อาสโย(ขำสุข) จากการสนทนาในบันทึก เวทีคนหนองบัว http://www.gotoknow.org/blogs/posts/295169?page=55 วิรัตน์ คำศรีจันทร์)
เนื่องด้วยเมื่อวาน(๑๘ ธันวาคม๒๕๕๔) อาตมาไปได้ค้นหาภาพถ่ายเก่าๆที่กุฏิหลวงพ่ออ๋อย และได้เจอภาพถ่ายในวันทำพิธีรื้อป่าช้าด้วย มีคนบอกว่าในภาพถ่ายดังกล่าวมีคุณครูมหาย้อย นวลจันทร์ไวยาวัจกรวัดหนองกลัยอยู่ด้วย
และในวันนี้(๑๙ ธ.ค.๒๕๔) ตอนก่อนเพลครูมหาย้อย ได้เข้ามาที่วัดและเลยไปกุฏิพระครูสงวน โอภาษี ซึ่งท่านพระครูกับครูมหาย้อยนั้นคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี โดยที่คุณครูท่านจะไปพบปะสนทนากับท่านพระครูหงวนที่กุฏิเกือบจะทุกวันก็ว่า ได้(ในสมัยที่ท่านพระครูหงวนยังมีชีวิตอยู่)
หลังจากพระฉันเพลแล้ว มีทายกและคุณครูรวมทั้งหมดสามสี่ท่านได้ร่วมรับประทานอาหารกลางวันด้วย เมื่อทานอาหารเสร็จแล้ว อาตมาได้ชวนครูมหาไปดูภาพถ่ายวันรื้อป่าช้า ที่กุฏิเลขาเจ้าคณะอำเภอหนองบัว เหตุที่ชวนครูมาดูภาพถ่ายก็เพราะอยากจะทราบรายละเอียดต่างๆว่าเหตุการณ์รื้อ ป่าช้านั้น ทำขึ้นปีใด เมื่อท่านได้ดูภาพถ่ายแล้วก็บอกว่าไม่แน่ใจว่าบุคคลในภาพที่มีบุคคล ระบุบอกว่าเป็นท่านนั้น ก็ยังไม่กล้ายืนยันและไม่แน่ใจว่าเป็นตัวเอง
ประกอบกับวันนี้ท่านไม่ได้นำแว่นตามาด้วย เลยทำให้การดูภาพถ่ายที่ค่อนข้างเก่า เห็นได้ไม่ชัดเจนเท่าที่ควร และอีกอย่างก็นึกรายละเอียดของงานรื้อป่าช้าในครั้งนี้ไม่ค่อยแจ่มชัด(ท่าน ยังสงสัยว่าตัวเองนั้นร่วมอยู่ในเหตุการณ์นี้หรือเปล่าอีกด้วย) เชิญชมภาพเหตุการณ์รื้อป่าช้าได้ ณ บัดนี้

ภาพประกอบพิธีทางศาสนา : โดยมีหลวงพ่ออ๋อย เป็นประธานสงฆ์ ในภาพหลวงพ่ออ๋อยนั่งริมซ้ายสุด รูปที่สองหลวงพ่อพระครูไกร(ศรสุรินทร์) รูปที่สามหลวงพ่อปลัดสงวน(โอภาษี) รูปที่สี่หลวงพ่อใบฏีกาส้ม(แก้วนิคม) รูปที่ห้าพระอาจารย์กุล กุศลจิตฺโต นอกจากนั้นไม่ทราบข้อมูล
ฆราวาสญาติโยมในภาพนี้ มีคนให้ข้อมูลได้ยืนยันว่าบุคคลที่สวมเสื้อชุดสีกากีนั้นคือครูมหาย้อย นวลจันทร์(คนที่ห้าจากซ้ายมือ)ส่วนอีกท่านหนึ่งที่นั่งหันหลัง(คนที่หกจาก ซ้ายมือ)คือท่านกำนันเทียน ท้วมเทศ นอกนั้นเท่าที่ตรวจสอบตอนนี้ยังไม่ทราบรายละเอียดเลย




เหตุการณ์รื้อป่าช้าครั้งนี้ มีพระเถระสองรูปที่อยู่ในเหตุการณ์ครั้ง นั้น และยังพอจำรายละเอียดต่างๆได้พอสมควรคือพระอาจารย์ส้ม แก้วนิคม และพระอาจารย์กุล กุศลจิตฺโต ส่วนรายละเอียดเรื่องพ.ศ.ทั้งสองท่านยืนยันสอดคล้องกันว่า น่าจะอยู่ในราวปี ๒๕๑๗ หรือ ๒๕๑๘ ปีใดปีหนึ่ง(รอตรวจสอบอีกครั้ง)

การทำพิธี : บุคคลทั้งสองในภาพนี้คือคนซ้ายมือใส่ชุดขาวกำลังประพรมน้ำมนต์คือหมอมากหรือ ที่ชาวบ้านเรียกอาจารย์มาก ปานขลิบ และศึกษาธิการอำเภอหนองบัวคือนายย้วน แสนเนียม
สภาพป่าบริเวณป่าช้า : ในเมื่อสภาพป่าที่รกชัฏหมดไป ความน่ากลัวที่เคยมีก็พลอยจางหายไปด้วย อาคาร ไม้หลังยาวที่มองเห็นทางด้านซ้ายมือนั้นคืออาคารเรียนโรงเรียนหนองบัวเทพ วิทยาคม(อนุบาลหนองบัว) ถ้ดมาคือศาลาปรกเป็นศาลาคู่เมรุสร้างในสมัยหลวงพ่ออ๋อย(บริเวณนี้เป็นป่ารก น่ากลัวมาก) ถัดมาก็เป็นปล่องเมรุและประตู่ซุ้มหน้าวัด

ภาพนี้ เป็นพิธีสวดถอน : พระทั้งสองรูปที่ทำพิธีสวดถอนนั้นคือพระปลัด สงวน(โอภาษี)และพระใบฎีกาบุญเหลือหรือส้ม แก้วนิคม โดยมีประชาชนกลุ่มหนึ่งทั้งเด็กและผู้ใหญ่ยืนพนมือฟังพระสวดอยู่ด้วย
จะเห็นว่าสภาพป่าช้าเมื่อถูกไถรื้อถอนป่าไม้ออกไปหมดแล้ว ก็เป็นสภาพพื้นที่โล่งๆ มองเห็นกำแพงหน้าวัดและถนนสายหนองบัว-ชุมแสง โดยไม่หลงเหลือร่องรอยความเป็นป่าช้าให้เห็นอีกต่อไป ตั้งแต่บัดนั้น
ภาพตัวเมืองหนองบัว กลุ่มตึกและอาคารพาณิชย์ด้านซ้ายมือของผู้อ่าน ต่อเนื่องกับป้ายธนาคารทหารไทย ที่เห็นสีขาว น้ำเงิน แดง อยู่ไกลๆในภาพ คือสภาพชุมชนหนองบัวในบริเวณเดียวกันกับภาพที่เคยเป็นป่าช้าหน้าวัดหนองกลับที่ท่านพระอาจารย์มหาแลท่านได้นำมารวบรวมไว้ ภาพนี้บันทึกเมื่อปี ๒๕๕๓ ระยะเวลาห่างจากสภาพของชุมชนหนองบัวดังปรากฏในภาพเก่าประมาณ ๓๕ ปี ( ข้อมูลภาพจากบันทึก http://www.gotoknow.org/blogs/posts/424293 : วิรัตน์ คำศรีจันทร์ )


เป็นภาพเก่า เป็นประวัติศาสตร์ชุมชนได้ดีมากเลยครับ ผมเสียดายภาพเก่าๆในชุมชนของตัวเองเสียแล้ว ต้องไปหาเก็บไว้บ้าง...
ภาพเก่าๆนอกจากเป็นข้อมูลชุมชนที่ดีมากอย่างยิ่งแล้ว ก็เป็นเครื่องมือสำหรับสร้างกระบวนการเรียนรู้ชุมชน และสร้างกระบวนการสนทนา เพื่อนำเอาประสบการณ์ความทรงจำต่างๆมาสานเป็นความรู้ที่เชื่อมโยงออกไปได้จากภาพถ่ายที่ดีมากด้วยเช่นกันเลยนะครับ
อาจารย์ค่ะ น่าจะเอารูปเก่าลองไปทำใหม่ดูนะคะ น่าจะชัดขึ้นมากค่ะ
เห็นภาพเก่าๆ อย่างนี้ อยากมีกระจกแตกร้าว จะได้แทรกตัว ย้อนกลับไปร่วมบรรยากาศชุมชนในอดีต เลยค่ะ ท่านอ. เซียนศิลป์ :)
ขอบพระคุณอาจารย์ ดร.จันทวรรณครับ
เป็นข้อคิดที่คงได้ช่วยกันนำมาทำในอนาคตแน่เลยครับอาจารย์ เมื่อบวกกับเรื่องราวต่างๆที่บันทึกและบอกเล่าไว้ด้วยภาพ ก็คงทำให้เรื่องราวของชุมชนที่เลือนหาย กระจัดกระจาย ได้มีชีวิต ให้คนรุ่นหลังได้เห็นความเป็นตัวของตัวเอง ได้มุมมองตอ่ปัจจุบันและอนาคตที่กว้างขวางและหนักแน่นมากยิ่งๆขึ้น
สวัสดีครับคุณ Poo
เปรียบการข้ามมิติเหมือนภาพการทะลายกระจกกาลเวลานี่ ทำให้นึกถึงหนังแบบไซไฟแบบเมื่อก่อนเลยนะครับ ชอบการจินตนาการแบบทะลุกรอบแต่สมเหตุสมผล ของหนังแนวนี้
ผมลองทำรีทัชตบแต่งภาพอย่างแนวคิดของท่านอาจารย์ ดร.จันทวรรณดู ใช้ได้ดีทีเดียวครับ แค่ทำเล่นๆด้วยพาวเวอร์พ๊อยต์เท่านั้น ยังไม่ได้ใช้เทคนิคซับซ้อนอะไรเลย
ภาพซ้าย : ภาพเดิม ภาพขวา : ภาพที่ทดลองตบแต่งด้วยคอมพิวเตอร์ ทำให้เห็นรายละเอียดต่างๆชัดเจนและสวยงามมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ในเชิงวิชาการและการใช้ข้อมูลภาพเป็นข้อมูลสำหรับวิเคราะห์และสร้างความรู้โดยวิธีการวิจัยเชิงทรรศนา (Visual and Audio Analysis) นั้น ควรรักษาสภาพเดิมของภาพเก่าไว้ด้วย และการนำเสนอ ก็นำเสนอภาพทั้งสองแบบ แต่ภาพที่ตบแต่งแล้ว จะนำเสนอเพื่อเป็นวิธีแสดงผลการศึกษาและใช้อธิบายรายละเอียด เปรียบได้เหมือนกับการวิเคราะห์และนำเสนอด้วยสถิติตัวเลขและการพรรณาด้วยข้อความด้วยเช่นกัน
ยังมีภาพการรวมพลคนหนองบัวโดยนายอำเภออรุณ วิไรรัตน์ แต่กำลังหาบุคคลช่วยยืนยันความถูกต้องก่อน เสร็จเรียบร้อยแล้วจะได้นำเสนอต่อไป
เจริญพร
แวะไป comment มาแล้วค่ะอาจารย์
กราบนมัสการท่านพระอาจารย์มหาแลครับ
การรวบรวมภาพเก่าๆ นำมาเสาะหาข้อมูล แล้วนำมาเผยแพร่ เป็นวิธีสร้างกระบวนการเรียนรู้ พูดคุย สนทนาปรึกษาหารือเกี่ยวกับชุมชนและสังคมของตัวเองดีมากเลยนะครับ
ขอบพระคุณอาจารย์ดร.จันทวรรณครับ