เรียกว่า "เกินพอดี" ได้มากเท่าไหร่ก็จะยิ่งดี หนีสิ่งที่ตัวเองมี ตัวเองเป็น ไปหาอะไรบางอย่างที่เกินพอดีกันเป็นหลัก

    สหายจากที่ราบสูงมักจะโทรมาถาม มาเสวนาหลากเรื่องราวกับผมอยู่บ่อยๆ ล่าสุดป้อนคำถามว่า ทำไม คำว่า "พอใช้" จึงมีความหมายว่า "ไม่ค่อยดี" ต้องปรับปรุง และทำไมคำว่า "พอเพียง" ถึงเข้าใจกันว่าคือ "ความยากจน"

    ผมตอบไปตามความคิด ความเชื่อของตัวเองว่า ระบบการศึกษาไม่ได้สอนให้คนแสวงหาความรู้มาเพื่อใช้แก้ปัญหาในชีวิต แต่มุ่งหาความรู้เพื่อใช้สอบ และการเรียนคือการแข่งขัน มุ่งมั่นเอาชนะคนอื่นเป็นหลัก พ่อแม่ และครูก็มักจะชี้นำไปในทางนั้น คือเรียนหนักเพื่อชนะคนอื่น ไม่ได้เน้นการหาความรู้มาให้พอใช้ ซึ่งหากพอใช้จริงก็นับว่ายอดเยี่ยม เพราะถ้าความรู้ "พอใช้" การตัดสินใจทำอะไรแบบโง่ๆก็ไม่น่าจะเกิดขึ้น กลายเป็นว่าในการเรียนนั้น ต้อง รู้มาก รู้เกิน ถึงจะดี คำว่า "พอใช้" จึงกลายเป็นอะไรๆที่เข้าข่าย กระจอก ไม่น่าพอใจไปในที่สุด

   กรณีคำ "พอเพียง" ก็คล้ายๆกัน คือสังคมไทยได้ผ่านวันเวลาที่บ่มเพาะความรู้สึกไม่เชื่อมั่นในตัวเองมายาวนาน  ชื่นชอบ ชื่นชมผู้มีอำนาจ เห็นความมั่งมี ความร่ำรวยเป็นสิ่งที่ต้องแสวงหา เรียกว่า "เกินพอดี" ได้มากเท่าไหร่ก็จะยิ่งดี หนีสิ่งที่ตัวเองมี ตัวเองเป็น ไปหาอะไรบางอย่างที่เกินพอดีกันเป็นหลัก การพอเพียง พออยู่พอกิน จึงกลายเป็นความอ่อนด้อย ความล้าหลังที่จะต้องหนีไปให้ไกลๆ

   นั่นคือคำอธิบายของผมที่คิดเอง เออเอง แต่ก็ทำให้สหายผู้โทรมาคุยด้วยพอใจถึงกับบอกว่า ให้คะแนนเต็ม แถมจะให้คะแนนเกินมาอีกด้วย แต่ผมก็ได้ขอร้องกลับไปว่า อย่าให้เกินเลย เพราะพวกมีอะไรเกินๆนั้นล้วนน่ากลัว