กลับมาใหม่หลังจากห่างหายไปเสียนาน อันเนื่องมาจากต้องทำ “ภารกิจทุกด้าน” ให้ได้ “ดี” แต่จะได้ดีสักอย่างหรือเปล่าก็ไม่รู้ คนเรามีอยู่หนึ่งสมอง สองมือ ในเวลา 24 ชั่วโมงต่อวัน ทำได้ดีเต็ม 100% ทุกอย่างก็คงเป็นยอดมนุษย์ไปแล้ว อย่างไรเสีย “do my best” ก็ยังคงเป็นคำที่ฉันท่องจำอยู่เสมอ
เจ้าขมิ้นน้อยยังคงเป็นหัวข้อสนทนาหลักที่ฉันและพี่สาวคุยกันทุกวัน พี่จ๋ามักโทรมาเล่าความน่ารักของขมิ้นให้ฟัง ไม่ว่าจะเดิน นั่ง วิ่ง นอนเฉยๆ หรือนอนหลับ ก็ดูจะน่ารักไปเสียทุกอิริยาบถในสายตาพี่สาวของฉัน (เป็นเอามาก) พี่จ๋าชักชวนให้ฉันเดินทางขึ้นไปเที่ยวที่เชียงราย โดยเอาน้องหมาตัวนี้มาล่อใจ เพราะรู้ว่าได้ผลร้อยเปอร์เซนต์ แต่ในใจไม่รู้จะคิดหรือเปล่าว่า “ถ้าไม่มีขมิ้น น้องสาวตัวดีของฉันจะมาเยี่ยมฉันไหม” ก็แหม! ค่าเดินทางเฉพาะไปกลับก็ปาเข้าไปเป็นหมื่นแล้ว ฉันเลยบอกพี่จ๋าไปว่า ถ้าอยากให้ฉันไปไวๆ ก็ให้ส่งค่าเดินทางมาเสียดีๆ
เมื่อวานพี่สาวของฉันโทรมาเล่าวีรกรรมทำป่วน (อีกแล้ว) ของขมิ้น เนื่องจากเช้าเมื่อวานเป็นวันที่เชียงรายมีฝนตกพอให้พื้นเปียก เจ้าขมิ้นน้อยถือโอกาสลอบหนีออกจากชายคาบ้าน ไปเดินย่ำสบายอารมณ์ในสนามหญ้าแฉะๆ พี่สาวของฉันเจอเข้าเลยต้องดุให้รีบวิ่งกลับเข้ามาในบ้าน เพราะกลัวว่าขมิ้นจะไม่สบาย (กลัวต้องอาบน้ำให้ด้วยแหงม เพราะน้องหมาขนยาวๆ เวลาโดนน้ำหรือฝนชื้นๆ ขนจะเหม็นเป็นพิเศษ ไม่ต่างจากผมคนเราหลังโดนฝน กลิ่นออกตุๆ บอกไม่ถูก)
ขมิ้นวิ่งกลับเข้าบ้านพร้อมด้วยรอยเท้าเปื้อนโคลนที่ย่ำลงบนพื้นบ้านซึ่งพี่เลี้ยงเพิ่งทำความสะอาดเสียเอี่ยม ตั้งแต่ประตูหลังบ้าน ยาวไปจนถึงหน้าบ้านซึ่งเป็นร้านขายยา ร้อนถึงพี่สาวของฉันต้องรีบวิ่งไปบอกพี่เลี้ยง
ฉันรีบต่อว่าพี่สาวที่ให้พี่นก (พี่เลี้ยง) เป็นคนเช็ดทำความสะอาด
พี่จ๋าของฉันบอกว่า ที่เรียกหาพี่นกเพราะว่าเธอให้พี่นกช่วยหาผ้าถูพื้นให้ เธอจะเป็นคนทำความสะอาดเอง นี่ไม่ใช่ครั้งแรก ที่พี่สาวของฉัน “รับผิดชอบ” ต่อสังคมหน่วยเล็กที่สุดก็คือครอบครัวที่เธออยู่ ก่อนหน้านี้ พี่สาวของฉันก็เคยต้องลงมือถูพื้นบ้านมาแล้วหลายครั้ง เพราะวีรกรรมทำเลอะของเจ้าขมิ้นนี่แหละ ฉันนึกถึงวันที่พ่อ แม่และป้าไปเยี่ยมฉันที่พิษณุโลก แล้วเอาคุกกี้ น้องหมาชิสุฝากไว้กับฉันก่อนที่จะไปตะลุยยอดดอยกันสามคน ฉันมีหน้าที่ต้องอุ้มคุกกี้ลงมา “ทำธุระ” แถวๆ สนามหญ้าหน้าแฟลต ทุกวันฉันต้องถือถุงพลาสติก 1 ใบกับกระดาษชำระอีกพับใหญ่ๆ ลงมาด้วยเพื่อตามเก็บ “กระสุน” ที่คุกกี้ทำไว้ใส่ลงในถุง มัดปากให้สนิท ก่อนทิ้งลงในถังขยะ หรืออย่างตอนบักจี้ ขมิ้นและน้องหมาตัวอื่นๆ ตอนยังเล็กและพ่อกับแม่ของฉันพาไปวิ่งออกกำลังกาย ท่านก็ทำแบบเดียวกับที่ฉันทำเหมือนกัน
พ่อกับแม่ของฉันรับผิดชอบต่อสังคมรอบตัวท่าน แล้วก็สอนให้ฉันและพี่สาวรับผิดชอบต่อสังคมรอบตัวเราด้วย ไม่เว้นแม้แต่สังคมขนาดเล็กอย่างครอบครัวที่พี่สาวของฉันกำลังทำอยู่ในเวลานี้
ฉันเห็นไม่บ่อย ที่ผู้ชายคนหนึ่งพร้อมด้วยน้องหมาพันธุ์เซนต์เบอร์นาดตัวโต ออกมาทำธุระแถวหน้าบ้านซึ่งเป็นทาวเฮ้าส์ ฉันเห็นผู้ชายคนนั้นก้มลงเก็บ “กระสุน” ของน้องหมาเหมือนกับที่ฉันทำเลย อดอมยิ้ม ชื่นชมอยู่ในใจไม่ได้ แถมแอบรักน้องหมาตัวนั้นเพิ่มขึ้นไปอีกทั้งๆ ที่ไม่ได้รู้จักกันเลยแม้แต่น้อย
แต่ฉันเห็นอยู่บ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นห้องแถวหน้าซอยบ้านของฉัน หรือทาวเฮ้าส์แถวบ้านน้าสาวของฉันที่กรุงเทพ เจ้าของชอบปล่อยน้องหมาออกมาทำธุระนอกบ้าน (แปลกไม่ยอมให้น้องหมาอึในบ้านตัวเอง) แต่ไม่ยอมตามมาเก็บอึน้องหมา ทำให้พื้นถนนเกลื่อนไปด้วยอึน้องหมาที่สะสมมากขึ้นทุกวัน เวลาคนเดินผ่านไปมา ต้องหลบ “ลูกกระสุน” กันเอง สร้างความรำคาญ และพาลทำให้คนเกลียดน้องหมาไปเปล่าๆ ทั้งๆ ที่การอึเป็น “เรื่องธรรมชาติ” ของน้องหมา แต่สิ่งที่เจ้าของน้องหมาทำต่างหากที่ไม่ใช่ “เรื่องธรรมชาติ” เพราะไม่รับผิดชอบต่อสังคมรอบตัว ต่อเพื่อนบ้าน สร้างความรำคาญให้คนอื่น ลำพังเราต้องเดินหลบกระสุน หรือกลิ่นที่ส่งออกมานั้นยังไม่เท่าไหร่ แต่นึกถึงเด็กตัวเล็กๆ ที่วิ่งไปวิ่งมาแถวนั้น เผลอๆ ก้มลงหยิบดิน หรือของเล่นที่ตกลงบนพื้นแล้วเอาเข้าปาก ไม่อยากจะคิด โรคจะถามหาเสียก่อน หรือนึกถึงตอนฝนตกแล้วชะกองกระสุนเหล่านี้ให้ไหลเป็นทาง โอ๊ย! ไม่อยากจินตนาการ
ฉันไม่แปลกใจที่ได้ยินการทะเลาะวิวาทระหว่างเพื่อนบ้านเรื่องการทำธุระของน้องหมาข้ามอาณาเขตกัน ซึ่งกรณีเหล่านี้คงไม่เกิดขึ้น ถ้าทุกคนรู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา น้องหมาของคนอื่นมาอึเรี่ยราดหน้าบ้านเราๆ ก็คงไม่ชอบ ในทางกลับกันเราก็ไม่ควรให้น้องหมาของเราไปอึเรี่ยราดหน้าบ้านชาวบ้าน ดีที่สุดก็คือ ให้น้องหมาอึในบ้านของเราเอง ถ้ามันจะเลอะเทอะก็เป็นบ้านของเรา ซึ่งฉันเชื่อได้เลยว่า ทุกคนคงไม่ยอมให้บ้านตัวเองสกปรก แต่ถ้าคุณอยากจะปล่อยน้องหมาออกมานอกบ้านก็ต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่น้องหมาทำด้วย ไม่เฉพาะแต่อึเท่านั้น ยังรวมถึงกรณีที่น้องหมาดันไปกัดใครเข้าอีกด้วย
ฉันว่าถ้าเราทุกคนรับผิดชอบต่อสังคมรอบตัวเรา คนละเล็กละน้อย สังคมเราคงน่าอยู่ “เพื่อนบ้าน” ก็คงเป็น “เพื่อนบ้าน” ที่เอื้ออาทร เกื้อกูลต่อกัน มิใช่คนแปลกหน้าอย่างที่หลายๆ คนต้องเจออยู่ทุกวันนี้
วีรกรรมทำป่วน
การอึเป็น “เรื่องธรรมชาติ” ของน้องหมา แต่สิ่งที่เจ้าของน้องหมาทำต่างหากที่ไม่ใช่ “เรื่องธรรมชาติ"
ความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
waw · 29 ส.ค. 2549
นาง เฉลิมลักษณ์ เต็มภาชนะ · 29 ส.ค. 2549
เราคงต้องเริ่มแบบที่คุณ dogaholic ทำอยู่นี่แหละค่ะ คือทำ และพูดคุยบอกเล่าความคิดดีๆเหล่านี้ให้แพร่ขยาย หาแนวร่วมไปเรื่อยๆ เมื่อคนดีที่เอื้ออาทรมีมากขึ้น ก็จะเป็นแรงดึงดูดให้คนที่ยังไม่คิด คิดและทำบ้าง คนที่ไม่ทำจริงๆก็คงจะมีน้อยลงๆ สังคมก็จะดีขึ้นๆ ถ้าช่วยกันมากๆคน สิ่งที่เราคาดหมายก็จะเกิดเร็ว ลูกหลานเหลนโหลนของเราชาวไทย รวมทั้งเมืองไทยก็จะได้รับผลประโยชน์ คุณค่าอนันต์ คือมีคนที่มีจิตสำนึกดี เอื้ออาทรต่อกัน
อย่าท้อถอยกันไปเสียก่อนเท่านั้นแหละค่ะ มาเป็นแนวร่วมกันต่อไปนานๆนะคะ
อ่านแล้วยิ้ม ๆ นึกภาพที่คุณ Docgaholic เล่าถึงครอบครัวอย่างมีความสุขกับเจ้าขมิ้นค่ะ
พอตอนท้าย ๆ ก็ให้นึกภาพออกเหมือนกันค่ะ ตัวเองเลี้ยงหมาเหมือนกัน แต่โชคดีมันอึเป็นที่เป็นทางในบริเวณบ้านตัวเอง ใต้ต้นไม้ ก็ถือซะว่าเป็นปุ๋ยตามธรรมชาติ แต่มีเหมือนกันบางวันเปิดประตูรั้วทิ้งไว้ก็มีหมาอื่น ๆ เดินเข้ามาทิ้งลูกกระสุนฝากไว้ไม่เป็นที่เป็นทาง ให้เจ็บใจเล่นค่ะ
ต้องขอบคุณทุกๆ คนที่เข้ามาให้กำลังใจค่ะ เคยนึกเหมือนกันว่าอยากเลี้ยงน้องหมาที่หอพัก แต่สงสารน้องหมา สองกลัวน้องหมาจะสร้างความรำคาญให้ห้องข้างๆ ตอนนี้ก็อาศัยเก็บตกรูปน้องหมา กับเล่นกับน้องหมาที่พอหาได้ใกล้ตัวไปก่อน
ขอบคุณนะครับ..
ขอบคุณนะครับ..