ยี่โถสีชมพูอ่อนผลิกลีบสวย ตัดกับสีฟ้าเข้มสดใสของท้องฟ้าฤดูหนาว เห็นแล้วก็อารมณ์ดีตั้งแต่ยังไม่ทันได้เข้าไปไหว้พระ
ตัวเมืองน่านตอนเช้าๆ ยังไม่คึกคักมากนัก รถราไม่มากทำให้พวกเราขี่มอเตอร์ไซค์ได้อย่างช้าๆ สมเป็นนักท่องเที่ยวต่างถิ่นที่ไม่ชินทาง แถมยังอยากเพลิดเพลินกับการชื่นชมภาพอาคารบ้านเรือนของชาวน่านอีกตะหาก

 

ข้าพเจ้าเดินอ้อยอิ่งชื่นชมความงามของวัดพระธาตุช้างค้ำสักพัก...พวกเราก็พามายังหอคำหรือพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่านที่อยู่อีกฝั่งตรงข้ามถนน...บรรยากาศที่หน้าพิพิธภัณฑ์สวยมาก มีต้นจำปาลาวหรือลีลาวดีขึ้นเป็นแนวสองข้างทาง โค้งเป็นเหมือนอุโมงค์ต้นไม้ ตอนแรกข้าพเจ้ากะว่าจะเข้าไปดู “งาช้างดำ”ที่อยู่ในพิพิธภัณฑ์เสียหน่อย จะได้ครบตามคำขวัญเมืองนาน น่าเสียดายที่มากันเช้าเกินไป พิพิธภัณฑ์เค้ายังไม่ทันเปิดเลยอดดู...555

 

 

 

 

เก็บภาพความประทับใจกับอุโมงค์ลีลาวดี... ซึ่งก็ใช้เวลาไม่นานนัก พวกเราก็ขี่มอเตอร์ไซค์ไปยังเป้าหมายถัดไปตามแผนที่ นั่นก็คือวัดหัวข่วง ถัดจากหอคำไปนิดเดียวเอง...จริงๆ แล้วเดินไปแป๊บเดียวก็ถึง แต่เราเอามอเตอร์ไซค์มาด้วยจึงต้องขี่มันไป
 

 

วัดหัวข่วงตั้งอยู่ใกล้หอคำ หรือพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน วันที่ไปนั้นผู้คนแทบจะไม่มี ดูสงบดี วัดนี้มีวิหารที่โดดเด่นด้วยศิลปกรรมแบบท้องถิ่นล้านนา สกุลช่างเมืองน่าน ตอนที่ข้าพเจ้าไปนั้นบางส่วนได้รับการบูรณะทาสีใหม่ เลยดูแปลกๆ เพราะมีลักษณะสีสันสดใหม่แต่คงไว้ซึ่งรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบเก่า

 

 วัดหัวข่วงนี้ตามหลักฐานไม่ปรากฏว่าสร้างมาตั้งแต่สมัยไหน รู้แต่ว่าได้รับการบูรณะในปี พ.ศ. 2425  โดยเจ้าอนันตวรฤทธิเดช เจ้าเมืองน่าน และต่อมาราวปี พ.ศ.2472 ในสมัยเจ้ามหาพรหมสุรธาดา เจ้าผู้ครองน่าน องค์สุดท้าย  จริงๆแล้วอยากจะเพิ่มเติมด้วยว่า ได้รับการทาสีบูรณะอีกครั้งเมื่อเร็วๆ  นี้ อิอิ

 

 

            วิหารของวัดหัวข่วงเป็นอาคารทรงจั่ว  หน้าบันประดับลวดลายไม้จำหลักพฤกษาพรรณ ประณีตสวยงาม ซุ้มประตูหน้าต่าง ประดับลายปูนปั้นรูปใบผักกาด   อันเป็นศิลปะแบบตะวันตก  เป็นวิหารฝีมือช่างเมืองน่าน ที่มีเอกลักษณ์  ภายในวิหารที่สะดุดตาข้าพเจ้า คือมีพระยานาคสองตัวขดเป็นฐานประดิษฐานพระประธานดูแปลกตา....

 

 

 

 

 

ถัดจากวิหารมีหอไตรเก่า (แต่ทาสีใหม่)ลักษณะคล้ายวิหาร  แต่มีขนาดเล็กกว่า  และทรงสูง หน้าบันและฝาชั้นบน ประดับลายแกะสลักสวยงาม มองไปมองมาหอไตรนี่ก็ดูคล้ายๆ กล่อง ดูง่ายๆ มีเอกลักษณ์ดี 

 

 

         
ถัดจากหอไตรเป็นเจดีย์วัดหัวข่วง ลักษณะเป็นเจดีย์ทรงประสาท  ศิลปะล้านนา เรือนธาตุมีซุ้มจรนัม ด้านละซุ้ม ประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัยสำริด ที่มุมผนังทั้งสองข้าง ปั้นเป็นรูปเทวดาทรงเครื่องยืนพนมมือ
 

 

 

 

เดินชื่นชมความงามของสถาปัตยกรรมของวัดหัวข่วงได้สักระยะ พวกเราก็ไปกันต่อที่วัดขึ้นชื่อของจังหวัดน่าน...ซึ่งก็คือ วัดภูมินทร์ นั่นเอง
 

 

ก่อนจะไปเดินชื่นชมความงามของวัดตามคำร่ำลือ ข้าพเจ้าขอเดินรอบๆ บริเวณวัดก่อน ผ่านเข้ามาสะดุดตากับดอกยี่โถที่ปลูกอยู่ที่หน้าประตูวัดภูมินทร์ ยี่โถสีชมพูอ่อนผลิกลีบสวย ตัดกับสีฟ้าเข้มสดใสของท้องฟ้าฤดูหนาว เห็นแล้วก็อารมณ์ดีตั้งแต่ยังไม่ทันได้เข้าไปไหว้พระแล้ว อิอิ
 
 

 

วัดภูมินทร์หรือแต่เดิมชื่อว่าวัดพรหมินทร์ เป็นอาคารทรงจตุรมุขก่ออิฐถือปูน ซึ่งเป็นทั้งพระวิหารและพระอุโบสถในหลังเดียวกัน เพื่อนข้าพเจ้าซึ่งเป็นคนเหนือเล่าให้ฟังว่า ถ้าเป็นวิหาร ผู้หญิงสามารถเข้าไปได้ แต่ถ้าเป็นพระอุโบสถเค้าห้ามผู้หญิงเข้า....อืม วัดภูมินทร์เป็นทั้งพระวิหารและอุโบสถคงเข้าไปชมภายในได้ล่ะน่า ในโฆษณายังมีน้องไกด์สวมเสื้อขาวสะอาดพาฝรั่งชมวัดภูมินทร์ of Nan เลยนี่นา ^^

 

มองไปที่อาคาร จะเห็นหลังคาลดระดับ 3 ชั้น มีมุขยื่นไปตามทิศทั้งสี่และมีประตูทางเข้าทั้งสี่ด้าน ส่วนที่เป็นพระอุโบสถวางตัวไปตามแนวทิศเหนือ-ใต้ ส่วนพระวิหารวางตัวตามแนวตะวันออก-ตะวันตก โดยมีพญานาค 2 ตัว พาดตัวตามแนวบันไดจากทิศเหนือไปทิศใต้ ทำให้ดูเหมือนว่าพระวิหารประดิษฐานอยู่บนหลังพญานาค ตอนแรกพวกเราจอดรถไว้ทางด้านหลัง ข้าพเจ้าเห็นแต่หางพระยานาค ยังงงๆ อยู่ว่าทำไมทำบันไดเป็นรูปหางพระยานาค พอเดินอ้อมมาด้านหน้าถึงได้รู้ว่า...อ้อ หัวพระยานาคอยู่นี่เอง คนสร้างเค้าช่างคิดจริงๆ

 

 
 
เอ...รู้สึกว่าเค้ากำลังบูรณะซ่อมแซมวัดกันอยู่ ประตูก็ปิดเสียด้วย...แล้วข้าพเจ้าจะได้ไปดูภาพจิตรกรรมวัดภูมินทร์ที่เลื่องชื่อไหมเนี่ย??? ทำไงดี? ขอแอบไปแง้มประตูดูสักนิดแล้วกันว่าเค้าเปิดให้เข้าชมอยู่หรือเปล่า?
 
To be continue….