กำลังใจจาก ฒ. ผู้เฒ่า
วันนั้นบ่ายจัดแล้ว อาหารสดทั้งผักและผลไม้ยังคงวางกองเป็นพะเนินเล็กๆ หลายกองอยู่ตรงทางเข้าด้านหน้าภายใต้อาคารโดม ซึ่งมีทางเดินเชื่อมต่อกับครัวของอาคารศูนย์พักพิงชั่วคราว บางส่วนเริ่มสุกงอม โดยเฉพาะมะละกอและกล้วย ทั้งกล้วยน้ำว้า กล้วยไข่ กล้วยเล็บมือนางและกล้วยหอม แม่ครัวของเราพยายามอย่างเต็มที่ที่จะนำมาดัดแปลงและแปรรูปเป็นทั้งของคาวและของหวาน ทั้งแบบไทยและแบบเทศ เป็นผลให้ชาวคณะศูนย์พักพิงในช่วงนั้นรวมทั้งผู้ดูแลอย่างเราอิ่มหมีพีมันกันเป็นพิเศษ แต่สิ่งหนึ่งที่เราไม่เคยละเลย ก็คือ การแบ่งปันแจกจ่ายอาหารสดเหล่านี้ไปยังศูนย์พักพิงหรือชุมชนอื่นๆ ภายนอก
“พรุ่งนี้จะไปอ้อมใหญ่” บอกตัวเองอย่างนั้น เพื่อเยี่ยมศูนย์พักพิงของมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตสิรินธรราชวิทยาลัย ซึ่งอยู่ลึกเข้าไปในซอยข้างซูเปอร์สโตร์แห่งหนึ่ง และจะนำอาหารสดเหล่านี้ไปถวายพระคุณเจ้าด้วย เพื่อให้แม่ครัว ได้ทำเลี้ยงผู้พักพิง
ในขณะนั้นเส้นทางสายเพชรเกษมแทบใช้การไม่ได้แล้ว ถนนทั้งผืนซึ่งมองไม่ออกว่าส่วนใดเป็นถนนสำหรับรถวิ่งหรือเป็นบาทวิถีสำหรับคนเดิน ได้กลายเป็นแม่น้ำขนาดใหญ่ รถเล็กห้ามผ่านเด็ดขาด ยิ่งถ้าลัดเลี้ยวเข้าไปในซอยด้วยแล้ว ก็จะเห็นว่าน้ำยิ่งท่วมลึกมากขึ้น “ตลาดเก้าแสน” บัดนี้กลายเป็นตลาดร้าง ดูแปลกตากว่าทุกครั้ง แต่เด็กๆ หลายคนยังมีความสุข สนุกสนานกับการเล่นน้ำบนถนนหน้าบ้านที่กลายเป็นคลอง บ้างนั่งลอยอยู่ในกะละมัง ล้อเล่นกับคลื่นที่วิ่งเข้ามาปะทะตามจังหวะการแล่นผ่านของรถและเรือ หลายคนไม่เคยเห็น... รถวิ่งในน้ำและเรือแล่นบนถนนพร้อมๆ กัน... ส่วนผู้ใหญ่นั่งจับเจ่าเฝ้ามองน้ำด้วยสายตาหดหู่ นับวันนับชั่วโมงถึงวันที่เหตุการณ์เหล่านี้จะผ่านพ้น
รถยกสูงของเราที่บรรทุกคนและสิ่งของมาเต็มคัน ค่อยคืบคลานฝ่าน้ำสูงเข้าไปอย่างช้าๆ ความสาหัสสากรรจ์ของการเดินทางแต่ละครั้งแม้จะให้รสชาติแก่ชีวิตไม่เหมือนกัน แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน คือ ความอ่อนล้ากับการเดินทางอันแสนยาวนาน นั่งนึกว่าแบบไหนดีกว่ากันระหว่างการจราจรที่ “รถติดเป็นแพ” กับ “น้ำท่วมเป็นคลอง” แต่ถ้าเลือกได้ ก็จะไม่เอาทั้งสองอย่าง
นึกอีกทีชีวิตเรา... เราเลือกได้ทั้งหมดหรือเปล่า
เมื่อน้ำขึ้นสูงเต็มพิกัด ชาวบ้านส่วนหนึ่งในย่านนั้น โดยเฉพาะผู้หญิง ลูกเล็ก เด็กอ่อน คนชราและผู้ป่วย รวมกว่า 200 คน จึงต้องกลายเป็นผู้อพยพ ไปอาศัยนอนรวมกันอยู่ในวัดสิรินธรเทพรัตนาราม อันเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยสงฆ์ ซึ่งยังคงกั้นน้ำไว้ได้ด้วยกระสอบทรายที่เรียงไว้เป็นตั้งๆ ถึงกระนั้นก็ต้องยอมเสียพื้นที่บางส่วน คือศูนย์เด็กเล็กให้จมไป ห้องเรียนทุกห้องภายในอาคารที่ใช้การได้ตั้งแต่ชั้นล่างจนถึงชั้นสาม ถูกจัดให้เป็นห้องพัก ดูโล่ง โปร่งตาและเย็นใจ
ไม่มีใครรู้ว่าเขื่อนที่กั้นไว้จะ “เอาอยู่” หรือไม่ และด้วยความไม่ประมาทของพระคุณเจ้าผู้ดูแลศูนย์ เราจึงได้รับการทาบทามอย่างไม่เป็นทางการ หากจำเป็น.. จะขอย้ายผู้พักพิงมาอยู่ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม แต่...
“หลวงปู่ยังสั่งให้สู้อยู่.. สู้ด้วยเครื่องสูบน้ำ” เป็นคำบอกเล่าของพระครูปรีชาธรรมวิธาน รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย (มมร.) วิทยาเขตสิรินธรราชวิทยาลัย ท่านหมายถึงพระภิกษุอาวุโส ผู้เป็นเสาหลักของวัดสิรินธรเทพรัตนาราม ที่ไม่ยอมแพ้ต่อน้ำที่พยายามทะลักเร้นเข้ามา
ได้ยินดังนั้น ให้ครั่นคร้ามอยู่ภายใน จึงเรียนถามท่านพระครูว่า เมื่อคราวไปวัดชูจิตธรรมาราม (มมร. วชิราลงกรณ) ออกมาได้ไม่กี่วัน วัดทั้งวัดก็จมน้ำ
ถึงคราวไปกราบสักการะพระเดชพระคุณอธิการบดี มมร. ที่ศาลายา เพียงแค่ข้ามคืน มหาวิทยาลัยก็ล่ม แล้วครั้งนี้เล่า มมร.สิรินธร จะรอดหรือเปล่า...
ท่านพระครูไม่ตอบว่ากระไร หากคลับคล้ายจะได้ยินเสียงหัวเราะลึกๆ ในลำคอ ในใจท่านคงอยากบอก... โยม อย่ามาเล้ย !!!
แต่เราแปล “การนิ่ง หมายถึง การยินยอม” จึงตัดสินใจไป โดยมีคณะแพทย์อาสาจากโรงพยาบาลสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี ติดตามไปด้วย
เมื่อไปถึงก็ได้เข้าสักการะหลวงปู่และพระภิกษุอีกหลายรูป รวมทั้งท่านพระครู จากนั้นจึงไปเยี่ยม ผู้พักพิงในอาคารที่พัก ซึ่งตอนนี้ได้ปรับพื้นที่ด้านในส่วนหนึ่งให้คนไข้ได้พบหมอ เด็กน้อยขี้มูกเกรอะกรัง คนนั้นเท้าเปื่อย คนนี้หอบหืด คนโน้นยาประจำตัวใกล้หมด นั่นหญิงท้องแก่กำลังขอตรวจครรภ์ คณะแพทย์ของเราต้องทำงานหนักไม่แพ้การออกตรวจโอพีดีหรือผู้ป่วยนอกในโรงพยาบาลทั่วไป ทั้งตรวจรักษา ทั้งจ่ายยา ทั้งให้คำแนะนำ แต่ทุกคนก็ยินดีและเต็มใจ ส่วนแม่ครัวใหญ่ คือ อาจารย์ดาว - ปิยวรรณ ก็ได้นำนักศึกษาพากันขนอาหารสดไปเก็บไว้ในครัว พลางสำรวจสิ่งที่ยังขาดอยู่ และเยี่ยมเยียนทักทายผู้พักพิง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนชรา เด็ก และผู้ป่วย
คุณทวดรายหนึ่งนอนคุดคู้อยู่ พอเห็นพระคุณเจ้าเดินนำพวกเราเข้ามา ก็ยันตัวเองลุกขึ้นนั่ง ตอบคำถามชัดเจน ปีนี้ 104 ปีแล้ว เสียงอื้ออึงดังขึ้นรอบข้าง มีคนถาม “เดินได้ไหม” แกก็ลุกขึ้นเดินให้ดูเป็นขวัญตา แล้วอย่างนี้จะว่า หู ตาไม่ดีได้ยังไง
อีกเสียงหนึ่งสัมภาษณ์ต่อ “กินอะไรถึงได้อายุยืน” คุณทวดตอบ “กินข้าวกับน้ำพริกซิจ๊ะ” ธรรมดาซะที่ไหน
แถมบอกด้วยว่า น้ำท่วมมันเรื่องธรรมชาติ สู้..สู้กันไปนะ ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคน
...ไม่มีอะไรที่น่ากลัว สำหรับคนอายุเท่านั้น.. แล้วคนที่อายุเท่านี้..เท่านี้ จะกลัวอะไรเล่า...
