เชิงรุกกับเชิงรับ
การจัดการศูนย์พักพิงสำหรับวิกฤติอุทกภัย 2554 นี้ กล่าวได้ว่าเป็นการทำงานเชิงรุกมากกว่ารับ มหาวิทยาลัยเปิดตัวชัดเจนต่อสื่อมวลชนและหน่วยงานภายนอกตั้งแต่วินาทีแรกว่า มีความพร้อมในการจัดตั้งศูนย์พักพิงที่สามารถรับผู้ประสบภัยได้ 800-1,000 คน รับจอดรถยนต์ได้ 800 คัน ทั้งที่ในตอนนั้นยังไม่ทราบว่าจะใช้งบประมาณจากแหล่งใดในการดูแล ทั้งอาหารการกิน ที่นอนหมอนมุ้ง ตลอดจนเครื่องอุปโภคบริโภค และห้องน้ำห้องส้วมที่จะต้องจัดทำขึ้นชั่วคราว
แต่เราไม่ใคร่ห่วงกังวลกับเรื่องนั้นมากนัก เพราะการเปิดพื้นที่ คือ การให้ ประสบการณ์สอนให้เชื่ออยู่ลึกๆ ว่า “ยิ่งให้ ก็ยิ่งได้” จึงไม่เคยที่จะต้อง “กลัวอด เพราะถึงหมด มันก็มา”
การคิดและการทำงาน “เชิงรุก” ทำให้ต้องมองแบบ “ข้ามช็อต” อยู่ตลอดเวลา เพื่อเตรียมรับกับสิ่งที่ยังมาไม่ถึง ในขณะเดียวกันก็ต้องคาดการณ์ด้วยว่าจะเกิดปัญหาอะไรขึ้นบ้าง มีแผนหนึ่งแล้ว ก็ต้องมีแผนสองอยู่ในมือเพื่อรองรับและแก้ไข ที่สำคัญ คือจะต้องคิดอย่างบุกเบิก ท้าทาย กระตุ้นและปลุกเร้า อาทิ
ควรจะบอกอะไรกับสื่อบ้าง แทนที่จะรอเป็นฝ่ายตอบคำถามของสื่อเพียงอย่างเดียว
ควรจะเป็นผู้วางผังกิจกรรม มิใช่ให้ผู้จัดกิจกรรมเลือกกำหนดเองตามอำเภอใจ
ควรจะต้องช่วยสอดส่องดูแลโดยประสานงานกับเครือข่ายต่างๆ เพื่อบรรเทาและเยียวยาผู้ประสบภัยภายนอก แทนการแอบปลาบปลื้มใจว่าดูแลผู้พักพิงภายในได้ดีแล้ว
ควรต้องพิจารณาด้วยว่า สิ่งใดเหมาะสมกับใคร ใครควรได้รับอะไร เพราะการหยิบยื่นอะไรให้กับใครในเวลาอันควร นั้น เป็นสิ่งที่มีค่ายิ่งสำหรับผู้รับ ฉันใดก็ฉันนั้น รองเท้าแตะฟองน้ำคู่ละไม่กี่สตางค์ กลับกลายเป็นของมีค่าได้ ในทันที่เท้าเปลือยเปล่าต้องสัมผัสกับเม็ดกรวด ก้อนดินและขวากหนาม
หากก็ไม่มีอะไรง่าย แม้ว่าจะมีการเตรียมการและวางแผนอย่างค่อนข้างรัดกุม เผื่อเหลือเผื่อขาด แต่เมื่อถึงหน้างาน ก็ต้องทำงาน “เชิงรับ” ด้วย ... รับกับการมาเยี่ยมเยือนของคนทุกประเภท พร้อมความหวังดีที่ชี้แนะทุกอย่างให้เข้าสู่เกณฑ์มาตรฐาน... แม้ใจหนึ่ง จะต่อต้าน นี่ชั้นไม่ได้ส่งเข้าประกวดนะ !! .. แต่ก็ทำ เพื่อคุณภาพชีวิตของผู้พักพิงทุกคน
ทั้งการทำงานแต่ละวันก็ต้องอาศัยการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยเหมือนกัน บางครั้งต้อง “ขายผ้าเอาหน้ารอด” (ไม่ถึงกับ “แก้ผ้า” ก็ดีแล้ว) ตรงนี้ทีมงานทุกคนเข้าใจและไว้ใจกัน
“งานแบบนี้ ทำดีก็แค่เสมอตัว ทำไม่ดีก็โดนด่า ไม่ได้ผุด ไม่ได้เกิด” นึกถึงบางเสียงที่เคยทักท้วงในระหว่างการเตรียมการจัดตั้งศูนย์พักพิง ไม่เห็นด้วยกับการเป็นศูนย์พักพิงเพราะความปรารถนาดีต่อองค์กร แต่จะเป็นไร...
แค่เราทำให้ดีที่สุด เอางานเป็นตัวตั้ง เอาใจวางไว้ตรงนั้น แล้วเดินเครื่องอย่างเต็มที่ ปัญหาที่รอกระทบอยู่ข้างหน้า ถือเสียว่าเป็นการลับคมทางสติปัญญา เพื่อมิให้มันแหว่งวิ่นไปตามกฎของชาร์ลส์ ดาร์วิน..ก็เท่านั้น แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าเราไม่ทำอะไรเสียเลยในยามที่ผู้คนเดือดร้อน ระส่ำระสาย ไม่กล้าเอาตัวเข้าแลก หรือรอแค่โอกาสงามๆ ในการเข้าเสียบ มันจะมีความหมายและท้าทายอะไรเล่ากับความเป็น “ปัญญาชน” เป็น “คนของพระราชา” และ หากเป็นเช่นนั้น ปรัชญาของมหาวิทยาลัยก็คงเป็นได้แค่ “เครื่องประดับ”
เพราะว่าคิดการใหญ่ และทำในสิ่งที่ดี ทุกคนจึงไม่หวั่นไหวกับเรื่องเล็กน้อยที่มากระทบใจ รู้ดีว่าการทำงานบริการกับคนหมู่มาก ย่อมมากเรื่องเป็นธรรมดา เพราะเรามีทั้งเด็กอ่อน เด็กประถม เด็กวัยรุ่น แม่วัยกระเตาะ หญิงท้องแก่ ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคติดต่อ ผู้ป่วยคนไข้ใน ฯลฯ
การบริหารจัดการกับคนที่มาจากร้อยพ่อพันแม่ ..ที่ต้องมาอยู่รวมกันท่ามกลางภาวะที่ไม่ปกติทั้งทางกายภาพและทางจิตใจนั้น มันย่อมไม่ราบรื่นเสียทั้งหมด ... มันเป็นเช่นนั้นเอง.. ปัญหาใหม่ๆ จึงมีเข้ามาเป็นรายวัน ทั้งการทะเลาะเบาะแว้งถึงขนาดจะฆ่ากันตายระหว่างแม่ผัวกับลูกสะใภ้/ การลักทรัพย์/ การดื่มสุรายาดองของเมา/ เด็กแว๊นจอมป่วน/ แมวหาย/ หมากัดหมา/ หมากัดคน ฯลฯ โอ๊ย!! สารพัดสารพัน แต่ทุกคนก็ช่วยกันปรับ ช่วยกันแก้
แล้วมันก็ผ่านพ้น.. หลายคนที่มาเยี่ยมเยียนศูนย์พักพิงพากันกด Like ยกนิ้วหัวแม่โป้งให้ เป็นกำลังใจ
ทว่าท่ามกลางความสำเร็จของมหาวิทยาลัยนี้ ยังมีอีกหลายหน่วยงานที่อยู่เบื้องหลัง (โปรดอ่านภาคผนวก) โดยเฉพาะองค์การบริหารส่วนตำบลนครปฐมและเทศบาลนครนครปฐมซึ่งเป็นกำลังสำคัญทั้งในเรื่องพาหนะ เครื่องไม้ เครื่องมือและเครื่องจักรกล ขอขอบคุณทุกคน ทุกหน่วยงาน ทุกฝ่ายมา ณ โอกาสนี้แล