เพราะเมื่อ “เลือก” ที่จะเป็นผู้ให้แล้ว ก็ให้ไปเถิด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ให้อภัย”

ความสุขของผู้ให้ 

      ทานมัย เป็นบุญอันเกิดจากการให้ทาน การเสียสละ เผื่อแผ่ และแบ่งปัน  ผลที่เกิดขึ้นทันทีทันใด คือ ความปิติและอิ่มใจที่ได้เห็นผู้รับมีความสุขและพอใจกับสิ่งที่ได้รับ

         ในมุมหนึ่งของ “ผู้ให้” ที่นำถุงยังชีพไปแจกจ่าย     โดยส่วนใหญ่ก็จะคาดหมายและหวังว่าจะได้เป็นผู้มอบด้วยตนเอง ด้วยเหตุผลหลายประการ เช่น ได้เห็นกับตาว่าถึงมือผู้รับ, ได้ถ่ายภาพเพื่อเป็นที่ระลึกและเพื่อไปยืนยันกับผู้ร่วมบริจาค   และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง จะพลาดไม่ได้เลย ถ้าที่นั่นมีสื่อใหญ่ๆ  รออยู่

         แต่ในอีกมุมหนึ่งของผู้ประสานงานภายในชุมชน ไม่ว่าจะเป็นกำนัน ผู้ใหญ่บ้านหรือนายกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กลับมองสวนทาง 

         เพราะการพยายามเข้าไปแจกจ่ายถุงยังชีพด้วยตนเองของบรรดาเจ้าภาพทั้งหลายนั้น แม้จะเป็นกุศลกรรมแต่ก็อาจทำให้เกิดปัญหาได้  เนื่องจากถุงยังชีพมีจำนวนไม่เพียงพอกับผู้รับที่มีความจำเป็น บางครั้งจึงจำต้องเก็บสะสมไว้ให้ได้จำนวนที่มากเพียงพอก่อน แล้วค่อยแจกจ่าย  ส่วนการแจกแบบที่ไม่ทราบว่าใครเป็นใครก็ยิ่งแล้วใหญ่  เพราะจะทำให้บางครอบครัวได้แล้วได้อีก ในขณะที่บางคน บางครอบครัวถูกละเลย เรื่องแบบนี้เจ้าของพื้นที่ (ที่มีคุณธรรมและไม่แบ่งพรรคแบ่งพวก)  ย่อมรู้ดีที่สุดเพราะเขามี “แผนที่เดินทาง” อยู่แล้ว    

         นี่เป็นเสียงโอดครวญที่แว่วมาจาก อบต. และผู้นำชุมชน พวกเขาบอกด้วยว่าขอเพียงให้มั่นใจกันเท่านั้น..รับรองว่าถึงมือผู้ประสบภัยทุกคน

          หากถามคำถามเหล่านี้กับพระคุณเจ้า ไม่ว่ารูปใด ท่านก็คงว่า  บุญได้เกิดขึ้นแล้ว ตั้งแต่ตอนที่คิดดี ทำดี  ดังนั้นถ้าไม่ได้โอกาสเหมาะที่จะเป็นผู้หยิบยื่นและส่งให้ด้วยตนเอง ก็อย่าเศร้าหมองใจไปเลย

          เหตุการณ์ความเศร้าหมอง ในศูนย์พักพิงที่พบเห็นครั้งหนึ่ง เกิดขึ้นเมื่อ เจ้าภาพโรงทานรายหนึ่งนำอาหารมาไม่ทันตามนัด ทำให้เวลาอาหารเย็นต้องล่าออกไปเกือบครึ่งชั่วโมง  เมื่อนำรถเข้าจอดเทียบได้ เจ้าภาพก็กุลีกุจอ ช่วยกันยกของ จัดเตรียมอุปกรณ์ของใช้ นำอาหารมาตักแจก ... รีบเร่งและร้อนรน.. 

หากไม่วายได้ยินเสียงก่นตำหนิ..รุนแรง ..เหลือรับ..

นี่จะยกของกลับ หรือเททิ้ง ให้มันรู้แล้วรู้รอดดี

เสียอะไรไม่เสียดายเท่ากับเสียความรู้สึกดีๆ ที่มีให้... ต่อเพื่อนคนไทย..  ต่อชะตากรรมที่ประสบ.. นี่หรือคือผลตอบแทนของน้ำใจ...  แค้นนัก เธอแอบนั่งร้องไห้อยู่เงียบๆ

ความรู้สึกนี้คงคลับคล้ายกับหลายคน เมื่อตอนที่ได้อ่าน “ความในใจ” ของสองครอบครัวแรกในวันที่พวกเขาจากลา  ทุกถ้อยกระทงความในหนังสืออนุสรณ์ล้วนบาดหู    สำนวนประชดประชัน กระแนะกระแหน กระทบกระเทียบเปรียบเปรยล้วนบาดใจ ... คัดมาได้เพียงบางช่วงบางตอน  เพราะดูแล้วว่าไม่เหมาะกับเด็ก สตรีและคนชรา...

กราบเรียนท่านอธิการบดี ม.ราชภัฏนครปฐม (ท่านแต่งตัวได้ขั้นเทพมาก)…อยู่ที่ศูนย์พักพิงนี้สบายดีมีความสุข เจ้าหน้าที่น่ารัก อยู่ดี กินดี ไม่ต้องเสียตังค์ อากาศดีมีโอบล้อมด้วยกลิ่นขี้หมูทั้งวัน... อาคารก็สะอาดดี มีแอร์หลายตัว แต่กว่าจะเปิดก็รอให้สื่อมา...ตอนนอนก็เยี่ยมยอด นอนไม่ค่อยจะหลับเลย (เด็กร้องทั้งคืน)...ขอบคุณท่านอธิการ เจ้าหน้าที่ ครู อาจารย์ทุกฝ่าย และแม่บ้านทุกท่าน โอกาสหน้าน้ำท่วมเจอกันใหม่...

ยิ่งบาดลึกมากขึ้น เมื่อนึกย้อนถึงวันแรกของการมา เรายังจำได้ดีกับภาพความกระเซอะกระเซิงและน้ำตาของหญิงวัยกลางคน.. แม่ของเด็กหญิง ชายวัยรุ่นคู่นั้น

นี่หรือคือผลตอบแทนที่ได้รับ ทำไมทำดี ไม่ได้ดี ...หลายคนคิด  บางคนนึกถึงคำพูดที่เคยได้ยินมาก่อนหน้า “ทำดีก็แค่เสมอตัว”

แต่เรากลับนึกถึงนิทานเรื่องกบที่เคยอ่าน เคยฟังมา จำได้ไม่แม่นนัก แต่เนื้อหาสำคัญอยู่ที่ว่า   กบน้อยตัวหนึ่งและเพื่อนๆ ของมันพยายามที่จะปีนเสาไฟ (เอ...หรือว่าต้นไม้สูงๆ) ท่ามกลางเสียงตะโกนของกบอีกหลายตัวด้านล่างที่พยายามจะบอกว่า...  ปีนขึ้นไปไม่ได้หรอก  ไม่มีทางสำเร็จ  จะทำได้ยังไง ลงมาเถิด ... แล้วกบแต่ละตัวก็ค่อยๆ ตกลงมา แต่มีตัวหนึ่งยังคงตะกายขึ้นไป..สูงขึ้น..สูงขึ้น

“ปีนขึ้นไปไม่ได้หรอก  ไม่มีทางสำเร็จ  จะทำได้ยังไง ลงมาเถิด” หลายเสียงแข่งกันตะโกนอยู่ด้านล่าง พร้อมกระโดดเหย็งๆ

แล้วในที่สุดกบน้อยตัวนั้นก็ทำได้สำเร็จ ... ไม่มีใครรู้หรอกว่า มันหูหนวก

นิทานเรื่องนี้สอนใจเราว่า แม้จะ “ได้ยิน” ทุกเรื่อง แต่ก็ต้องเลือก “ฟัง” เป็นบางเรื่อง   ใครเคยบอก “คบปราชญ์ เป็นปราชญ์  คบเปรต เป็นเปรต” ฉันใดก็ฉันนั้น “ฟังปราชญ์ก็เป็นปราชญ์ ฟังเปรตก็เป็นเปรต”  หูของเรา มีเอาไว้เพื่อ “ทวนลม” บ้างก็ดีเหมือนกัน !!!

เพราะเมื่อ “เลือก” ที่จะเป็นผู้ให้แล้ว ก็ให้ไปเถิด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ให้อภัย”