GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

ชง ครม. ไฟเขียวโอนเงิน อปท. แสนล้าน คลังเร่งเครื่องวาง 3 แนวทางใช้งบปี"50

ชง ครม. ไฟเขียวโอนเงิน อปท. แสนล้าน คลังเร่งเครื่องวาง 3 แนวทางใช้งบปี"50
คลังเร่งเครื่องแผนโอนงบฯ 100,000 ล้านบาท ให้ อปท. ตั้งแท่นชงรัฐบาลชุดใหม่อนุมัติใช้งบฯ ปี "50   หลังงบปี 49 ไม่พอ ล่าสุดกำหนดกรอบจัดสรรงบฯ อุดหนุนให้ อปท. 3 แนวทาง การถ่ายโอนงานและงบฯสาธารณสุขวงเงิน 53,000 ล้านบาท   ด้านการศึกษา วงเงิน 35,000 ล้านบาท  และด้านสาธารณูปโภคอีกกว่า 10,000 ล้านบาท "วราเทพ" ยืนยันสิ้นปี "49 โอนให้ท้องถิ่นไม่ครบ 35% ไม่ถือว่าผิดกฎหมาย นายวราเทพ รัตนากร รักษาการรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการจัดสรรเงินรายได้ไปให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ในสัดส่วน 35% ของรายได้รัฐบาลว่าเมื่อวันที่   21 ส.ค.ที่ผ่านมา  ทางกระทรวงการคลังได้จัดประชุมคณะอนุกรรมการกระจายอำนาจการปกครองไปสู่ท้องถิ่น เพื่อติดตามและวางแผนการถ่ายโอนงานและงบฯ อุดหนุนไปให้ อปท. ทั้งนี้เป็นผลจากการที่กฎหมายงบประมาณรายจ่ายปี 2549 ได้กำหนดวงเงินรายได้ที่จะโอนไปให้ อปท. เพียงแค่ 26% ของรายได้รัฐบาล   แต่ พ.ร.บ.กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่ อปท. พ.ศ. 2542 ได้กำหนดให้รัฐบาลจะต้องโอนเงินรายได้ไปให้ อปท. 35% ของรายได้รัฐบาลภายในวันที่ 31 ธ.ค. ซึ่งจะสังเกตได้ว่ามีการใช้วงเงินงบประมาณคาบเกี่ยวกัน 2 ปี คือ    ช่วง ม.ค.-30 ก.ย. อยู่ในกรอบของงบประมาณปี 2549 และ ต.ค.-31 ธ.ค. อยู่ในกรอบของกฎหมายงบประมาณปี 2550 ดังนั้น ส่วนที่ขาดอีก 9% ของวงเงินรายได้ หรือคิดเป็นวงเงิน 132,840 ล้านบาท คงจะต้องไปใช้วงเงินกรอบของกฎหมายงบประมาณปี 2550  ซึ่งจะต้องรอรัฐบาลชุดใหม่เข้ามาอนุมัติ ส่วนภารกิจในการถ่ายโอนเงินรายได้ และงบฯอุดหนุนไปให้ อปท. ในสัดส่วน 26% ภายในวันที่ 30 ก.ย.นั้น  ซึ่งเป็นวันสิ้นปีงบประมาณในส่วนนี้คงจะไม่มีปัญหา  ทางกระทรวงการคลังจะโอนให้ได้ครบตามจำนวนที่กฎหมายกำหนด ส่วนที่ขาดอีก 9% ที่ต้องใช้งบประมาณปี 2550 ในระหว่างนี้รัฐบาลมีหน้าที่ที่จะต้องศึกษาและวางแผนการใช้จ่ายเงินในส่วนนี้บรรจุเข้าไปในกฎหมายงบประมาณปี 2550 เพื่อเสนอให้ที่ประชุมสภาพิจารณา ทั้งนี้ การประชุมเมื่อวันที่ 21 ส.ค. คณะอนุกรรมการกระจายอำนาจฯได้วางกรอบของการจัดสรรเงินรายได้และงบฯ อุดหนุนไปให้ อปท. ทั้งหมด 3 ส่วน คือ ส่วนแรก การถ่ายโอนภารกิจทางด้านการสาธารณสุข โดยจัดงบฯ อุดหนุนโอนไปให้ อปท. คิดเป็นวงเงิน 53,000 ล้านบาท ในกรณีที่มีการโอนงานรัฐบาลกลางไปให้ อปท. ได้ให้ดำเนินการโอนงานไปพร้อมกับเงินทันที แต่ในกรณีที่โอนงานไปให้ อปท. ไม่ได้ เช่น กองทุนประกันสุขภาพ          ให้ใช้วิธีการตั้งงบฯ อุดหนุนแล้วโอนเงินไปให้หน่วยงานในท้องถิ่น โดยให้หน่วยงานเหล่านี้นำงบประมาณที่ได้มา ซื้อบริการของกองทุนประกันสุขภาพ เป็นต้น   ส่วนที่สอง การถ่ายโอนภารกิจทางด้านการศึกษา โดยการจัดงบฯ อุดหนุนโอนไปให้ อปท. ที่มีความพร้อมวงเงิน 35,000 ล้านบาท สำหรับสถานศึกษาที่โอนไปแล้ว เพื่อที่จะนำเงินงบประมาณดังกล่าวมาเป็นค่าใช้จ่ายในเรื่องของเงินเดือนและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ภายในสถานศึกษา และส่วนที่สาม เป็นภารกิจในการถ่ายโอนงานด้านสาธารณูปโภคบางอย่าง เช่น งานก่อสร้างถนน น้ำประปาในชนบท วงเงินประมาณ 10,000 ล้านบาท เป็นต้น นายวราเทพกล่าวต่อไปว่า กรอบการจัดสรรเงินรายได้และงบฯ อุดหนุนไปให้ อปท. วงเงินเกือบ 100,000 ล้านบาท  ส่วนหนึ่งจะมาจากงบฯ SML, งบฯ ผู้ว่าฯ CEO และที่เหลือจะมาจากการจัดงบฯ อุดหนุนทั่วไป ซึ่งรายละเอียดทั้งหมดยังต้องมีการหารือกันอีกหลายครั้ง และในวันที่ 28 ส.ค.นี้จะมีการประชุมคณะอนุกรรมการกระจายอำนาจฯ ที่กระทรวงการคลัง เพื่อเร่งกำหนดแผนการถ่ายโอนภารกิจ พร้อมกับเงินรายได้ไปให้ อปท. ซึ่งกระทรวงการคลังจะต้องเร่งสรุปรายงานความคืบหน้าให้คณะรัฐมนตรีอนุมัติโดยเร็ว   "ตาม พ.ร.บ.กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่ อปท. พ.ศ. 2542 กำหนดให้รัฐบาลต้องมีการกระจายอำนาจการปกครองและรายได้ไปให้ อปท. ภายในปี 2549 คิดเป็นสัดส่วน 35% ซึ่งในเวลาต่อมาทางคณะกรรมการกฤษฎีกาได้มี   คำวินิจฉัยออกมาว่าให้มีผลบังคับใช้ตามปีปฏิทิน นั่นก็คือภายในวันที่ 31 ธ.ค.นี้จะต้องมีการถ่ายโอนภารกิจดังกล่าว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเม็ดเงินทั้งหมด 35% จะต้องถูกโอนไปให้ท้องถิ่นให้เสร็จสิ้นภายในสิ้นปีนี้       ทั้งนี้เพราะมีการใช้เงินงบประมาณคาบเกี่ยวกันระหว่างปี 2549 และปี 2550 ซึ่งในปีถัดไปก็จะเป็นลักษณะเช่นนี้" นายวราเทพกล่าว ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 30 พ.ค.ที่ผ่านมา ครม.ได้มีมติเห็นชอบตามแนวทางแก้ไขที่สำนักงบประมาณเสนอมา โดยจัดสรรเงินรายได้ไปให้ อปท. เป็นวงเงิน 516,600 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 35% ตามกฎหมายกำหนด  และได้มีการบรรจุรายการเข้าไปอยู่ในงบประมาณปี 2550 โดยให้คณะกรรมการกระจายอำนาจฯ (กกถ.) ที่มี      นาย สุวัจน์ ลิปตพัลลภ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานคณะกรรมการ ดำเนินการถ่ายโอนงานให้สอดคล้องกับการจัดสรรเงินรายได้ไปยัง อปท. ซึ่งประกอบไปด้วย  1) รายได้ที่ อปท. จัดเก็บเองจำนวน 32,021 ล้านบาท      โดยส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดเก็บ ขยายฐานภาษี และเพิ่มอัตราภาษีให้เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจ   2) ภาษี   ที่รัฐบาลจัดเก็บให้และแบ่งไปให้ อปท. จำนวน 204,891 ล้านบาท  3)ส่วนที่เหลือเป็นเงินอุดหนุนที่สำนักงบประมาณจัดให้จำนวน 279,687 ล้านบาท โดยเร่งรัดการถ่ายโอนภารกิจด้านการศึกษา สาธารณสุข และภารกิจถ่ายโอน  ส่วนที่เหลือให้เป็นไปตามแผน หากไม่สามารถถ่ายโอนภารกิจได้อาจมีแนวทางดำเนินงาน ดังนี้ 1) อาศัยอำนาจตามมาตรา 21 ของพระราชบัญญัติกำหนดแผนฯ มอบอำนาจและหน้าที่ของภารกิจที่ต้องถ่ายโอนให้แก่ อปท.   2) อาจพิจารณา     ถ่ายโอนงบประมาณโครงการสำคัญ ๆ ของรัฐบาลที่ใกล้เคียงหรือซ้ำซ้อนกับภารกิจของ อปท. เช่น โครงการ SML หรืองบฯ ผู้ว่าฯ CEO เป็นต้น โดย อปท. จะต้องนำเงินอุดหนุนที่ได้รับการจัดสรรตามภารกิจถ่ายโอนดังกล่าว      มาซื้อบริการจากหน่วยงานของราชการและอาจมอบแนวทางให้ กกถ. เป็นองค์กรกลางในการกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ รวมทั้งมาตรฐานในการดำเนินการซื้อบริการเพื่อให้เป็นไปในแนวทางเดียวกัน ประชาชาติธุรกิจ  29  ส.ค.  49

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

หมายเลขบันทึก: 47018
เขียน:
แก้ไข:
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น(0)