ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า สนับสนุนแนวคิด นายทนง พิทยะ รักษาการ รมว.คลัง ที่จะทำให้งบประมาณปี 2550 ขาดดุล เนื่องจากเป็นแนวคิดที่ถูกต้อง เหมาะสมกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม การขาดดุลต้องอยู่ในระดับที่พอดี เชื่อว่า รมว.คลังคงรู้ว่าจะต้องขาดดุลระดับใด นอกจากนี้ การขาดดุลเป็นตัวบ่งชี้ถึงการดำเนินนโยบายทางการเงินของคณะกรรมการ นโยบายการเงิน (กนง.) ในปีหน้าด้วย หากขาดดุลไม่มาก กนง. จะดำเนินนโยบายการเงินตามปกติ "คิดอย่างนี้ถูกต้องแล้ว เพราะตอนนี้เศรษฐกิจค่อนข้างแข็งแรง หนี้สาธารณะต่ำกว่า 40% ของจีดีพี ดังนั้น ถ้างบประมาณขาดดุลกว่านี้เล็กน้อยก็ถือว่าไม่เป็นไร ซึ่งถ้าทำได้จีดีพีปีหน้าก็จะโตมากกว่า 4% เข้าเป้าของ ธปท. ที่วางไว้ที่ 4-5.25%" ผู้ว่าการ ธปท.ระบุ.ไทยโพสต์ 26 ส.ค. 49
กระทรวงการคลังส่งซิก ทำงบปี 50 แบบขาดดุล หลังไม่มั่นใจภาวะเศรษฐกิจที่มีแต่ทรงกับทรุด ลั่นรักษาสัดส่วนหนี้ต่ำที่ 40% ต่อจีดีพี เปิดช่องขยายเพดานตั๋วเงินคลัง อุดถังแตก ผู้ว่าการ ธปท. หนุนคลังทำงบขาดดุล กระตุ้นเศรษฐกิจ การลงทุน มั่นใจหากทำได้ตามกรอบเศรษฐกิจโตถึง 5.25% ได้
นายทนง พิทยะ รักษาการ รมว.คลัง เปิดเผยว่า ในวันที่ 28 ส.ค. นายนริศ ชัยสูตร ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) จะเสนอกรอบประมาณการรายได้ในช่วง 3 ปีข้างหน้า (2550-2552) เพื่อพิจารณา ก่อนนำเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 29 ส.ค.นี้ อย่างไรก็ตาม ยังไม่สรุปว่างบประมาณปี 2550 จะเป็นแบบขาดดุลหรือสมดุล แต่มองว่าหากภาครัฐไม่ดำเนินการกระตุ้นเศรษฐกิจใด ๆ เชื่อว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปี 2550 จะขยายตัว 3.5-4% ต่ำกว่าที่ประมาณการว่าจะขยายตัว 4.5% และยิ่งสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ระบุว่าการลงทุนในช่วงไตรมาสแรกปี 2550 จะขยายตัวเพียง 2% ถือเป็นอัตราที่ต่ำเกินไปสำหรับไทย "ผมรู้สึกเป็นห่วงเรื่องภาวะเศรษฐกิจในปีหน้า ซึ่งเห็นว่ารัฐบาล ควรมีงบประมาณบางส่วนใช้สำหรับกระตุ้นเศรษฐกิจไม่ให้ขยายตัวในอัตราที่ต่ำเกินไป รวมถึงจะมีมาตรการกระตุ้นให้เอกชนมีการลงทุนเพิ่มเติมด้วย แต่เรื่องการตัดสินใจว่าจะจัดทำงบประมาณขาดดุลหรือไม่ เป็นเรื่องของรัฐบาลที่ตัดสินใจ" นายทนงกล่าว
นายทนงกล่าวถึงการประชุมคณะกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะว่า ภาพรวมของ หนี้สาธารณะปี 2550 อยู่ในเกณฑ์ดี และดีกว่าเป้าหมายตามกรอบความยั่งยืนทางการคลังที่ตั้งไว้ค่อนข้างมาก ซึ่งเชื่อว่าตั้งแต่ปีงบ 2550 เป็นต้นไป สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (จีดีพี) จะไม่เกิน40% จากกรอบที่ตั้งไว้ที่ 50% ขณะที่สัดส่วนภาระหนี้ต่องบประมาณจะลดลงเหลือไม่ถึง 10% ในช่วง 5 ปีข้างหน้า จากกรอบที่ตั้งไว้ที่ 15% ส่วนภาระหนี้ต่อรายได้การส่งออกก็อยู่เพียง 2.43% เท่านั้น "จะเห็นว่าแนวโน้มหนี้คงค้างจะลดลงเรื่อย ๆ แต่ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับสภาวะเศรษฐกิจหรือนโยบายของภาครัฐด้วยว่าจะมีนโยบายลงทุนในอนาคต หรือจัดทำงบประมาณแบบขาดดุลหรือไม่ โดยสมมติฐานที่ตั้งไว้ คือ จีดีพีจะขยายตัวประมาณ 4.5% ในอีก 5 ปีข้างหน้า ซึ่งเชื่อว่าไม่น่าจะมีปัญหา" นายทนงกล่าว
ส่วนจะขยายเพดานการออกตั๋วเงินคลังเพื่อบริหารเงินสดเพิ่มเติมในปีงบ 2550 อีกหรือไม่ นายทนงกล่าวว่ามีโอกาสเป็นไปได้สูงที่จะขยายเพดานออกตั๋วเพิ่มจากเพดานเดิมที่อยู่ที่ 250,000 ล้านบาท เนื่องจากแนวโน้มในอนาคตงบประมาณมีโอกาสขาดดุล รวมถึงภาครัฐจะมีการเร่งรัดเบิกจ่ายเพิ่มขึ้น
นางพรรณี สถาวโรดม ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กล่าวว่า กรอบหนี้สาธารณะ ที่ประกาศในครั้งนี้ เป็นการรวมนำโครงการลงทุนในโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้า 3 สาย และโครงการลงทุนต่อเนื่องจากปีก่อน ๆ แล้ว ซึ่งจะเห็นได้ว่าสถานะหนี้สาธารณะในเวลานี้ปรับตัวดีขึ้น โดยประเมินว่าหนี้สาธารณะที่สามารถจัดการได้ภายในปี 2550 จะมีประมาณ 841,120 ล้านบาท แบ่งเป็นหนี้เก่า 619,288 ล้านบาท และหนี้ที่เกิดใหม่ 221,000 บาท