เวทีครั้งที่ ๒ นี้หนีน้ำท่วมจากที่เคยกำหนดประชุมในเดือนตุลาคมมาจัดปลายเดือนพฤศจิกายน ในวันที่ ๒๖ - ๒๗ พ.ย. ๕๔ ที่โรงแรมทาวน์อินทาวน์   จัดโดยมูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ (มสส.) สนับสนุนโดยมูลนิธิสยามกัมมาจล (มสก.)   โดยมีเป้าหมายระบุไว้ดังนี้

 

๑. ครูเพื่อศิษย์ได้ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้การออกแบบการเรียนรู้ PBL (Project Based Learning)โดยใช้เรื่องเล่าเร้าพลัง


๒. เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้การส่งเสริมชุมชนการเรียนรู้ PLC (Professional Learning Community) ในโรงเรียน


๓. เสริมศักยภาพครูเพื่อศิษย์ นำไปจัดกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้สร้างชุมชนการเรียนรู้ครูเพื่อศิษย์ในพื้นที่


          เป็นการทำงานอาสาสมัครขององค์กรสาธารณะแบบที่พลเมืองรวมตัวกันทำเพื่อประโยชน์ของบ้านเมือง คือ มสส. และ มสก.   โดยที่จริงๆ แล้วมูลนิธิทั้งสอง และผู้เกี่ยวข้องไม่ได้มีหน้าที่โดยตรงต่อเรื่องการศึกษา    แต่ก็ต้องการเข้ามารับใช้บ้านเมืองโดยร่วมขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในระบบการศึกษาหรือระบบการเรียนรู้    เพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้ตามเป้าหมายใหม่ ที่เลยไปจากที่ระบุในเป้าหมายที่กระทรวงศึกษาธิการ กำหนดให้มีความรู้ ๘ หน่วยสาระ   คือให้ไปถึงเป้าหมายเกิดทักษะสำหรับศตวรรษที่ ๒๑

          เราได้ภาคีที่มีใจตรงกัน มีเป้าหมายที่ทะเยอทะยานร่วมกัน (ต้องการเปลี่ยนการศึกษาของทั้งประเทศ) แม้จะเป็นคนเล็กคนน้อยเหมือนกัน หลายคนมาร่วมกันจัดเวที   และจริงๆ แล้ว ผู้มาร่วม ลปรร. ออกเงินเดินทางมาร่วมเวทีเอง    และมากันเป็นทีมหลายคน โดยมีเป้าหมายเอาวิธีการไปใช้เปลี่ยนแปลงการเรียนการสอนในโรงเรียนหรือเขตพื้นที่ของตน

          นี่คือเวทีของคนที่เป็นนักทำ/นักลงมือปฏิบัติ   ไม่ใช่เวทีนักพูดหรือนักโอ้อวดผลงาน    เรามา ลปรร. วิธีปฏิบัติ เอาผลของการปฏิบัติมา ลปรร. กัน   โดยมีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่คือศิษย์ได้เรียนรู้งอกงามปัญญาที่ ซับซ้อนเพื่อเตรียมออกไปใช้ชีวิตในสังคมแห่งศตวรรษที่ ๒๑   ผ่านการเรียนรู้แบบที่ไม่เน้นสอนวิชา แต่เน้นงอกงามมนุษย์ ด้วยการเรียนรู้จากการที่นักเรียนลงมือปฏิบัติ ที่เรียกว่า “การเรียนแบบโครงงาน” (PBL – Project-Based Learning)

          โดยที่ครูต้องเปลี่ยนใจตนเองจากเน้นสอนตามข้อกำหนดในเอกสารหลักสูตร   เปลี่ยนเป็นทำความรู้จักนักเรียนของตน แล้วกำหนดว่าต้องการให้นักเรียนได้เรียนรู้จนเกิดทักษะอะไรบ้าง    แล้วจึงร่วมกัน ออกแบบการเรียนรู้ที่นักเรียนทำกิจกรรมหรือโครงงานกันเองเป็นส่วนใหญ่   ครูเปลี่ยนตัวเองจาก “ผู้สอนวิชา” มาเป็น โค้ช ของการฝึกทำโครงงาน เพื่อการเรียนรู้แบบบูรณาการ ที่ปัญญางอกงามจากภายในตัวนักเรียน    ไม่ใช่จากครูเอาความรู้เป็นก้อนๆ ใส่สมอง  

         ในแนวคิดใหม่นี้ ครูก็คือ “นักเรียน” เรียนรู้วิธีทำหน้าที่ “คุณอำนวย” ของการเรียนรู้ของศิษย์    ที่มี “ความรู้นอกตำรา” มากมาย    เวทีนี้คือเวที ลปรร. ความรู้นอกตำรานี้

          การเรียนรู้แบบเดิมเป็นเรื่องส่วนบุคคล ตัวใครตัวมัน เน้นแข่งขัน   แต่การเรียนรู้ในศตวรรษที่ ๒๑ เปลี่ยนเป็นตรงกันข้าม ถือว่าเป็นเรื่องที่ต้องรวมตัวกัน ช่วยเหลือกัน เน้นความร่วมมือช่วยเหลือกันมากกว่าการแข่งขันโดยมีความเชื่อว่าคนเรานั้น “ยิ่งให้ ยิ่งได้”   คือได้การเรียนรู้    ตามแนวทางของ Learning Pyramid

          นักเรียนเรียนเป็นทีม   ครูก็ทำงานเป็นทีมและเรียนเป็นทีมด้วย   การเรียนเป็นทีมของครูเรียกว่า PLC (Professional Learning Community) ในหลักการใหม่ เน้นการเรียนรู้ของครูแบบที่เรียนจากการปฏิบัติงาน โดยตรง    ไม่ใช่เน้นจับครูไปเข้ารับการฝึกอบรม

          หลักการที่จะต้องเปลี่ยนแปลงแบบหน้ามือเป็นหลังมือนี้มีรายละเอียดในหนังสือ ทักษะแห่งอนาคตใหม่ : การศึกษาเพื่อศตวรรษที่ ๒๑ซึ่งผมขอแนะนำให้ “ครูเพื่อศิษย์” และภาคีมีติดหิ้งหนังสือ หรือห้องสมุดของโรงเรียน   สำหรับเอาไว้เปิดตรวจสอบหลักการ เทียบกับ ปฏิบัติ และ ปฏิเวธ ของการทำหน้าที่เป็น change agent ของการศึกษาไทย

          คุณหมอประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ เลขาธิการ มสส. บันทึกเรื่องนี้ไว้ที่นี่และ ดร. ฤทธิไกร ไชยงาม บันทึกไว้ที่นี่ ผมลงรูปและคำอธิบายสั้นๆ ในเฟสบุ๊กที่นี่

 

วิจารณ์ พานิช
๒๙ พ.ย. ๕๔

 

วงทำความรู้จักกัน


 

โจทย์ของเรื่องเล่ารอบแรก


 

ครูต๋อยกับครูพรเล่าเรื่อง PBL ที่โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา

ครูใหม่เล่าเรื่องของโรงเรียนเพลินพัฒนา โดยมี อ. เอกเป็นผู้ซักและเสริม


 

ผมฟังแล้วทนไม่ไหวเข้าร่วมแจมตีความ PBL


 

วง ลปรร. ผู้บริหารในตอนบ่าย หาร่องรอยของ PLC สรุปได้ว่ายังไม่ชัด